ตั้งแต่ภาพฝาผนังอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงการออกแบบที่เน้นธรรมชาติ มาร่วมสำรวจไปกับ Tatler ว่าเหล่านักออกแบบชั้นนำจะเปลี่ยนโฉมบ้านหรูในปี 2024 ได้อย่างไร และอะไรคือเทรนด์สำคัญที่หล่อหลอมการออกแบบภายในของปีนี้
ตลาดสินค้าหรูหราของอินเดียคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (7 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 ซึ่งเหล่านักออกแบบของอินเดียก็เริ่มกำหนดเทรนด์ในระดับโลกขึ้นมา แทนที่จะเดินตามกระแส รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของกลุ่มบุคคลที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงมาก (ultra-high-net-worth individuals) ส่งเสริมให้เกิดยุครุ่งเรืองของงานออกแบบที่งานฝีมือเก่าแก่มาบรรจบกับความหรูหราสมัยใหม่
จากย่านประวัติศาสตร์ของมุมไบไปจนถึงแหล่งรวมนักการทูตของเดลี ในปี 2024 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าพื้นที่ต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและเทคโนโลยีที่ซับซ้อน เกิดเป็นสภาพแวดล้อมที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีรสนิยมและชื่นชอบความพิถีพิถันจากทั่วทุกมุมโลก เมื่อเรามองไปข้างหน้าในปี 2025 เทรนด์เหล่านี้คือภาพสะท้อนที่ทำให้เราเห็นถึงการที่เหล่านักออกแบบได้ตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดปีที่ผ่านมา และในขณะเดียวกันนี่ก็คือเวทีที่เปิดกว้างสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม: เฟอร์นิเจอร์ Quiet Luxury ไอเท็มแต่งบ้านสุดหรูให้คุณได้ฉายความรุ่มรวยทางไลฟ์สไตล์แบบลับๆ
1. Mocha Mousse: สีแห่งปี 2025 ที่กำลังมาแรง

Above Open Atelier ร่วมต้อนรับการมาถึงของเทรนด์สี Mocha Mousse (ภาพ: Open Atelier)
สี Mocha Mousse สีเอิร์ธโทนสุดแสนเข้มข้น เป็นหนึ่งเฉดสีที่โดดเด่นอย่างมากในวงการออกแบบตกแต่งภายในสุดหรูตลอดปี 2024 จนไม่นานมานี้ Pantone ได้ประกาศให้สีนี้เป็นสีประจำปี 2025 ซึ่งเราจะเห็นถึงอิทธิพลของเฉดสีนี้ได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษในโครงการที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ ที่นักออกแบบต่างนำเอาความหลากหลายของเฉดสีนี้ไปปรับใช้กับแทบทุกสิ่ง ตั้งแต่ผนังที่โดดเด่นไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์สุดหรู
Rahul Mistri ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์หลักของ Open Atelier Mumbai สังเกตว่าการเป็น “สีเอิร์ธโทนที่ดูแพง” และมีความสามารถในการนำ “ความอบอุ่นและความซับซ้อนมาสู่การตกแต่งภายใน” ทำให้สี Mocha Mousse ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในหมู่นักออกแบบและลูกค้า การที่เราได้เห็นโทนสีนี้ค่อยๆ ถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ในโครงการต่างๆ ตลอดปี 2024 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโทนสีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเทรนด์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงทัศนคติที่เปลี่ยนไปของภาพความอบอุ่นและความซับซ้อนในพื้นที่สไตล์ร่วมสมัยอีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม: วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ ‘สถาปนิกบูติกโฮเทล’ ผู้พลิกโฉมอาคารเก่าให้เป็นโรงแรมขนาดเล็ก สู่หมุดหมายระดับประเทศ
2. ยุคทองของภาพฝาผนัง

