โชติพงษ์ ลีนุตพงษ์ ​ผู้ก่อตั้ง Foodie Collection
Cover โชติพงษ์ ลีนุตพงษ์​ ผู้ก่อตั้ง Foodie Collection
โชติพงษ์ ลีนุตพงษ์ ​ผู้ก่อตั้ง Foodie Collection

วิสัยทัศน์ผู้ก่อตั้ง Foodie Collection ที่ช่วยผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งอาหารชั้นนำ

คำกล่าวที่ว่าถ้าอยากเป็นเลิศด้านใด ให้ลงมือทำในสิ่งที่รักน่าจะเป็นจริงที่สุด กรณี โชติพงษ์ ลีนุตพงษ์ ทายาทรุ่นที่สามธุรกิจยานยนต์ยักษ์ใหญ่ยนตรกิจกรุ๊ป ที่หันหลังให้ธุรกิจครอบครัวและเดินตามความชอบในอาหารเพื่อสร้างฝันให้เป็นจริงกับ Foodie Collection อาณาจักรธุรกิจบาร์และร้านอาหารที่เขาก่อตั้งร่วมกับ เด็บบี้ ลีนุตพงษ์ ภรรยาที่มีความชอบคล้ายกัน

โชติพงษ์เรียนจบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประวัติศาสตร์ศิลป์ จาก Brandeis University ในกรุงบอสตัน และได้มีโอกาสช่วยงานธุรกิจที่บ้านให้กับรถยนต์เปอโยต์อยู่พักหนึ่ง ได้ลองจับงานด้านการทูตในกระทรวงการต่างประเทศตามความชอบในวัยเด็กด้วย แต่สุดท้ายก็พบว่าความสนใจและแพสชั่นที่แท้จริงของตนเองนั้นคืออาหารและการกิน จึงเบนเข็มตัวเองออกจากธุรกิจครอบครัวที่คุ้นเคยสู่โลกของอาหารและเครื่องดื่ม และศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จาก London Business School ประเทศอังกฤษ เพื่อเตรียมพร้อมก่อตั้งธุรกิจของตัวเอง และก้าวเข้าสู่วงการค็อกเทล

อ่านเพิ่มเติม: 20 บาร์ค็อกเทลยอดเยี่ยมประจำปี 2024

Tatler Asia
4the Wall บาร์ค็อกเทลน้องใหม่ล่าสุดของกรุ๊ป
Above 4th Wall บาร์ค็อกเทลน้องใหม่ล่าสุดของ Foodie Collection
4the Wall บาร์ค็อกเทลน้องใหม่ล่าสุดของกรุ๊ป

“ตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจร้านอาหาร เลยไปเรียนต่อเพื่อหาความรู้ด้านการทำธุรกิจ” โชติพงษ์เล่าให้ Tatler ฟังที่ 4th Wall บาร์สไตล์เรโทรสีสันสวยงาม ซึ่งเป็นน้องใหม่ของ Foodie Collection ที่เพิ่งเปิดตัวไปที่ย่านหลังสวนไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

“สมัยนั้นผมยังไม่ถนัดค็อกเทลเท่าไหร่ ชอบพวกสปิริต วิสกี้ หรือไวน์มากกว่า แต่ตอนอยู่อังกฤษได้ไปดื่มค็อกเทล Vesper Martini ครั้งแรกแล้วติดใจ ได้เปิดประสบการณ์ว่าค็อกเทลไม่ได้มีแต่รสเปรี้ยวหวานเท่านั้น ยังมีแบบสปิริตฟอร์เวิร์ดด้วยซึ่งเป็นแบบที่ผมชอบ เลยได้ไอเดียว่าอยากกลับมาเปิดบาร์สไตล์นี้ อยากนำวัฒนธรรมค็อกเทลลอนดอนมาไว้ที่กรุงเทพฯ ให้คนไทยได้สัมผัสด้วย จึงเป็นที่มาร้าน Vesper Cocktail Bar ในซอยคอนแวนต์ที่เพิ่งฉลองครบรอบสิบปีไปไม่นานมานี้”

ในยุคนั้น บาร์ค็อกเทลชั้นนำของกรุงเทพฯ โดยมากยังอยู่ในโรงแรมห้าดาวเท่านั้น และมีเพียง Hyde & Seek ที่เป็นบาร์ค็อกเทลเต็มรูปแบบ ยุคแรกๆ ค็อกเทลก็ยังไม่ใช่เครื่องดื่มที่อยู่ในความนิยมอย่างในปัจจุบัน การมาถึงของวัฒนธรรมค็อกเทลที่ล้ำหน้ากับ Vesper Cocktail Bar จึงถือเป็นทั้งความแปลกใหม่และท้าทายในเวลาเดียวกัน

“ผมอยากเน้นค็อกเทลที่เป็นสปิริตฟอร์เวิร์ด เพราะมีสปิริตใหม่ๆ เปิดตัวและจะเริ่มเข้ามาบ้านเราเยอะมาก แต่ตอนนั้นคนดื่มส่วนใหญ่มองว่าค็อกเทลสไตล์นี้แรงเกินไป น้อยคนจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับ Negroni แต่ดูตอนนี้สิครับใครๆ ก็ดื่ม หรือ Old Fashioned ที่แต่ก่อนไม่ค่อยมีคนสั่ง เดี๋ยวนี้มีในเมนูแทบทุกร้าน อีกความท้าทายคือเรื่องราคา พอเราทำสไตล์นี้ราคาก็สูงขึ้นตามเพราะส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นสปิริต เราก็ต้องอธิบายสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจ ที่สำคัญคือเราต้องไม่ยัดเยียด เพราะสุดท้ายแล้วเป้าหมายในการทำธุรกิจของเราคือทำให้คนมีความสุข"

