มาดูกันว่าปีนี้ซีนร้านอาหารและบาร์มีเทรนด์ใหม่ๆ อะไรที่น่าสนใจบ้าง
แวดวงอาหารและเครื่องดื่มนับว่าเป็นแวดวงที่น่าตื่นเต้นที่และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วที่สุดแวดวงหนึ่งในบรรดาผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ด้วยปัจจัยมากมายที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ด้านสุขภาพ กฏหมายที่เกี่ยวข้อง ภาษีนำเข้า วัฒนธรรมท้องถิ่น ข้อจำกัดทางศาสนา และอีกสารพัดที่ทำให้วงการร้านอาหารและบาร์ในแต่ละเมืองเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างมีเอกลักษณ์
กรุงเทพฯ ก็เป็นอีกเมืองใหญ่ของโลกที่มีวัฒนธรรมและรสนิยมการกินดื่มที่มีลักษณะเฉพาะตัว และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนทุกๆ สองหรือสามปี Tatler จะพาไปตั้งข้อสังเกตเทรนด์การกินดื่มที่เริ่มก่อตัวให้เห็นของปี 2024
อ่านเพิ่มเติม: ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเปิดใหม่ที่น่าจับตามอง
ประสบการณ์แบบแคชชวลไดนิ่ง

Above การแชร์อาหารและเครื่องดื่มกับกลุ่มเพื่อนยังเป็นเทรนด์ที่มาแรงในไทย (ภาพ: ALATi โรงแรม สยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ)
ในขณะที่ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง (ที่รวมถึงเชฟส์เทเบิลด้วย) ยังไปได้ดีในประเทศไทย มีร้านใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ และมีฐานลูกค้าเหนียวแน่น ยังมีนักชิมจำนวนไม่น้อยที่ถอยกลับมาอีกหนึ่งสเต็ปและสนุกกับประสบการณ์รับประทานอาหารแบบแคชชวลไดนิ่งที่อยู่ในระดับกลางๆ มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะจับต้องได้ ไปได้บ่อยกว่าร้านไฟน์ไดนิ่ง พิธีรีตองน้อย ไม่ต้องรอคิวนาน และตรงจริตนักชิมชาวไทยที่นิยมการแชร์กัน และมีอิสระในการเลือกลองหลายๆ เมนูในมื้อเดียว
แคชชวลไดนิ่งยังมีบรรยากาศของการสังสรรค์ แบ่งปัน และยังมีความผ่อนคลายกว่า การนำเสิร์ฟอาหารคอมฟอร์ทฟู้ดและเมนูคุ้นเคยที่นำมาใส่รายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้น ใช้วัตถุดิบที่ดีขึ้น และนำมายกระดับขึ้นมาอีกหน่อย จึงเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการของคนไทย
ร้านใหม่ในบ้านเก่า
อีกเทรนด์หนึ่งที่มีมานานพอสมควรและยังได้รับนิยมอยู่เสมอคือ การปรับปรุงบ้านหรือตึกแถวเก่าเพื่อเปิดเป็นร้านอาหาร บาร์ หรือกระทั่งคาเฟ่ ที่ยังคงความดิบและโครงสร้างแบบเดิมไว้ เรียกว่าให้ความเก่าและริ้วรอยของกาลเวลาเป็นจุดขาย บวกกับการตกแต่งแบบเรโทรย้อนยุค ทั้งสไตล์ยุโรป ไทย และจีน ให้ความรู้สึกอบอุ่นเชื่อมโยงได้ แต่ดูดีมีดีไซน์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตอบโจทย์การโหยหาความอบอุ่นแบบเรียบง่ายของมื้ออาหารหรือการใช้เวลากับครอบครัว
ตัวอย่างที่โดดเด่นได้แก่ Restaurant Potong by Chef Pam ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเจ้าของรางวัลระดับนานาชาติที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกแถวเก่าแก่ประจำตระกูลของเชฟแพม พิชญา สุนทรญาณกิจ กลางตลาดสำเพ็ง ถูกนำมาดัดแปลงแค่เพียงเฉพาะส่วนที่เอื้อกับการทำครัวและเตรียมส่วนผสม โดยยังเก็บรักษารายละเอียดด้านโครงสร้างและสถาปัตยกรรมแบบเดิมเอาไว้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกร้านคือ Clara ร้านอาหารอิตาเลียนสมัยใหม่ในบ้านเก่าสไตล์บาวเฮ้าส์วิลล่าในย่านเย็นอากาศที่สงบร่มรื่น มาพร้อมกับงานศิลป์และประติมากรรมสมัยใหม่ในสวน
นอกจากเรื่องของการตกแต่งแล้ว บรรยากาศ “ย้อนยุค” ยังแสดงออกทางเสียงเพลงที่หลายๆ ร้านเลือกมาเอาใจนักชิมและนักดื่มที่ชื่นชอบดนตรีจากยุค 80 และ 90 รวมไปถึงเพลงแจ๊สแบบสแตนดาร์ดที่เริ่มมีให้ฟังมากขึ้นเรื่อยๆ กับวงดนตรีสดในบาร์หลายแห่ง
Restaurant Potong by Chef Pam
422 ซอยวานิช 1 ถนนสำเพ็ง เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ
วัตถุดิบตามฤดูกาลและความยั่งยืน

