Cover พาริ สิตาภา สกุลดีเลิศ ทายาทรุ่นสามผงวุ้นตราโทรศัพท์ ที่ต่อยอดธุรกิจครอบครัวสู่คาเฟ่วุ้นสุดเก๋ย่านทรงวาด

Tatler พูดคุยกับทายาทธุรกิจผงวุ้น ที่จับสินค้าของครอบครัวมาต่อยอดเป็นคาเฟ่วุ้นสุดคูลอย่าง Agar Raga ในย่านทรงวาด ถึงไอเดียในการต่อยอดธุรกิจและที่มาที่ไปของคาเฟ่คอนเซ็ปต์เก๋แห่งนี้

ในบรรดาคาเฟ่มากมายที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ 'ทรงวาด' คือย่านหนึ่งที่กลายเป็นปลายทางสุดเก๋ ทั้งของผู้ประกอบการคาเฟ่และเหล่านักท่องเที่ยว ซึ่งคาเฟ่บนถนนทรงวาดก็มีหลากหลายคอนเซ็ปต์แตกต่างกันให้คุณได้เลือก วันนี้เราอยากแนะนำให้คุณได้รู้จักกับ Agar Raga คาเฟ่ที่ไม่ได้เก๋แค่เพราะอยู่ในย่านทรงวาด แต่นี่คือคาเฟ่ที่ใช้ผงวุ้นเป็นองค์ประกอบหลักของเมนู

วันนี้เราได้คุยกับ พาริ สิตาภา สกุลดีเลิศ เจ้าของร้านและทายาทรุ่นที่สามของแบรนด์วุ้นผงตราโทรศัพท์ที่จับเอาธุรกิจครอบครัวมาต่อยอดได้อย่างร่วมสมัยและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ ให้กับสินค้าของที่บ้าน โดยเธอได้มาพูดคุยถึงเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ การสานต่อธุรกิจและความทรงจำในย่านทรงวาด

อ่านเพิ่มเติม: สัมผัสประสบการณ์อาหารสุดเก๋กับ 'Agar Raga' คาเฟ่วุ้นในย่านทรงวาด

จากแบรนด์ผงวุ้นของครอบครัว สู่ Educator เรื่องวุ้น

Tatler Asia
Above พาริ สิตาภา สกุลดีเลิศ กับเบื้องหลังการต่อยอดธุรกิจครอบครัวสู่คาเฟ่วุ้นสุดเก๋ย่านทรงวาด

เราเดินเข้ามานั่งในร้านคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นแห่งนี้ก่อนจะพบกับพาริ เราเริ่มต้นบทสนทนาครั้งนี้ด้วยการให้พาริพาเราเดินทางผ่านเรื่องราวของแบรนด์วุ้นผงตราโทรศัพท์และการต่อยอดธุรกิจครอบครัว โดยเธอพาเราย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่ต้นตระกูลของเธอมาตั้งรกรากบนถนนสายนี้

"ธุรกิจของครอบครัวเริ่มต้นจากอากงที่ก็เหมือนคนจีนทั่วไปที่เข้ามาตั้งรกรากในย่านนี้ บนถนนทรงวาด แต่ก่อนในย่านนี้คนก็จะขายของเหมือนๆ กัน ถนนทรงวาดจะเป็นเหมือนศูนย์กลางของสินค้านำเข้าและส่งออก ทั้งผลไม้ กระเทียม และของแห้งต่างๆ  ซึ่งอากงก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยที่มีสินค้าสำคัญตัวหนึ่งเป็นผงวุ้นค่ะ" เธอเริ่มเล่า

จากจุดเริ่มต้นตรงนั้นเรื่อยมา ผงวุ้นถูกชูเป็นสินค้าหลักของธุรกิจครอบครัวนี้ไปในที่สุด ก่อนที่ธุรกิจจะถูกสานต่อโดยทายาทรุ่นหลังพร้อมการสร้างแบรนดิ้งใหม่ที่ทันสมัยและน่าสนใจมากขึ้น

"พี่ของพาเข้ามาทำกับที่บ้านก่อน ก็เลยเหมือนปูทางไว้ให้พาแล้วนิดหนึ่ง เราก็เลยมีไอเดียว่า ผงวุ้นมันเอาไปทำอะไรได้มากกว่าแค่วุ้นกะทิ เราเลยอยากนำเสนอเมนูใหม่ใหม่ที่มีเทคนิค Molecular Gastronomy เข้ามาใช้ เพราะเราก็มีแบ็คกราวน์ด้านการเรียนทำอาหารมาบ้าง ทำให้เราพอจะมีความรู้ แล้วก็มีการรีเสิร์ชเพิ่มเติมด้วยค่ะ ซึ่งเราและพี่ตั้งใจจะโพสิชั่นตัวเองเป็น educator เรื่องวุ้นค่ะ" เธอเล่า

