Models descending the curving red-carpeted ramp at the Louis Vuitton Cruise 2017 showcase (Photo: Louis Vuitton)
Cover แฟชั่นโชว์ของ Louis Vuitton คอลเล็กชั่น Cruise 2017 ที่อาคาร Niterói Contemporary Art Museum ออกแบบโดย the Oscar Niemeyer (ภาพ: Louis Vuitton)
Models descending the curving red-carpeted ramp at the Louis Vuitton Cruise 2017 showcase (Photo: Louis Vuitton)

Tatler ชวนคุณมาดูความสัมพันธ์ระหว่างงานสถาปัตยกรรมและงานดีไซน์ด้านแฟชั่น กับข้อพิสูจน์ว่าเหล่าอาคารสุดไอคอนิกนี้เข้ากันได้ดีกับหลากหลายโชว์แฟชั่น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แลนด์มาร์กด้านสถาปัตยกรรมของโลกไม่เพียงแต่ถูกใช้เป็นฉากหลังของแฟชั่นโชว์ชั้นสูงเท่านั้น แต่มันยังเป็นภาพสะท้อนถึงความสำคัญของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ทั้งพิถีพิถันและวิจิตรบรรจงไม่แพ้ผ้าผืนใดที่ใช้ดีไซน์เป็นอาภรณ์หรู

หนึ่งในสถานที่ที่เราจะยกมาพูดถึงในลิสต์ด้านล่าง คือแลนด์มาร์กทางด้านสถาปัตยกรรมที่ Karl Lagerfeld เคยชื่นชอบอย่าง Grand Palais ในประเทศฝรั่งเศส ที่เขาได้โชว์เคสคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสุดหรูจาก Chanel ครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่คอลเล็กชั่น Fall 2008 Ready-to-Wear, Fall/Winter 2014 และ Couture 2016

อ่านเพิ่มเติม: Asia’s Most Stylish: บรรดาชายหนุ่มที่มีสไตล์ที่สุดในเอเชีย พิสูจน์ให้เห็นว่าแฟชั่นเป็นศิลปะที่แสดงออกถึงความรู้สึกสำหรับทุกคน

Tatler Asia
A striking union between fashion and architecture (Photo: Louis Vuitton)
Above Nicolas Ghesquière โชว์เคสคอลเล็กชั่น Cruise 2023 ของ Louis Vuitton ที่ Salk Institute โดย Louis Kahn (ภาพ: Louis Vuitton)
A striking union between fashion and architecture (Photo: Louis Vuitton)

เราคงจะไม่พูดถึงพระราชวัง Blenheim ในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ ไปไม่ได้ ซึ่ง Monsiuer Dior เลือกใช้เป็นฉากหลังในการนำเสนอคอลเล็กชั่น Couture 1954 ซึ่งทางแบรนด์ก็นำโมเมนต์ประวัติศาสตร์และสถานที่ประวัติศาสตร์นี้กลับใช้อีกครั้งตอนนำเสนอคอลเล็กชั่น Cruise 2017 อีกด้วย

ขณะที่ Paris Fashion Week กำลังดำเนินอยู่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งนับว่าเป็นอีเวนต์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงของการนำเสนอคอลเล็กชั่นแฟชั่นระดับโลกที่กินระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน เราขอพาคุณย้อนชมสถาปัตยกรรมสุดไอคอนิกที่ถูกใช้เป็นสถานที่จัดแฟชั่นโชว์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งจะสะท้อนให้เราเห็นว่าสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามและงานแฟชั่นนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนรันเวย์