“วัฒนธรรมค็อกเทล หรือ cocktail culture ที่เราพยายามสร้างให้เกิดขึ้นอย่างแข็งแรงในบ้านเรา มันมีมากกว่าการทำเครื่องดื่ม มันคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบาร์เทนเดอร์กับลูกค้า นอกจากนั้นยังขยายไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างร้านและซัพพลายเออร์ เพื่อนบาร์เทนเดอร์ในแวดวงเดียวกัน ไปจนถึงต่างเมือง หรือต่างประเทศ มันเป็นระบบนิเวศของทั้งอุตสาหกรรมและเป็นคอมมูนิตี้ท่ีแน่นแฟ้นด้วย” โชติพงษ์กล่าว

ในด้านความเปลี่ยนแปลงของวงการค็อกเทลในบ้านเราตลอดสิบปีที่ผ่านมา โชติพงษ์เล่าว่า “เมื่อก่อนนี้ค็อกเทลต้องสวย ต้องสะดุดตา มีลูกเล่น มีการนำเสนอ แต่ผ่านมาสักพักพอผู้บริโภคคุ้นเคยกับค็อกเทลมากขึ้น เราสนใจสิ่งที่อยู่ในแก้วมากกว่า สนใจสปิริต ส่วนผสม และเทคนิคที่ใช้ บาร์ที่ดีไม่ใช่แค่ทำค็อกเทลอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของบรรยากาศและประสบการณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บาร์เทนเดอร์ก็มีเครือข่ายที่กว้างไกลขึ้น มีการไปทำเกสต์ชิฟท์ไปแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมสายอาชีพในประเทศอื่นๆ มันทำให้ตลาดขยายขึ้นด้วย เรื่องนี้ทำให้เรามีคู่แข่งเยอะขึ้นด้วยนะ เพราะพอคนเริ่มดื่มค็อกเทลกันมากขึ้น แทบทุกร้านมีโปรแกรมค็อกเทล บาร์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย แต่เราไม่ได้กังวลตรงนั้นเพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา และยังผลักดันให้เราพัฒนาตัวเองเพื่อสู้กับการแข่งขันและยังสามารถนั่งอยู่ในใจของลูกค้าได้"

อ่านเพิ่มเติม: ปลา - อัจฉรา กับส่วนผสมความสำเร็จของธุรกิจอาหารเครือ iberry Group

Tatler Asia
Above ค็อกเทลซิกเนเจอร์ของบาร์ 4th Wall

“Vesper นี่เราใช้ต้องเวลาประมาณหนึ่งกว่าจะหาจุดที่ลงตัวได้ แต่กับ 4th Wall ใช้เวลาน้อยลง เพราะวัฒนธรรมค็อกเทลมันเป็นรูปเป็นร่างกว่าเมื่อก่อน และเรามีกลุ่มลูกค้าที่คุ้นเคยกับเราแล้ว แต่เรายังต้องพยายามปรับจูนไปเรื่อยๆ ต้องรับฟัง อย่างเรื่องบรรยากาศ แสงสว่างไปไหม ลดไฟหน่อยแล้วจุดเทียนเพื่อเพิ่มบรรยากาศดีไหม"

"อีกส่วนคือบริการที่เราใช้เวลาเทรนทีม โดยเฉพาะเรื่องค็อกเทลคลาสสิก ลูกค้าชี้ขวดที่บาร์แล้วถามว่านี่อะไรต้องตอบได้ทุกคน ต้องแนะนำได้ว่าเอาไปทำดริงก์อะไรได้บ้างอย่างน้อยสามอย่าง ในอนาคตเราอยากทำค็อกเทลคลาสสิกให้ได้ทุกตัวเท่าที่เราจะมีวัตถุดิบ ซึ่งน่าต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้”

เมื่อถามถึงค็อกเทลแก้วโปรดตลอดกาล โชติพงษ์ไม่ลังเลเลยที่พูดถึงรักแรกของเขา “แน่นอนว่าต้องเป็น Vesper ครับ ใช้แค่ Cocchi วอดก้า แล้วก็จิน อีกตัวคือ El Diablo ที่ใส่จินเจอร์เบียร์ซึ่งที่ร้านเราใช้ผลิตภัณฑ์จาก Fever-Tree ทั้งหมด”

นอกจาก Vesper Cocktail Bar ที่อยู่ในลิสต์ Asia’s 50 Best Bars ทุกปีมาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว โชติพงษ์และภรรยาที่เดินทางชิมอาหารมาแล้วทั่วโลก ก็เริ่มชิมลางธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในเครือสองแบรนด์คือ La Dotta Pasta Bar & Store สาขาทองหล่อและสาขาคอนแวนต์ติดกับบาร์ค็อกเทล รวมไปถึง 80/20 ในซอยเจริญกรุง 26 ที่ทางกรุ๊ปเข้ามาดูแลตั้งแต่ปี 2018 และเปลี่ยนคอนเซ็ปต์จากบิสโตรเป็นร้านอาหารไทยระดับไฟน์ไดนิ่งจนได้รับหนึ่งดาวมิชลินถึงห้าปีซ้อนอีกด้วย

4th Wall

โรงแรม ลักซ์ หลังสวน ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ

Website Website

Topics