Tatler Asia

วุ้นอาจจะดูเป็นของหวานธรรมดาที่หลายคนคุ้นเคย แต่มันเป็นสิ่งที่ทำยากสำหรับกลุ่ม home use และที่สำคัญมันเอาไปทำอะไรได้มากกว่าแค่วุ้นกะทิ

- พาริ สิตาภา สกุลดีเลิศ -

จากไอเดียที่อยากเป็น educator เรื่องวุ้น ทำให้สองพี่น้องเริ่มหาวิธีนำเสนอการใช้ผงวุ้นในมุมมองใหม่ๆ

"เราเริ่มทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อนำเสนอเมนูแปลกๆ ที่คนอาจไม่คุ้นเคย เช่น ราวิโอลี่จากวุ้น หรือคาเวียร์ อาหารที่ใช้เทคนิคการทำอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง ตอนนั้นที่บ้านก็ไม่เข้าใจว่าเราจะทำไปทำไม ทั้งที่มันอาจไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มลูกค้าเราดู แต่พอเราทำไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มเป็นที่รู้จักว่า นี่คือแบรนด์ที่เอาผงวุ้นมาทำอะไรเก๋ๆ อยู่ตลอด"

การปรับแบรนดิ้งใหม่ได้ผล ก้าวต่อไปคือพวกเขาพาผงวุ้นนี้ไปอยู่ในจุดที่คนจะรู้จักมากขึ้น

"พอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว เราก็เริ่มไปสปอนเซอร์รายการต่างๆ จนเราเริ่มเป็นที่รู้จักแล้วว่าวุ้นแบรนด์นี้มักจะถูกเอาไปสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ"

อ่านเพิ่มเติม: ปลา - อัจฉรา กับส่วนผสมความสำเร็จของธุรกิจอาหารเครือ iberry Group

จากโปรเจ็กต์มหาวิทยาลัยสู่ ‘Agar Raga’ คาเฟ่วุ้นแห่งย่านทรงวาด

Tatler Asia
Above ด้านหน้าคาเฟ่ Agar Raga ค่าเฟ่วุ้นสุดเก๋บนถนนทรงวาด

แล้ว Agar Raga เริ่มขึ้นมาได้ยังไง เราถาม

"ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยมีวิชา Research Application ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเขาอยากให้เราทำอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างมากกว่าทำงานเอกสาร ก็เลยคิดว่าเมื่อเรามีคลังสูตรวุ้นอยู่ที่บ้านพอสมควร เราก็ตั้งตุ๊กตาขึ้นมาว่า ฉันจะทำร้านแล้วก็ขายสูตรเหล่านี้ที่เราเคยทำเป็นคอนเทนต์เอาไว้ก็แล้วกัน เพราะเรารู้ว่าคนที่ดูสูตรไป เขาก็ไม่ได้เอาไปทำกินเองหรอก เพราะฉะนั้นเราทำให้เขากินเลยดีกว่า เพื่อที่จะโชว์เคสไปเลยว่า ผงวุ้นมันทำได้หลากหลาย เผื่อเขาได้แรงบันดาลใจอะไรบ้าง" เธอตอบก่อนเสริมถึงที่มาของโลเคชั่นร้าน

"ประจวบเหมาะกับที่คุณพ่อเขาเช่าพื้นที่ตรงนี้ไว้เป็นโกดังเพื่อขยายการผลิตเพิ่ม เราก็เลยขอแบ่งบางส่วนมาทำคาเฟ่ตรงนี้เลย"

แล้วไอเดียที่อยู่เบื้องหลังคาเฟ่นี้คืออะไร

"ชูความเป็นทรงวาด" คือสิ่งเธอตอบกลับมาให้เราฟังก่อนอธิบายต่อว่า "เราโตมากับย่านนี้ อากงอยู่ที่นี่ เวลามาเยี่ยมอากงก็ต้องมาแถวนี้ เราก็จะคุ้นเคย อย่างที่บอกไปว่าเมื่อก่อนทรงวาดจะเป็นย่านค้าส่งพวกเครื่องเทศต่างๆ มันก็จะมีกลิ่นที่พอเราเปิดประตูออกมาปุ๊บ เรารู้เลยว่านี่คือทรงวาด และเราก็อยากจะชูตรงนั้น"