อ่านเพิ่มเติม: พักผ่อนอย่างมีสไตล์กับโรงแรมบูติกสุดหรู 7 แห่งในปารีส

Bob Hope House, California

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 Bob Hope House ผลงานการสร้างบ้านพักอาศัยที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักของสถาปนิกชื่อดัง John Lautner (ภาพ: Instagram / @haus_oft)
Photo 2 of 3 หลังคาทรงโค้งที่ดูราวกับเป็นภูเขาไฟ เห็ด หรือยานอวกาศ (ภาพ: Instagram / @haus_oft)
Photo 3 of 3 แสงธรรมชาติที่สาดส่องผ่านช่องแสงขนาดใหญ่ตรงกลางหลังคาบ้าน (ภาพ: Instagram / @haus_oft)
The Bob Hope House is one of renowned architect John Lautner’s lesser-known residential builds (Photo: Instagram / @haus_oft)
The undulating triangular roof is often likened to a volcano, a mushroom, or even a spaceship (Photo: Instagram / @haus_oft)
Natural light pouring in through the large central light shaft in the roof (Photo: Instagram / @haus_oft)

Bob Hope House เป็นงานสร้างที่พักอาศัยของสถาปนิกชื่อดัง John Lautner ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก มันเป็นอาคารที่โดดเด่นด้วยรูปทรงล้ำยุคตัดกับภูมิประเทศทะเลทรายของปาล์มสปริงส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของนักแสดงหนุ่ม Bob Hope และภรรยาของเขา Dolores ในปี 1973 ซึ่งสาเหตุที่เป็น Lautner เพราะทั้งคู่ชื่นชอบบ้าน Elrod House ที่อยู่ใกล้ๆ ในย่านถนน Southridge Drive โดยบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังนี้มีพื้นที่กว้างประมาณ  2,190 ตารางเมตร มีหลังคาทรงโค้งขนาดมหึมาที่ดูๆ ไปก็เหมือนจะเป็นภูเขาไฟ หรือไม่ก็เห็ด หรือบางคนอาจจะมองเป็นยานอวกาศก็ยังได้

บ้านหลังนี้โดดเด่นด้วยช่องแสงขนาดใหญ่ตรงกลางของหลังคา บริเวณโดยรอบบ้านมีทั้ง เตาผิงกลางแจ้งที่ครอบด้วยปล่องไฟทรงกรวยขนาดใหญ่ สนามเทนนิส และสระว่ายน้ำที่มีรูปร่างเหมือนโปรไฟล์ด้านข้างของตัวบ้าน

Nicolas Ghesquière ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสตรีทของ Louis Vuitton หลงใหลในความงดงามของเมืองในทะเลทรายแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน ที่เขาได้ไปเยือนปาล์มสปริงส์เป็นครั้งแรก

และด้วยเทคนิคการสรรค์สร้างสถาปัตยกรรมที่ล้อกันระหว่างสิ่งแวดล้อมที่สร้างโดยมนุษย์และโลกของธรรมชาติของ Lautner ก็ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคอลเล็กชั่น Cruise 2016 ของ Ghesquière ซึ่งเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณที่ล้ำยุคแต่แฝงไว้ด้วยสไตล์ความเป็นโบฮีเมียน โดยเน้นที่ชายกระโปรงยาวพลิ้วไหวที่เมื่ออยู่บนรันเวย์แล้วตัดกับทิวทัศน์อันแสนกว้างไกลของหุบเขาโคเชลลา และเทือกเขาซานฮาซินโต

อ่านเพิ่มเติม: Louis Vuitton ต้อนรับ ลิซ่า ศิลปินสาวระดับโลกเป็น House Ambassador ของแบรนด์คนล่าสุด