Above ภาพเพ้นท์ฝาผนังที่ทำหน้าที่เป็นพื้นหลังสุดอาร์ตให้กับ Open Atelier (ภาพ: Open Atelier)
การเพ้นท์ภาพลงบนฝาผนังกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่น่าสนใจในการออกแบบที่โดดเด่น ซึ่งเปลี่ยนให้ผนังธรรมดากลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจในพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม
Rahul Mistri อธิบายถึงเทรนด์นี้เอาไว้ว่า “ภาพจิตรกรรมฝาผนังได้พลิกโฉมการตกแต่งภายในปี 2024 ด้วยการเปลี่ยนผนังธรรมดาให้กลายเป็นผืนผ้าใบที่มอบความชีวิตชีวาให้กับพื้นที่ ภาพเพ้นท์บนฝาผนังคืองานศิลปะที่ทำหน้าที่เป็นจุดนำสายตาในงานออกแบบภายในได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแพทเทิร์นของรูปทรงเรขาคณิตหรือภาพพอร์เทรตขนาดใหญ่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นงานศิลปะที่ทำหน้าที่เป็นจุดสนใจอันน่าดึงดูดใจ ตั้งแต่ลวดลายเรขาคณิตที่โดดเด่นไปจนถึงภาพเหมือนขนาดใหญ่ การร่วมมือกับศิลปินในท้องถิ่นจะช่วยเติมเต็มให้การออกแบบภายในของพื้นที่มีความลึกซึ้ง เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ และเชื่อมโยงกับผู้พักอาศัย”
อ่านเพิ่มเติม: 7 โรงแรมสไตล์บรูทัลลิสต์ที่โดดเด่นที่สุดในโลกตอนนี้
3. วิวัฒนาการของสไตล์ ‘Industrial Chic’

Above สไตล์ Industrial chic จากการตีความของ Studio IAAD (ภาพ: Studio IAAD)
การผสมผสานระหว่างองค์ประกอบแบบดิบๆ สไตล์อินดัสเทรียล ถูกหยิบมาใช้กับการตกแต่งภายในที่หรูหรา กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์การออกแบบภายในที่ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึงมากที่สุดในปีที่ผ่านมา เมื่อเราพูดถึงงานออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ ที่ผ่านมารูปแบบความสวยงามนี้มักจะพบเห็นในพื้นที่สไตล์ลอฟต์ที่มีความเป็นเมืองหรือครีเอทีฟสตูดิโอ แต่ทุกวันนี้สไตล์ Industrial chic ถูกนำมาใช้ในพื้นที่อยู่อาศัยที่หรูที่สุดหลายแห่งในปี 2024
Rachna Agarwal จาก Studio IAAD กล่าวว่า “สุนทรียศาสตร์แบบดิบๆ ที่ไม่ต้องผ่านการขัดเกลามากนักของสไตล์ Industrial chic ได้สร้างความประทับใจอย่างมากในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะอิฐเปลือย องค์ประกอบโลหะ หรือไม้เก่า เป็นวัสดุที่ช่วยมอบสัมผัสดิบๆ แบบคนเมือง แต่การตกแต่งที่ทันสมัยก็ช่วยให้มันดูมีระดับขึ้นมา”
การมาถึงของเทรนด์นี้เห็นได้ชัดมาก โดยเฉพาะในโครงการหรูของมุมไบ ทั้งเพดานปูนเปลือยและโครงโลหะ ที่ถูกนำมาจับคู่กับเฟอร์นิเจอร์หรูและการจัดวางไฟที่ซับซ้อนเพื่อสร้างพื้นที่ที่ให้ทั้งความรู้สึกเก๋และสง่างามในเวลาเดียวกัน
อ่านเพิ่มเติม: Comme des Garçons เปิดตัวเก้าอี้จากยุค 1980s โดย Rei Kawakubo อีกครั้ง
4. การนำธรรมชาติเข้ามาสู่พื้นที่ภายใน

