ขนาดหรือรูปร่างหน้าตาอาจไม่ใช่ตัวกำหนดรสชาติของอาหารและประสบการณ์ของผู้บริโภคเสมอไป Tatler คุยกับ พลอยดาว ธีระเวช ผู้เปลี่ยนของจิ๋วที่สะสมเป็นงานอดิเรกสู่ประสบการณ์ไดนิ่งสุดพิเศษในครัวขนาด “จิ๋ว”
จินตนาการถึงเหล่าเครื่องครัวไซส์จิ๋ว ของเล่นในวัยเด็กสำหรับใครหลายๆ คน ที่วันนี้ถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ในครัวจิ๋วของร้าน Le Petit Restaurant ร้านอาหารโดย “พลอยดาว ธีระเวช” ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารขนาดจิ๋ว แต่เต็มไปด้วยรสชาติและประสบการณ์อันน่าประทับใจ เพื่อให้ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนได้สัมผัสเมนูที่คุณคุ้นเคย พร้อมปลุกความทรงจำในวันวานให้เกิดขึ้นจริง ผ่านประสบการณ์อาหารสุดพิเศษในครัวจิ๋วแสนอบอุ่นขนาดสี่ที่นั่งในย่านทองหล่อ ที่พร้อมมอบความอิ่มใจ และประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครให้กับมื้ออาหารของคุณ
อ่านเพิ่มเติม: เชฟแพม กับรางวัลเชฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย พร้อมพูดคุยถึงโปรเจ็กต์ส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นใหม่
Le Petit Restaurant เริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร
จริงๆ ต้องแบ่งเป็นสองส่วนค่ะ เพราะมันคือจุดร่วมระหว่างของจิ๋วกับเรื่องอาหาร ถ้าเรื่องอาหาร เราเป็นคนชอบเรื่องอาหารอยู่แล้ว เราเคยทำคุกกิ้งวิดีโอให้ที่ต่างๆ อยู่บ้าง รวมถึงเคยทำรายการอาหารด้วยค่ะ ส่วนของจิ๋วเราก็เป็นมนุษย์ชอบสะสมของจิ๋ว เราก็เลยเอาสองอย่างนี้มารวมกัน เพราะว่าเราไม่สามารถสะสมของจิ๋วทุกอย่างในโลกได้ เราก็เลยเลือกไดเร็กชั่นให้มันในทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบ เราก็เลยสะสมของจิ๋วที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหาร ก็เริ่มเก็บสะสมมาจนกลายเป็นวิถีชีวิตอย่างที่ดำเนินอยู่ตอนนี้ค่ะ
Le Petit Restaurant คือจุดที่ความชอบในการทำอาหารมาเจอกันกับของจิ๋ว ซึ่งมีช่วงหนึ่งที่เราทำวิดีโอคอนเทนต์ให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แล้วเราก็ทำเรื่องอาหาร โดยมีไอเดียเรื่องของจิ๋วเป็นตัวเล่า ก็มีการทำวิดีโอคุกกิ้งวิดีโอจิ๋ว จนมาถึงจุดที่ทำให้เราเริ่มเข้าใกล้ความเป็นร้านอาหารมากขึ้น
กระทั่งวันหนึ่งที่เราไปสัมภาษณ์ในคอลัมน์เกี่ยวกับของสะสม ซึ่งเป็นเครื่องครัวจิ๋ว แล้วก็ถูกถามว่า เราอยากจะทำอย่างไรกับของสะสมของเราต่อไป เราก็เลยบอกไปว่า เราเสียดาย ด้วยความที่มันเล็กมาก เราเล่นเสร็จแล้วเราก็ต้องเก็บ แต่เราก็ไม่อยากเก็บของเล่นเราอยู่เรื่อยๆ แบบนี้อีกแล้ว เพราะเราก็ไม่ได้อยากเก็บไว้เล่นคนเดียว เราอยากให้คนอื่นได้เล่นด้วย เราก็เลยคิดว่าถ้าได้ทำเป็นร้านอาหารจิ๋วก็น่าจะดี อย่างน้อยๆ ของที่เราสะสมมันก็ได้มีชีวิตอีกครั้งเวลาให้คนมาเล่น