Above เชฟหนุ่ม ธนินธร จันทรวรรณ ที่นำแนวทางยั่งยืนมาใช้กับร้านอาหาร Chim by Siam Wisdom
อีกเทรนด์หนึ่งที่มาแรงในยุคการตื่นตัววิกฤติโลกร้อน และยังจะเป็นเทรนด์ที่คงอยู่ไปตลอด นอกจากเมนูอาหารหลักแล้ว บางร้านเลือกนำเสนอเมนูพิเศษเฉพาะฤดูกาลที่ใช้วัตถุดิบที่หาได้เฉพาะช่วงนั้น หรือบางแห่งเปลี่ยนเมนูใหม่ยกเซ็ต นอกจากจะอ้างอิงถึงฤดูกาลของไทย (ร้อน ฝน หนาว) แล้ว ร้านไฟน์ไดนิ่งบางแห่งยังเปลี่ยนเมนูตามฤดูทั้งสี่ด้วย โดยชูวัตถุดิบจากฤดูกาลนั้นๆ นับเป็นการสร้างสีสันให้กับวงการอาหารอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ในเรื่องความยั่งยืน ยังรวมไปถึงการลดขยะจากเศษอาหารด้วยการพยายามนำทุกส่วนมาประกอบอาหารให้ได้มากที่สุด หรือนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ย เครื่องปรุง หรือแม้กระทั่งโซดา และการหันมาใช้วัตถุดิบในประเทศหรือในภูมิภาคมากขึ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ร้านอาหารทุกระดับพร้อมใจกันนำไปปรับใช้ และช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพของผลผลิตด้วยอีกทางหนึ่ง
เมนูท้องถิ่นในร้านหรู

Above เมนูไก่ใต้น้ำแบบอีสานดั้งเดิมในการนำเสนอแบบไฟน์ไดนิ่งที่ร้าน Mok
สองสามปีก่อน ร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ (ทั้งระดับแคชชวลและไฟน์ไดนิ่ง) มักรวบเอาอาหารไทยจากทุกภาคมาเสิร์ฟภายใต้ร่มเดียวกัน โดยเลือกเมนูยอดนิยมจากท้องถิ่นต่างๆ มาประกอบสร้างเป็นรายการของทางร้าน เช่น ไตปลาจากภาคใต้ แกงอ่อมของอีสาน หรือน้ำพริกอ่องของภาคเหนือ แต่ในปัจจุบันมีร้านอาหาร “เฉพาะทาง” มากขึ้นที่เลือกนำเสนออาหารจากท้องถิ่นเดียว เช่น Samuay & Sons และ Mok ซึ่งเป็นร้านระดับไฟน์ไดนิ่งที่เสิร์ฟอาหารอีสานขนานแท้ หรือ Samut ที่เลือกใช้เฉพาะปลาทะเลของไทยมาสร้างสรรค์เมนูที่ได้แรงบันดาลมาจากอาหารใต้ท้องถิ่น
ไม่เพียงแต่ร้านอาหารไทยเท่านั้น ร้านอาหารสัญชาติอื่นๆ ก็เริ่มมีเมนูที่บีบให้แคบลงและเน้นเมนูเฉพาะท้องถิ่น เช่น Lenzi Tuscan Kitchen เน้นอาหารอิตาเลียนจากแคว้นทัสคานี Coastiera เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนจากชายฝั่ง และ Embassy Room - Catalan Cuisine ที่นำเสนออาหารสเปนจากแคว้นคาตาลุนญา เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติม: จากวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ไฟน์ไดนิ่ง เพชรบุรี เมืองรองที่ไม่เป็นรองใคร
การกลับมาของไวน์บาร์