Above Studio IAAD เลือกนำธรรมชาติเข้ามาใช้ภายในอาคารด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (ภาพ: Studio IAAD)
ปี 2024 เป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อแนวคิดเรื่อง ‘สวนในร่ม’ โดยพัฒนาจากองค์ประกอบการออกแบบภายในที่เรียบง่ายไปสู่ดีเทลงานสถาปัตยกรรมที่เก๋มากขึ้น เหล่าดีไซเนอร์ได้ก้าวข้ามการจัดวางกระถางต้นไม้แบบเดิมๆ แล้วสร้างระบบนิเวศทั้งหมดขึ้นภายในบ้านหรู ไม่ว่าจะใช้กำแพงต้นไม้ น้ำพุในร่ม และพื้นที่ทางพฤกษศาสตร์ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้
Rachna Agarwal ผู้ก่อตั้งและผู้นำด้านไอเดียการออกแบบของ Studio IAAD กล่าวว่า “แนวคิด Biophilia (ความเชื่อมโยงของมนุษย์และธรรมชาติ) เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการออกแบบโดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก การออกแบบภายในแบบ Biophilic Design ช่วยพัฒนาให้เกิดพื้นที่ใหม่ๆ ที่น่าอยู่ขึ้น ขับเน้นความเป็นอยู่ที่ดีด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาติ ต้นไม้ และแสงธรรมชาติ มูฟเมนต์นี้ส่งเสริมให้เกิดการใช้ชีวิตที่สมดุลและมีสุขภาพที่ดีขึ้น รวมถึงปรับปรุงความสวยงามของพื้นที่”
อ่านเพิ่มเติม: 5 บ้านหลังงามในเอเชีย กับดีไซน์งานออกแบบที่ชวนใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ
5. การมาถึงของ Biophilic design

Above Biophilic design งานออกแบบที่เป็นช่วงเวลาสำคัญของวงการออกแบบภายในของ Confluence (ภาพ: Confluence)
กระแสความนิยมของการเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ (Biophilic) ได้ก้าวข้ามการจัดวางต้นไม้แบบธรรมดาๆ ไปแล้ว ดังที่ผู้ก่อตั้งและสถาปนิกหลักของ Harkaran Boparai Studio อย่าง Harkaran Singh Boparai ได้กล่าวไว้ว่า “การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการปลูกต้นไม้ในบ้านเท่านั้น แต่ลานบ้านที่มีแสงธรรมชาติส่องถึง น้ำพุในร่ม รวมถึงการตกแต่งด้วยพื้นผิวอย่างดินอัดและผนังดินเหนียว ได้เปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนแสนเงียบสงบที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ”
Vishal Sharma และ Vineeta Singhania Sharma ผู้ก่อตั้งและสถาปนิกหลักของ Confluence กล่าวเสริมว่า “การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติกลายเป็นจุดสนใจ เนื่องจากลูกค้าเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการเชื่อมต่อกับธรรมชาติมากขึ้น พื้นที่ต่างๆ ได้ผสานพื้นที่สีเขียว แสงธรรมชาติ และองค์ประกอบของน้ำเข้าด้วยกัน เราได้เริ่มใช้การทำฟาร์มแบบไฮโดรโปนิกส์และองค์ประกอบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว โดยผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้ากับการตกแต่งภายในที่หรูหราได้อย่างลงตัว”
อ่านเพิ่มเติม: เปิดบ้านหลังงามในกรุงเทพฯ ที่ชวนให้คุณเฉลิมฉลองการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
6. ศิลปะแห่งการสร้างเลเยอร์

Above Harkaran Boparai Studio ชื่นชอบในการสร้างสรรค์งานออกแบบภายในที่มีเลเยอร์ (ภาพ: Harkaran Boparai Studio)
สไตล์แม็กซิมอลลิสม์ได้กลับมาอีกครั้งอย่างเลิศหรูในปี 2024 เนื่องจากเหล่าดีไซเนอร์ได้ฝึกฝนศิลปะที่ละเอียดอ่อนของการซ้อนเลเยอร์ ทั้งผิวสัมผัส ลวดลาย และวัสดุเข้าด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่แค่การเติมเต็มพื้นที่เท่านั้นแต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่อัดแน่นและจัดเต็มผ่านพื้นที่ที่ขับเคลื่อนโดยเรื่องราว โดยแต่ละองค์ประกอบที่ถูกนำมาแต่งเติมจะร่วมกันสร้างเรื่องราวในภาพที่ใหญ่ขึ้น
Harkaran Singh Boparai ชี้ให้เราเห็นว่า “ปี 2024 เราได้เห็นการกลับมาของการออกแบบภายในที่มีเลเยอร์โดดเด่น ทั้งสีสันที่สดใสและ ลวดลายที่ซับซ้อน” เทรนด์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดในบ้านสไตล์ดั้งเดิมที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย โดยมีการใช้ทั้งสิ่งทอร่วมสมัยและงานศิลปะสมัยใหม่ซ้อนเข้ากับดีเทลดั้งเดิมจากยุคนั้นๆ ได้อย่างชาญฉลาด สร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างประณีตที่สุดเท่าที่เคยมีมา
อ่านเพิ่มเติม: สนทนากับมือฉมังแห่งวงการสถาปัตยกรรมและมัณฑนศิลป์ เมื่อ Bill Bensley เปลี่ยนการอนุรักษ์เป็นศิลปะชั้นสูง
7. การกลับมาของสีสันที่สดใส