และอีกอย่างคือ ตอนที่ทำเป็นวิดีโออาหารจิ๋ว คนก็จะชอบถามว่ากินได้เหรอ ก็เลยเป็นคำตอบให้เราว่า เราเปิดให้คนมาเล่น และเราก็ได้ทำของพวกนี้ให้คนได้กินจริงๆ ด้วย อีกอย่างหนึ่งที่เป็นความชอบในภาพรวมเลยก็คือ เราชอบเชื่อมต่อผู้คนด้วยอาหาร สมมุติเราไปเจอเพื่อนใหม่ เราก็จะเอาขนมไปให้เขากิน มันก็เลยมารวมกันเกิดเป็นร้านอาหารจิ๋วนี้ขึ้นมา
ไอเดียที่อยากนำเสนอผ่าน Le Petit Restaurant คืออะไร
อย่างแรกคือ เรามองว่าเราอยากให้ร้านออกมาเป็น open kitchen เพราะอยากให้คนเห็นตอนทำอาหาร อยากให้คนได้ลองจับ เราเลยดีไซน์ให้มันออกมาเป็นคอร์สเมนู เพื่อให้เรามีเวลาเล่าเรื่อง และให้คนที่มาได้มีเวลาค่อยๆ รับประทาน ค่อยๆ สัมผัสกับของจิ๋ว
ด้วยความที่มันเป็นของจิ๋ว เราเลยเลือกทำเมนูอาหารที่คนคุ้นเคยกับมันอยู่แล้วในขนาดปกติ เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นว่า ความสนุกของมันคือ การได้ลองสังเกตว่าหน้าตาและรสชาติมันเหมือนไซส์ปกติไหม เพราะฉะนั้นในตอนนี้เราอาจไม่ได้คิดรสชาติอาหารใหม่ หรือดีไซน์เมนูขึ้นมาใหม่ อาจไม่ได้มีอาหารที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของตัวเอง แต่เราจะทำให้มันเหมือนอาหารจานปกติ ที่ให้ทุกคนได้สนุกและ relate กับอาหารได้ง่ายขึ้น
อาหารหนึ่งคอร์สที่เสิร์ฟในร้านมีอะไรบ้าง
ตอนนี้เราทำเป็นคอร์สที่สองแล้วค่ะ คอร์สแรกจะทำเป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์โฮมคุกกิ้ง เพราะเราชอบกินอาหารญี่ปุ่น และจากที่ลองทำเมนูจิ๋วมา รู้สึกว่าเมนูญี่ปุ่นทำแล้วอาหารออกมาน่ารัก ซึ่งในคอร์สนั้นจะมีโอเด้ง แฮมเบิร์ก โอโคโนมิยากิ มีขนมวากาชิให้ลองปั้น
สำหรับคอร์สที่สอง เราได้แรงบันดาลใจมาจากการที่มีรายการต่างประเทศมาถ่ายทำที่ร้าน แล้วเราอยากทำอาหารไทยเพื่อต้อนรับเขา ให้เขาได้ชิม เราก็เลยคิดเป็นคอร์สที่สองขึ้นมาใช้ชื่อว่า “ตุ๊กตุ๊ก” จะเป็นสตรีทฟู้ดที่เรารู้จักกัน เช่น มะม่วงน้ำปลาหวาน เมี่ยงคำ เกี๊ยวทอด ส้มตำ คอหมูย่าง แล้วก็มีบัวลอย ส่วนหนึ่งเอามาจากเมนูที่เราชอบด้วยค่ะ โดยปกติแล้วเวลาคิดเมนู เราจะดูว่าทำอะไรแล้วมันน่ารัก ต่อมาคือเราชอบทำอะไร และสุดท้ายคือทำอะไรแล้วคนมารับประทานจะได้สนุกกับการได้ลองทำไปด้วย
ทราบมาว่านี่คือการใช้ Nostalgia (การหวนถึงความหลัง) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไอเดียด้วยใช่ไหม