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 โซนที่นั่งรับประทานอาหารที่จัดออกมาได้อย่างน่ารัก อบอุ่น และดูสบายๆ
Photo 2 of 2 การตกแต่งภายในของร้านที่ดึงเอาองค์ประกอบของตึกเก่าในย่านทรงวาดมาทำให้ร่วมสมัยและมินิมอล

ความเป็นทรงวาดถูกถ่ายทอดออกมาถ่ายทุกองค์ประกอบของแบรนด์ รวมถึงการออกแบบร้านที่นำเอาความงามของ 'ตึกแขก' อาคารเก่าแก่สุดคลาสสิกย่านทรงวาด มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในแบบที่โมเดิร์นขึ้น

"เราจับเอาความหลากหลายด้านสถาปัตยกรรมของย่านนี้มาใช้ด้วย อย่างตึกหัวมุมถนนเขาเรียกกันว่าตึกแขก เป็นตึกไอคอนิกเหมือนกัน ซึ่งเป็นออฟฟิศเก่าของที่บ้าน เราก็เอาดีไซน์ของตึกนี้มาใส่ในการแต่งร้านด้วยค่ะ" 

ความหลากหลายนี้ถูกส่งต่อมายังเมนูอาหารที่เป็นอาหารไทยจีน รสชาติเข้มข้น ซึ่งพาริอธิบายมันเอาไว้ว่า "เมนูอาหารของเราใส่วัตถุดิบโลคัลเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เรายังสามารถหาได้บนถนนเส้นนี้ เช่น แป้ง ของแห้ง เห็ดหอม หมาล่า กระเจี๊ยบ ลาเวนเดอร์ อบเชย สมุนไพรต่างๆ ซึ่งเราก็จะใช้ของจากผู้ประกอบการในย่านนี้เพื่อเป็นตัวชูโรงค่ะ"

แน่นอนว่าเธอเองก็ไม่ลืมที่จะนำเสนอวัตถุดิบสำคัญอย่างผงวุ้นของที่บ้านด้วยเช่นกัน

"ด้วยความที่วุ้นทำมาจากสาหร่าย มันก็จะแคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง เป็นเมนู gluten free ซึ่งดีต่อสุขภาพ แล้วผงวุ้นตราโทรศัพท์ก็ได้รับรองเครื่องหมายฮาลาลด้วยค่ะ เราก็เลยอยากชูจุดนี้ของแบรนด์ เพราะฉะนั้นร้านเราก็จะพยายามทำทุกเมนูให้มีแคลอรี่น้อยที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้ และยังคงอร่อยอยู่ เราไม่อยากเคลมว่ามันดีต่อสุขภาพ เพราะการปรุงรสชาติต่างๆ เราก็ยังจัดเต็ม ส่วนเมนูที่เป็นวีแกนได้ เราก็จะทำให้มันเป็นวีแกน"

เราพยายามทำให้เมนูของทางร้านเข้าใจง่ายที่สุด ชูในมุมสตรีทฟู้ด มากกว่าไฟน์ไดนิ่ง ความท้าทายคือการทำวุ้นที่ค่อนข้างเซ็นซิทีฟ กับทั้งความชื้นและอุณหภูมิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากในประเทศไทย

- พาริ สิตาภา สกุลดีเลิศ -

เมดอิน ‘ทรงวาด’

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 โทรศัพท์เก่าที่วางอยู่บนชั้นเพื่อเป็นกิมมิกบอกเล่าถึงธุรกิจตั้งต้นของครอบครัวอย่างแบรนด์ผงวุ้นตราโทรศัพท์
Photo 2 of 2 โหลใส่ของที่บรรจุของแห้งที่เป็นสินค้าที่พบได้มากในย่านทรงวาดในอดีต

อย่างที่เรารู้กันว่า ทรงวาดเป็นย่านที่ happening และมีคาเฟ่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เราสงสัยขึ้นมาว่า พาริสร้างความแตกต่างให้กับคาเฟ่ของตัวเองยังไงบ้าง ซึ่งคำตอบที่เราได้รับกลับมานั้นน่าสนใจกว่าที่คาดคิดเอาไว้

"ย่านนี้มีคาเฟ่เยอะก็จริงค่ะ แต่เราไม่ได้แข่งขันกันขนาดนั้นนะคะ เพราะแต่ละร้านมีไอเดียตัวเองชัดมาก มันก็เลยกลายเป็นว่าเราไปด้วยกัน โตไปด้วยกันทั้งคอมมูนิตี้ เราไม่ได้ต้องมาแข่งกันขายแล้ว ทรงวาดมีคอมมูนิตี้ชื่อ ‘Made in Song Wat’ เป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงมาก เป็นกลุ่มผู้ประกอบการทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่ามารวมตัวกันทำให้ย่านนี้ happening" เธอตอบก่อนอธิบายต่อ 

"ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ย่านนี้ก็ happening ขึ้นมา แต่คอมมูนิตี้ของเราช่วยกันสร้างให้ที่นี่เกิดกิจกรรม เรามีอีเวนต์ เราเชิญ KOL พอแบรนด์ต่างๆ เห็นศักยภาพของทรงวาด เขาก็เริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ แล้วด้วยความที่เราติดต่อง่าย ติดต่อผ่านคนเดียวแต่มีคอนเน็กชั่นทั้งถนนเลย"

แล้วก่อนหน้านี้ทรงวาดในความทรงจำของพาริเป็นยังไง

"ไม่อยากมา ไม่ชอบ" เธอตอบกับเรา "เราเหม็นกลิ่นของทรงวาด แล้วจริงๆ เราไม่สนิทกับอากงเลยนะคะ เพราะว่าอากงไม่พูดภาษาไทยเลย แล้วเราก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะอยากกลับมาทำ ไม่ค่อยสนิทกับฝั่งคุณพ่อด้วย ถ้ามาก็เหมือนแค่มาไหว้ตรุษจีน สารทจีน แล้วกลับบ้าน ไม่เคยได้เดิน explore ทรงวาดหรืออะไรทั้งนั้นเลย"

แต่นั่นไม่ใช่กับภาพจำในปัจจุบันที่พาริมีต่อย่านทรงวาดอีกต่อไปแล้ว

"พอโตขึ้นมันกลับเป็นความทรงจำที่มีค่า พอเราได้มาทำตรงนี้ เราก็อยากเก็บรักษาเสน่ห์ของทรงวาดเอาไว้ เพราะร้านค้าเก่าๆ ในย่านนี้ก็เริ่มทะยอยปิดไปมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วด้วยค่ะ"

สานต่อความภูมิใจของธุรกิจครอบครัว

Tatler Asia
Above พาริ สิตาภา ต้อนรับเราสู่ค่าเฟ่วุ้นสุดเก๋ Agar Raga เพื่อบอกเล่าเบื้องหลังการต่อยอดธุรกิจครอบครัว

"จุดเริ่มต้นของที่นี่มันอาจดูมั่วๆ แต่พอเราได้ทำ มันทำให้เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เราควรภูมิใจกับมัน" พาริอธิบายถึงคาเฟ่ที่ต่อยอดมาจากธุรกิจครอบครัว ก่อนพาเราย้อนกลับไปในอดีต ช่วงที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะบอกใครว่านี่คือธุรกิจที่ครอบครัวของเธอทำอยู่

"ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ เราไม่เคยบอกใครเลยว่าที่บ้านเราทำอะไร ไม่เคยพูดถึงวุ้นผงตราโทรศัพท์เลย จะบอกแค่ว่าแม่เรามีหน้าที่การงานที่ดีในสายมีเดีย การที่เราไม่พูดถึงแบรนด์วุ้นผงก็เพราะเรามองว่ามันไม่คูลเลย" พาริเล่าก่อนอธิบายถึงจุดเปลี่ยนว่า

"มันก็มีจุดที่พิสูจน์ว่าเราควรภูมิใจกับแบรนด์นี้ น่าจะเป็นช่วงที่ได้ไปเรียนต่างประเทศ เราได้เห็นเลยว่าเราเป็นวุ้นผงแบรนด์ไทยเจ้าเดียวที่ได้เอาไปขายเมืองนอก แล้วพอเราได้เจอกลุ่มเพื่อนที่เขาก็มีธุรกิจที่บ้าน มันก็ทำให้เรารู้ว่าเราก็ไม่ธรรมดานะ" เธอเล่าอย่างภูมิใจ

"จนกระทั่งได้มาทำร้าน มันก็เป็นจุดที่เรารู้สึกว่ามันภูมิใจขึ้นเรื่อยๆ ได้รู้อย่างถ่องแท้เลยว่าจริงๆ แล้วคนรู้จักเราเยอะมาก มันช่วยให้เราเห็นมุมที่คนใช้สินค้าของเราเยอะมาก แม้กระทั่ง influencer สายอาหารที่สหรัฐอเมริกาก็ยังใช้ของเรา แล้วผงวุ้นของเราอยู่ในหลายอุตสาหกรรมมาก แม้กระทั่งอุตสาหกรรมความงามก็ยังมีลูกค้าของเรา"