Above ไวน์บาร์ขนาดเล็กอย่าง Mod Kaew Wine Bar ที่ผุดขึ้นมามากมายในกรุงเทพฯ
ราวสิบปีก่อนไวน์บาร์คือกระแสที่มาแรงมากในซีนเครื่องดื่มของกรุงเทพฯ (มาพร้อมกับชีสบอร์ดและหอยนางรมสดเสิร์ฟบนน้ำแข็ง) ที่อาจแผ่วลงไปบ้างหลังจากพัฒนาการของวัฒนธรรมค็อกเทลในกรุงเทพฯ แต่นับตั้งแต่กลางปีที่แล้วมาจนถึงขณะนี้เริ่มมีไวน์บาร์ใหม่ๆ เกิดขึ้น และนำเสนอไวน์หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ออร์แกนิก ไบโอไดนามิก และแนเชอรัล ในบรรยากาศแคชชวล ส่วนหนึ่งเพราะผู้บริโภคมีความรู้เรื่องไวน์มากขึ้น กล้าที่จะลองโดยเฉพาะเมื่อไปกับกลุ่มเพื่อนที่สามารถแชร์ประสบการณ์กันได้
นอกจากนี้ตลาดไวน์ในบ้านเรายังมีตัวเลือกมากขึ้นจากแต่ก่อนมาก ทำให้ผู้บริโภคสนุกกับการได้ลองไวน์ฉลากใหม่ๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน
อ่านเพิ่มเติม: แนเชอรัลไวน์บาร์ ไวป์ดี ชิมไวน์ในบรรยากาศสุดชิล
ค็อกเทลคลาสสิกที่กลับมาได้รับความนิยม

Above ค็อกเทลสูตรคลาสสิกจาก 4th Wall
จากการพยายามค้นหาซิกเนเจอร์ ก่อนจะเป็นการกลับสู่ยุคคลาสสิก มีการขุดสูตรเก่าๆ มานำเสนอ ทำให้ลิสต์ค็อกเทลคลาสสิกของหลายร้านยาวขึ้น เห็นชื่อค็อกเทลที่หายหน้าหายตาจากบาร์ไปนานอย่าง Aviation, Boulevardier, Paloma หรือแม้แต่ Singapore Sling กลับมาที่บาร์อีกครั้ง เมนูคลาสสิกบางส่วนยังถูกนำไปทวิสต์เล็กๆ น้อยๆ ให้ความรู้สึกของ “ความแปลกใหม่ที่คุ้นเคย”
ส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตงาน Negroni Week ที่ทำให้ค็อกเทลอิตาเลียนรสขมปร่าเหมือนยากลับมาฮิตระเบิดอีกครั้ง และลากเอาเพื่อนพ้องในครอบครัวและช่วงเวลาเดียวกันกลับมาด้วย อีกส่วนมาจากการเห็นมูลค่าที่จับต้องได้ของค็อกเทลคลาสสิกที่ทุกคนรู้ว่ามีส่วนผสมอะไร ใช้สปิริตแบบไหน รสชาติอะไรนำ และเข้มหรืออ่อนอย่างไร ผิดกับซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่เป็นการเสี่ยงดวงไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเมื่อราคาแต่ละดริงก์ในบาร์ระดับกลางถึงระดับไฮเอนด์นั้นสูงเอาการ
บาร์ที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากลองค็อกเทลคลาสสิกหลายๆ สูตรคือ 4th Wall ย่านหลังสวนที่เสิร์ฟค็อกเทลคลาสสิกเกือบจะทั้งเมนู
ค็อกเทลเพื่อสุขภาพ

Above ค็อกเทลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรง (ภาพ: Getty Images)
บรรดาคุณหมออาจขมวดคิ้ว แต่นี่คือเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอีกเทรนด์หนึ่ง โดยมีทั้งสปิริตปราศจากแอลกอฮอล์ (ในตอนนี้ที่ทำออกมาได้ดีคือจินและรัม) ที่สามารถนำไปสร้างเป็นเครื่องดื่มได้ทุกแบบ และค็อกเทลแอลกอฮอล์ต่ำที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 10% เอบีวี (alcohol by volume หรือปริมาณแอลกอฮอล์โดยปริมาตรซึ่งบ่งชี้ปริมาณเอทานอลในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
มีทั้งที่เป็นคลาสสิก (ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำอยู่แล้วอย่างไม่ได้ตั้งใจ) อย่างประเภท spitz หรือค็อกเทลที่ใช้ไวน์เป็นสปิริตหลัก และซิกเนเจอร์ที่แต่ละร้านคิดขึ้นมาเฉพาะเพื่อให้ลูกค้าสามารถแวะเวียนมาดื่มได้ทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะวันสุดสัปดาห์ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะหนักเกินไปจนไปทำงานวันรุ่งขึ้นไม่ไหว