ใช่ค่ะ แน่นอนว่าพอเราเป็นผู้ใหญ่ที่มาเล่นของเล่น มันจะมีความย้อนวัยกลับไปทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งเราเองก็เล่นเพราะรู้สึกสนุก และพาให้เราคิดไปว่าของที่เราเคยเล่นตอนเด็กสามารถเอามาเสิร์ฟเป็นร้านอาหารได้จริงๆ นะ หรือคนที่เข้ามารับประทานเขาก็จะนึกย้อนไปถึงความทรงจำของเขาเองด้วย เช่น มีผู้ใหญ่วัยคุณแม่มาทานแล้วได้แชร์กันว่าเขาก็สะสมอยู่นะเดี๋ยวจะเอามาให้ หรือว่าบางคนก็บอกว่าชุดนี้เขาก็มีนะ
แม้แต่เด็กๆ เองก็จะมีความทรงจำเกี่ยวกับของเล่นของเขา เพราะส่วนใหญ่คนไทยมักสนุกและคุ้นเคยกับการเล่นหม้อข้าวหม้อแกงอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจะมีความรู้สึกว่าหม้อข้าวหม้อแกงแบบที่ฉันเคยเล่นตอนเด็กมันทำได้จริง แล้วทุกคนก็สนุกที่ได้มาลองทำให้การละเล่นที่เขาคุ้นเคยตอนเด็กเกิดเป็นอาหารจริงๆ

Above ครัวจิ๋วของร้าน Le Petit Restaurant
อาหารจิ๋วมันพาให้เราคิดว่า ของที่เราเคยเล่นตอนเด็กมันสามารถเอามาเสิร์ฟเป็นร้านอาหารได้จริง และคนที่เข้ามาทานเขาก็จะนึกย้อนไปถึงความทรงจำของเขาเอง
การทำร้านอาหารจิ๋วมีความท้าทายมากน้อยแค่ไหน
ด้วยความที่เราตั้งใจว่าจะทำสเกลให้มันใกล้เคียงกับไซส์ปกติ ดังนั้นเวลาเราเตรียมอาหารหรือเตรียมวัตถุดิบ เราจะต้องเตรียมให้มันอยู่ในสเกลนั้นก่อน แล้วค่อยนำมาปรุง ซึ่งมันจะยากมาตั้งแต่ตอนที่ได้คิดแล้วว่าเราอยากจะทำอะไร แล้วจะทำมันออกมาได้อย่างไร
เหมือนเวลาเราไปรับประทานอะไร เราก็กลับมาคิดว่า เป็นไปได้ไหมถ้าเราทำอันนี้ให้จิ๋ว ถ้าทำได้แล้วมันจะเสิร์ฟอย่างไร หรือเราจะย่อวัตถุดิบของมันได้อย่างไร ซึ่งถือว่ายากในตอนที่คิดนะคะ แต่พอคิดได้แล้ว ตอนเตรียมก็จะยากขึ้นไปอีก เพราะต้องดูสมจริง อย่างเมนูส้มตำ มะละกอมันก็ควรต้องเป็นเส้นใช่ไหม แล้วในเมนูของเรา ขนาดมันจะต้องย่อลงไปอีกประมาณสิบเท่าจากไซส์ปกติ ซึ่งจะต้องยังดูเป็นเส้นมะละกอที่เขา relate ได้จริงๆ ด้วยนะคะ
การรังสรรค์ dining experience ในมุมของคุณพลอยดาว คืออะไร
เราว่า Le Petit Restaurant เป็นการสร้าง peaceful experience นะคะ เหมือนจะมีมุมหนึ่งที่ทุกคนมารับประทานแล้วเขาได้ทำ แล้วเขาสบายใจ ได้อยู่กับตัวเอง ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ได้โฟกัสจานอาหารของตัวเองจริงๆ ซึ่งจากฟีดแบ็กส่วนใหญ่มันจะเป็นแบบนั้น
เขารู้สึกว่ามาแล้วเขานิ่งขึ้น บางคนมาสองชั่วโมงไม่จับมือถือเลย บางคนมาแล้วได้ความสงบกลับไป อย่างเด็กๆ เข้ามาตอนแรกเขาอาจจะซน จะวิ่งเล่น แต่สุดท้ายพอได้เริ่มมีส่วนร่วมเขาก็จะกลับมานิ่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น เพราะเขาได้ลองทำ ได้ใช้สมาธิกับการทำของเล็กๆ
อยากให้คนที่เข้ามาได้รับประสบการณ์แบบไหนกลับไป