Palais Bulles, Théoule-sur-Mer

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 Palais Bulles ได้รับการออกแบบโดย Antti Lovag และก่อนหน้านี้ถูกซื้อไว้โดย Pierre Cardin (ภาพ: WikiCommons)
Photo 2 of 4 อาคารที่ประกอบด้วยโมดูลทรงกลมที่เชื่อมต่อกันทำให้ได้รับฉายาว่า 'Bubble Palace' (ภาพ: Pierre Cardin Evolution)
Photo 3 of 4 อาคารหลังนี้ตั้งอยู่บนหน้าผาของ Théoule-sur-Mer ในฝรั่งเศส มองเห็นวิวที่งดงามของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ภาพ: Pierre Cardin Evolution)
Photo 4 of 4 ผนังทรงโค้งมนและเพดานทรงโดมสร้างให้พื้นที่ภายในเปิดโล่งและโปร่งสบาย ส่องสว่างด้วยแสงธรรมชาติ (ภาพ: Pierre Cardin Evolution)
The Palais Bulles was designed by Antti Lovag, and was previously acquired by Pierre Cardin (Photo: WikiCommons)
Its interconnected spherical modules earn it the moniker “Bubble Palace” (Photo: Pierre Cardin Evolution)
Perched on the cliffs of Théoule-sur-Mer in France overlooking the Mediterranean (Photo: Pierre Cardin Evolution)
Curvilinear walls and domed ceilings create open, fluid interiors bathed in natural light (Photo: Pierre Cardin Evolution)

Palais Bulles ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาของ Théoule-sur-Mer ในประเทศฝรั่งเศส มองเห็นวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ฉีกออกจากกรอบการออกแบบเดิมๆ ด้วยโมดูลทรงกลมที่เชื่อมต่อกัน จนได้รับสมญานามว่า 'พระราชวังฟองสบู่'

สิ่งปลูกสร้างนี้ออกแบบขึ้นในช่วงยุค 70s โดยสถาปนิกชาวฮังการีอย่าง Antti Lovag ต่อมาได้ถูกซื้อโดย Pierre Cardin ที่ในขณะนั้นเป็นช่างตัดเสื้อหลักของ Maison Christian Dior ด้วยรูปทรงที่ลื่นไหลคล้ายฟองอากาศทำให้โครงสร้างของอาคารนี้ดูราวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของภูมิทัศน์ ซึ่งก็ดูจะแหกขนบของการออกแบบที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปอยู่ไม่น้อย

ความรู้สึกที่ไม่ชอบเส้นตรงของ Lovag นั้นเห็นได้ชัดจากทุกสัดส่วนของบ้าน ครั้งหนึ่งเขาเคยอธิบายว่าเส้นตรงนั้น 'แข็งขืนต่อธรรมชาติ' ทำให้บ้านขนาด 1,200 ตร.ม. หลังนี้ไม่มีมุมฉากใดๆ ซึ่งมันท้าทายการแบ่งส่วนพื้นที่ตามแบบดั้งเดิม ทั้งผนังโค้งและเพดานทรงโดม ช่วยสร้างให้พื้นที่ภายในเปิดโล่งและลื่นไหล แสงธรรมชาติที่ผ่านเข้ามาผ่านช่องขนาดใหญ่ตรงกลางก็ช่วยเสริมให้บ้านดูมีเสน่ห์ วิวของทะเลเองก็เป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้บ้านหลังนี้แตกต่าง

Tatler Asia
The Dior Cruise 2016 show at the Palais Bulles (Photo: Dior)
Above แฟชั่นโชว์ของ Dior คอลเล็กชั่น Cruise ในปี 2016 ที่ Palais Bulles (ภาพ: Dior)
The Dior Cruise 2016 show at the Palais Bulles (Photo: Dior)

Palais Bulles ถูกใช้เป็นสถานที่จัดแสดง Dior Cruise 2016 โดย Raf Simons คอลเล็กชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสัน และความเย้ายวนของ French Riviera ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับงานดีไซน์ที่กล้าบ้าบิ่นของบ้านหลังนี้

Simons กล่าวถึงโครงสร้างของบ้านหลังนี้ว่า "มีความเป็นเอกลักษณ์และโปร่งเบา" ซึ่งนั่นก็สะท้อนถึงแนวคิดในการออกแบบของเขาเองด้วย ที่มีทั้งความสนุกสนาน ดูมีอิสระ และเป็นเอกลักษณ์ ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างที่เรียบง่ายดูเป็นธรรมชาติ ที่เกือบจะเป็นงานสถาปัตยกรรมเช่นกัน