Above Harkaran Boparai Studio ต้อนรับการกลับมาของเทรนด์สีสดในงานออกแบบภายใน (ภาพ: Harkaran Boparai Studio)
แม้ว่า Mocha Mousse จะเป็นสีที่ให้ความรู้สึกกลางๆ แต่เหล่านักออกแบบก็เลือกที่จะใช้สีสันที่สดแจ่มมากขึ้นตลอดช่วงทั้งปีที่ผ่านมา โดย Harkaran Singh Boparai กล่าวว่า “โทนสีกลางๆ ถูกลดความสำคัญลง เนื่องจากโทนสีเขียวมรกต สีน้ำเงินโคบอลต์ และสีส้มน้ำตาล ทำให้การตกแต่งภายในดูมีชีวิตชีวาและมีเอ็นเนอร์จี้”
ความมั่นใจในการหยิบเอาสีสันมาใช้ได้ขยายไปสู่งานเฟอร์นิเจอร์ด้วย เช่น “โซฟาขนาดใหญ่ดีไซน์โค้งมนหุ้มด้วยผ้าเนื้อดีนในห้องนั่งเล่น ขับเน้นความสบาย ในขณะเดียวกันก็แสดงออกถึงงานดีไซน์ที่โดดเด่น”
อ่านเพิ่มเติม: Rooted in elegance: การใช้สีน้ำตาลในงานตกแต่งภายในสไตล์โมเดิร์น
8. แสงสว่างที่สะท้อนความเป็นงานประติมากรรม

Above การจัดไฟที่ดึงดูดสายตาทำหน้าที่ประหนึ่งงานประติมากรรมอันน่าทึ่ง กลายเป็นผลงานชิ้นเอกเมื่ออยู่ในมือของ Confluence (ภาพ: Confluence)
การออกแบบแสงสว่างภายในพื้นที่อยู่อาศัยได้ผ่านการพัฒนาอย่างน่าทึ่งในปี 2024 โดยโคมไฟที่โดดเด่นกลายเป็นจุดสนใจหลักสุดอาร์ตในงานออกแบบภายในสไตล์หรูหราหลายต่อหลายแห่ง การเปลี่ยนจากการให้แสงสว่างในพื้นที่โดยเน้นการใช้งานเพียงอย่างเดียว ไปสู่งานออกแบบที่เน้นถึงความโดดเด่นในทางประติมากรรม สะท้อนถึงความเข้าใจที่กว้างขึ้นในบทบาทของการจัดวางแสงสว่างในการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย
Rahul Mistri อธิบายว่า "ระบบแสงสว่างที่เน้นให้เห็นความโดดเด่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งแบบชัดๆ หรือโคมไฟสไตล์มินิมอล ต่างก็ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับพื้นที่ โดยผสมผสานสุนทรียศาสตร์เข้ากับการใช้งาน เพื่อสร้างพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดให้มีอารมณ์ร่วม"
ทีมงานของ Confluence กล่าวเสริมว่า “โคมไฟรูปทรงออร์แกนิกที่มีลักษณะโดดเด่นสะดุดตาช่วยสร้างความรู้สึกดรามาติกและมิติความลึกให้กับพื้นที่ โดยผสมผสานทั้งฟอร์มและฟังก์ชั่นได้อย่างลงตัว” โดยเราจะเห็นเทรนด์นี้ได้ชัดเจนที่สุดในพื้นที่ที่มีโถงแบบ double volume โดยโคมระย้าขนาดใหญ่จะถูกแทนที่ด้วยการติดตั้งไฟแบบโมเดิร์นที่ทำหน้าที่เป็นชิ้นงานศิลปะลอยตัว สร้างการเล่นแสงและเงาที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน
อ่านเพิ่มเติม: 7 สิ่งปลูกสร้างไอคอนิกแสนโดดเด่นในหลายแฟชั่นโชว์สุดล้ำ
9. AI กับนิยามใหม่ของสมาร์ทโฮม