เริ่มแรกเลยจริงๆ อยากให้คนได้สนุกกับการเล่นของเล่นที่เราสะสมไว้ แต่พอได้ทำไปเรื่อยๆ ก็เหมือนได้เรียนรู้จากคนที่เข้ามาด้วย ได้ฟีดแบ็ก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จนในวันนี้มันกลายเป็นว่าเราอยากให้คนที่เข้ามาเขากลับไปด้วยความสุข ไม่ว่าจะด้วยมุมไหนก็ตาม ทั้งความทรงจำที่ย้อนกลับมา การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ไปจนถึงการได้ใช้เวลาที่มีค่าร่วมกัน ทั้งกับคนที่มาด้วยกันและคนที่มาเจอกันในร้าน เราคิดว่าทุกคนจะกลับไปด้วยความสุข
มันเป็นวัตถุประสงค์ของเรานะคะ เวลาที่เราเอาอาหารอร่อยๆ ให้คนอื่นรับประทาน เราก็อยากให้เขามีความสุข มันคือมุมมองของเราหลังจากทำร้านนี้มาได้ประมาณครึ่งปีค่ะ

Above เบื้องหลังการทำแกงหลอกของ Le Petit Restaurant สำหรับงาน Tiny Taste of Petchaburi
ในวันนี้กลายเป็นว่าเราอยากให้คนที่เข้ามาเขากลับไปด้วยความสุข ไม่ว่าจะด้วยมุมไหนก็ตาม ตั้งแต่ความทรงจำที่ย้อนกลับมา การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ไปจนถึงการได้ใช้เวลาที่มีค่าร่วมกัน
บรรยากาศร้านเล็กๆ ขนาดสี่ที่นั่งก็เป็นความตั้งใจของคุณพลอยดาวด้วยเช่นกันใช่ไหม
ใช่ อย่างแรกคือ ด้วยความที่ครัวมีขนาดเล็ก แล้วเราอยากให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกับครัว กล้าหยิบกล้าจับ เพราะฉะนั้นจำนวนคนจะเยอะไปกว่านี้ไม่ค่อยได้แล้ว เพราะเราต้องการให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ที่ดี ก็เลยต้องจำกัดที่นั่งไว้ที่ 4-5 ที่ต่อรอบค่ะ จะไม่เบียดกันเกินไปด้วย แล้วเราก็ยังอยู่ใกล้กันมากพอที่จะไม่เกร็งด้วยค่ะ แต่เราก็ไม่ได้อยากเสิร์ฟเป็นร้านอาหารที่มีหลายๆโต๊ะ เพราะว่าเรายังอยากให้ทุกคนเข้ามาแล้วสบายใจ ไม่ได้อยากให้เป็นบรรยากาศที่เป็นร้านอาหารจริงจังจนเกินไป
ช่วยแชร์ประสบการณ์การทำนิทรรศการอาหารจิ๋ว “Tiny Taste of Petchaburi” ที่เพิ่งจบไปให้ฟังหน่อยได้ไหม
จริงๆ งานนิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานพระนครคีรีค่ะ แล้วโครงการนี้มันชื่อ Portrait of Petchaburi เป็นการทำงานของรุ่นน้องโรงเรียนสังเคราะห์แสงและช่างภาพที่เขารวมตัวกันทำกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมชุมชนค่ะ เขาก็เลยทำเป็นเรื่องของรสชาติของเมืองเพชรบุรี ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย
เราก็เลยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการนี้ ด้วยการนำเสนอ Tiny Taste of Petchaburi ซึ่งจะมีจัดแสดงภาพถ่ายอาหารของเมืองเพชรบุรีที่แก๊งช่างภาพเขาถ่ายมา แล้วเราเอามาย่อเป็นภาพจิ๋วที่อยู่ในครัวจิ๋วของเราอีกที แล้วก็จะมีคุกกิ้งวิดีโอจิ๋วที่เป็นอาหารท้องถิ่นเพชรบุรีด้วยค่ะ