Dongdaemun Design Plaza, Seoul

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 Dongdaemun Design Plaza กับสไตล์การออกแบบเฉพาะตัวของ Zaha Hadid ที่มีรูปทรงที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ ซึ่งดูราวกับจะท้าทายแรงโน้มถ่วง (ภาพ: WikiCommons)
Photo 2 of 2 แนวคิด 'ภูมิทัศน์เชิงอุปมา' คือการผสมผสานวัฒนธรรมและลักษณะอันโดดเด่นของกรุงโซลเข้าเป็นโครงสร้างเดียวที่ไหลลื่น (ภาพ: Instagram / @ddp_seoul)
The Dongdaemun Design Plaza showcases Zaha Hadid’s signature style of fluid, organic forms that seem to defy gravity (Photo: WikiCommons)
The concept of “metonymic landscape” is an integration of Seoul’s various cultural and urban aspects into a single, flowing structure (Photo: Instagram / @ddp_seoul)

Dongdaemun Design Plaza (DDP) ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2014 ถือเป็นแลนด์มาร์กล้ำยุครูปแบบใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะแตกต่างและออกจากกรอบเดิมๆ แสดงให้เห็นถึงสไตล์เฉพาะตัวของสถาปนิกผู้มีวิสัยทัศน์อย่าง Zaha Hadid ที่ใช้รูปทรงที่ลื่นไหลและดูเป็นธรรมชาติซึ่งดูเหมือนจะท้าทายแรงโน้มถ่วงในการออกแบบ

ด้วยแรงบันดาลใจจากแนวคิด 'ภูมิทัศน์เชิงอุปมา' (metonymic landscape) ของนักออกแบบเจ้าของรางวัล Pritzker Prize 2004 ที่ผสมผสานวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ต่างๆ ของกรุงโซลเข้ามาเป็นโครงสร้างเดียวกันได้อย่างไหลลื่น ภายนอกของ DDP มีแผงอะลูมิเนียมแบบไร้รอยต่อเรียงร้อยกันเป็นพื้นผิวโค้งมนต่อเนื่องไร้เหลี่ยมมุม ช่วยให้เวลาที่มองจากผนัง พื้น จรดเพดานดูเข้ากันได้อย่างราบรื่น

สุนทรียศาสตร์ที่ดูล้ำยุคของ DDP ทำให้ที่นี่กลายเป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับ Chanel ที่จะนำเสนอคอลเล็กชั่น Resort 2016 โดย Karl Lagerfeld ซึ่งโดดเด่นด้วยสีสันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวงการ K-Pop

นอกจากนี้ DDP ยังเป็นสถานที่จัดงาน Seoul Fashion Week มาตั้งแต่ปี 2022 โดยมีเหล่าดีไซเนอร์ชาวเกาหลีมากความสามารถมาแสดงผลงาน เช่น แบรนด์ Demoo ของ Choonmoo Park ซึ่งงานดีไซน์ของเธอนำเอาแรงบันดาลใจจากชุดฮันบกมาทำให้เกิดความร่วมสมัย

อ่านเพิ่มเติม: K-Pop Closet: แต่งตามลุคสุดเก๋ในวันสบายๆ สไตล์ 'โรเซ่ Blackpink'

Niterói Contemporary Art Museum, Rio de Janeiro

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 Niterói Contemporary Art Museum ออกแบบโดย Oscar Niemeyer บนหน้าผาของอ่าว Guanabara (ภาพ: WikiCommons)
Photo 2 of 4 โดมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เมตร ราวกับว่ามันลอยอยู่เหนือพื้นดิน (ภาพ: WikiCommons)
Photo 3 of 4 ทางลาดที่กว้างขวาง เป็นเส้นทางเข้าสู่ตัวพิพิธภัณฑ์ (ภาพ: WikiCommons)
Photo 4 of 4 ทิวทัศน์อันน่าทึ่งของเมืองริโอเดอจาเนโรและภูเขาชูการ์โลฟ (ภาพ: Louis Vuitton)
The Niterói Contemporary Art Museum by Oscar Niemeyer off the cliffside of Guanabara Bay (Photo: WikiCommons)
The 50-metre diameter cupola seems to hover above the ground (Photo: WikiCommons)
The wide, sweeping access ramp into the museum (Photo: WikiCommons)
Breathtaking views of Rio de Janeiro and Sugarloaf Mountain (Photo: Louis Vuitton)