Above สมาร์ทโฮมที่ถูกนิยามใหม่โดย Studio IAAD (ภาพ: Studio IAAD)
การผสานเทคโนโลยีไว้ในพื้นที่อยู่อาศัยได้ก้าวไปอีกขั้นของความซับซ้อนในปี 2024 ซึ่งก้าวไปไกลกว่าแค่เพียงระบบอัตโนมัติพื้นฐานที่ใช้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ง่ายต่อการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยี AI มาขับเคลื่อนและตอบโจทย์การใช้ชีวิตเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในบ้านหรู เปลี่ยนวิธีที่ผู้อยู่อาศัยมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่รอบตัว
Rachna Agarwal กล่าวว่า “ระบบสมาร์ทโฮมกำลังกลายมาเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการออกแบบภายในที่ร่วมสมัย เนื่องจากเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟที่สั่งการด้วยเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบโฮมออโตเมชั่นที่ใช้งานง่าย ต่างก็ช่วยมอบความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพ และสไตล์”
ทีมงาน Confluence เน้นย้ำถึงวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีนี้เพิ่มเติมว่า “ปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบตกแต่งภายในกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำเสนอภาพของการออกแบบได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการผลิตซ้ำงานออกแบบ” แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดโดยเฉพาะในอพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียม ซึ่งนำ AI เข้ามาใช้ควบคุมระบบทุกอย่าง ตั้งแต่แสงโดยรอบและภูมิอากาศ ไปจนถึงความปลอดภัยและความบันเทิงได้ในขณะที่ยังคงความสมบูรณ์ทางสุนทรียะของพื้นที่ไว้
อ่านเพิ่มเติม: รวมสุดยอดโรงแรมที่พักที่นำเสนอความแตกต่างด้วยดีไซน์เฉพาะตัว
10. อาคารประวัติศาสตร์และการตีความใหม่

Above Open Atelier เฉลิมฉลองความงามแห่งอดีตที่พร้อมสร้างสรรค์อนาคต (ภาพ: Open Atelier)
ในย่านกลางเมืองที่เริ่มมีพื้นที่ก่อสร้างใหม่ๆ น้อยลง เหล่านักออกแบบจึงเริ่มหันมาใช้การดัดแปลงพื้นที่เดิมเพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้กับอาคารประวัติศาสตร์
Rahul Mistri กล่าวไว้ว่า “ในเมืองใหญ่ๆ อย่างมุมไบและเดลี ซึ่งมีที่ดินสำหรับก่อสร้างอาคารใหม่น้อย การนำอาคารเก่าแก่มาปรับใช้ใหม่ให้เป็นพื้นที่ทันสมัยและหรูหรา ได้สร้างนิยามใหม่ให้วงการการออกแบบในปี 2024” ซึ่งวิธีนี้จะใช้ “เทคนิคการออกแบบที่รบกวนโครงสร้างเดิมน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการโชว์โครงเหล็กเส้นและผนังที่ผุกร่อน” เพื่อผสานความงามของกาลเวลาเข้ากับสิ่งใหม่ได้อย่างลงตัว
This story was originally written in English by Jennifer Choo.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2025 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
ชมวิลล่าบนเกาะส่วนตัวในฟิจิที่เจ้าชาย Harry และ Meghan Markle เคยไปพักผ่อนด้วยกัน
8 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ sustainable ฝีมือคนไทย ที่จะปรับไลฟ์สไตล์การแต่งบ้านของคุณให้ยั่งยืน
11 ไอเท็มแต่งบ้านรูปสัตว์จาก Bottega Veneta ไปจนถึงของสะสมวินเทจ
Topics