นอกจากนี้เราก็นำเสนอมีเรื่องของรสชาติ ด้วยการทำวุ้นเล็กๆ 4 รส ให้คนได้ชิม 4 รสชาติหลักของเพชรบุรี ไม่ว่าจะเป็นเกลือจากบ้านแหลม มะนาวแป้น น้ำตาลโตนด และพริกกะเหรี่ยง ซึ่งเราอยากให้เขาได้ชิม แล้วออกไป explore รสชาติเหล่านี้ในจานอาหารจริงที่เพชรบุรีต่อไป ซึ่งเขาจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วรสชาติไม่ได้อยู่ที่ขนาดเลยนะคะ ต่อให้เป็นวุ้นเล็กๆ ก็ยังได้รับรสชาติเต็มที่
ตลอดครึ่งปีของการเปิดร้าน Le Petit Restaurant ทำให้คุณพลอยดาวได้เห็นอะไร
เราได้เห็นว่าคนส่วนหนึ่งเปิดใจกล้ากินอาหารมากขึ้น อย่างเด็กบางคนไม่เคยกินส้มตำเลย พอได้มาลองทานกับเรา ก็จะมีคุณพ่อคุณแม่บางคนที่บอกว่าเดี๋ยวจะกลับไปลองทำให้ลูกชิมอีก เรามองว่ามันทำให้คนเปิดใจกับอาหารมากขึ้น
อีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับรสชาติว่าจริงๆ รสชาติมันไม่ได้อยู่ที่ขนาดหรือรูปร่างหน้าตาของอาหาร ซึ่งเราก็จะเห็นคุณค่าของรสชาตินั้นมากขึ้น
จริงๆ วงการอาหารบ้านเรามี creativity สูงมากอยู่แล้ว ตอนนี้เราอยากให้ผู้บริโภคเปิดใจค้นหาสิ่งเหล่านี้ที่มันมีอยู่มากกว่า ว่าในโลกนี้มีใครที่กำลังทำอะไรในเรื่องอาหารอีกบ้าง ให้ลองออกไปสัมผัสกับสิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ของคนที่เขาพร้อมเสิร์ฟให้เราค่ะ
สุดท้ายแล้วคุณพลอยดาววางแผนสำหรับก้าวต่อไปของร้านอาหารจิ๋วที่ชื่อว่า Le Petit Restaurant ไว้อย่างไรบ้าง
จริงๆ แล้ววงการอาหารไทยตอนนี้มันมีความหลากหลายมาก แล้วมันก็มีคนที่ทำในด้านต่างๆ ที่เขาถนัดเยอะมาก แล้วเราเองที่อาจเป็นแค่โฮมคุก แต่เราตั้งใจอยากเล่าเรื่องอาหารที่มันจะเกิดประโยชน์กับชุมชนมากกว่านี้ เช่นเรื่อง food security หรือเรื่องของ food sustainability ต่างๆ เพราะเราได้เห็นแล้วว่าคนที่เข้ามาหลายๆ คน เขาเปิดใจรับ เปิดใจลองชิม ทำให้เราอยากใช้ช่องทางนี้แทรกเนื้อหาในการเล่าเรื่องอาหารในมิติอื่นๆ ที่มันน่าสนใจ แล้วเราก็รู้สึกว่าเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร หรือมิติของอาหารชุมชนเอง เป็นสิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นตอนนี้ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ดีถ้าเราจะสามารถสอดแทรกเรื่องราวพวกนี้เข้ามาในอาหารของเรา ให้คนที่เข้ามาได้เรียนรู้ไปด้วยกัน
เรื่องความมั่นคงทางอาหาร หรือมิติของอาหารชุมชน เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีถ้าเราจะสามารถสอดแทรกเรื่องราวเหล่านี้เข้ามาในอาหารของเราให้คนได้เรียนรู้ไปด้วยกัน
Above พลอยดาว ธีระเวช เจ้าของร้าน Le Petit Restaurant
Credits
ภาพ: โดย Le Petit Restaurant



