พอเราโตขึ้น เรารู้สึกว่าเราโตมาเพราะธุรกิจนี้ นี่คือสิ่งที่เลี้ยงเราให้มาถึงจุดนี้ได้ เป็นสิ่งที่อากงสร้างมาเพื่อลูกหลาน ก่อนหน้านี้เราไม่เคยเห็นค่ามัน แต่ตอนนี้เราภูมิใจกับธุรกิจนี้

- พาริ สิตาภา สกุลดีเลิศ -

ความสำเร็จจากการต่อยอดธุรกิจครอบครัว

Tatler Asia
Above หลากหลายเมนูคาวหวานจาก Agar Raga ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นวุ้น และวัตถุดิบโลคัลย่านทรงวาด

อีกหนึ่งคำถามที่เราไม่ลืมที่จะต้องถามเจ้าของคาเฟ่วุ้นคนนี้แน่ๆ ก็คือ ธุรกิจนี้สอนบทเรียนอะไรให้กับพาริ ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบได้อย่างจริงใจและน่าสนใจว่า

"อย่างแรกเลยรู้สึกว่ากดดันตัวเองมาก พูดตรงๆ ว่าเราโชคดีมาก เพราะถ้าร้านเจ๊งก็ไม่ตายแน่นอน เราก็จะไม่ค่อยได้โยงความสำคัญเอาไว้กับตัวเงินเท่าไหร่ แต่เราจะชอบไปยึดกับอีโก้ของตัวเอง หรือพวก self-worth มากกว่า ซึ่งมันก็มีทั้งมุมที่ดีและไม่ดี มันทำให้เราอยากพิสูจน์ตัวเอง อยากไปต่อให้ได้มากกว่านี้ อยากทำได้มากกว่านี้ เก่งกว่านี้ เราอยากจะพัฒนาตัวเอง เรากลายเป็นคนที่ชอบทำงาน จนกระทั่งร้านนี้เหมือนเป็นชีวิตเราไปแล้ว แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็ไม่ดีหรอกค่ะที่เราไม่สามารถแยกชีวิตส่วนตัวออกมาจากร้านได้"

ก่อนจบบทสนทนาครั้งนี้เราเลยลองให้พาริได้พูดถึง 'ความสำเร็จ' ในมุมของเธอเอง

"การตัดสินใจว่าจะทำร้านนี้ก็เป็นความสำเร็จแล้ว" เธอตอบก่อนยิ้มและอธิบายต่อว่า "ก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็น loser รู้สึกว่าจะต้องพร้อมก่อนถึงจะทำ แต่ครั้งนี้เราเริ่มเลย learning by doing แล้วเราก็ทำมันให้ดีที่สุด เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ส่วนในมุมของร้านก็คือ การที่ลูกค้าเข้ามาแล้วเห็นว่าวุ้นมันเป็นอะไรได้มากกว่าแค่วุ้นกะทิ ก็เป็นความสำเร็จแล้วค่ะ"

สุดท้ายเธออธิบายถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปหลังจากได้ทำร้านนี้ ซึ่งเธอไม่มองว่าตัวเองเป็น loser อีกต่อไปแล้ว

"การทำร้านนี้ทำให้เราได้ความมั่นใจ จริงๆ เราอาจจะไม่ใช่ loser หรืออะไรหรอก เพียงแต่ว่าเราไม่มั่นใจ พอได้มาทำตรงนี้เราก็เริ่มมั่นใจมากขึ้น การที่มีคนชมเรามันยิ่งทำให้เรารู้ว่า อ๋อ จริงๆ เราไม่ใช่ loser นี่นา แต่เราคือคนที่ไม่มั่นใจ ถึงทุกวันนี้เราอาจจะยังไม่ได้เชื่อขนาดนั้นว่าเราเก่ง แต่เราก็ชื่นชมกับสิ่งที่เราทำได้ และความสำเร็จนี้ก็ต้องมีทีมที่ดีด้วย"

Tatler Asia

เราต้องบาลานซ์ให้เรามีทั้ง self-worth ต่อตัวเอง และ appreciation ที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน

- พาริ สิตาภา สกุลดีเลิศ -

Credits

ภาพ: Worapon Teerawatvijit

Topics

Asa Ngamkala
Digital Writer, Tatler Thailand
Tatler Asia

นักเขียนดิจิทัลที่ต้องการเล่าเรื่องของผู้คน ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรม ผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ที่เข้าใจง่ายและมีมุมมองเฉพาะตัว