งานสถาปัตยกรรมอันล้ำยุคของ Oscar Niemeyer แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหน้าผาของอ่าว Guanabara ในเมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล ด้วยความสูง 16 เมตร ทำให้ผลงานที่รูปทรงเหมือนจานรองของ Niterói Contemporary Art Museum (MAC) ดูเหมือนจะลอยอยู่เหนือพื้นดิน

หลังคาทรงโดมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เมตรทำให้อาคารนี้โดดเด่น สระน้ำขนาด 817 ตารางเมตรสะท้อนแสงล้อมรอบฐานทรงกระบอกที่เหมือนก้านดอกไม้ ตามที่ Niemeyer อธิบายเอาไว้ ช่วยสร้างให้เกิดภาพลวงตาของอาคารลอยน้ำ

ทางลาดกว้างๆ ของอาคารเป็นส่วนที่จะนำผู้เยี่ยมชมเข้าไปถึงตัวพิพิธภัณฑ์ ซึ่งห้องจัดแสดงงานศิลปะแบบ 360 องศาคือส่วนที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ที่น่าทึ่งของเมืองริโอเดอจาเนโรและภูเขาชูการ์โลฟ

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 เหล่านางแบบเดินลงทางลาดสีแดงทรงโค้ง ในโชว์ของ Louis Vuitton คอลเล็กชั่น Cruise 2017 (ภาพ: Louis Vuitton)
Photo 2 of 2 แฟชั่นโชว์นี้ถูกจัดขึ้นในพื้นที่ข้างนอกสถาปัตยกรรมอันทรงพลังเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้ในทุกมิติ (ภาพ: Louis Vuitton)
Models descending the curving red-carpeted ramp at the Louis Vuitton Cruise 2017 showcase (Photo: Louis Vuitton)
A fashion collection in an architecturally powerful space is a sensorial experience (Photo: Louis Vuitton)

เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ MAC และเป็นการกลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้งในปี 2016 แฟชั่นเฮาส์ชื่อดังอย่าง Louis Vuitton ก็เลือกใช้พื้นที่อันกว้างขวางนี้สำหรับการนำเสนอคอลเล็กชั่น Cruise 2017 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขัน Grand Prix

ในขณะที่เหล่านางแบบเดินพรีเซนต์ชุดสวยลงจากรันเวย์ทางลาดที่ปูพรมแดงทรงโค้ง ทัพนางแบบที่เดินลงมาตามทางนี้เองก็ช่วยเน้นให้เห็นความลื่นไหลของงานดีไซน์ของอาคาร ทำให้มุมมองการออกแบบแนวโมเดิร์นนิสต์ของ Niemeyer กลายเป็นภาพแห่งความจริงขึ้นมา ซ้ำยังช่วยขับเน้นงานดีไซน์ของ Ghesquière ที่มีสีสันสดใสจากการดึงพาเลตต์สีของเมืองริโอมาใช้ พร้อมด้วยดีไซน์จากการแข่งรถอีกด้วย

“ฉันชื่นชมพลังแห่งความมุ่งมั่นของ Oscar Niemeyer มากๆ ทั้งวิสัยทัศน์ แนวคิดสุดโต่ง แม้กระทั่งแนวคิดเชิงอุดมคติของเขาด้วย” Ghesquière กล่าวก่อนเสริมว่า “การจัดแสดงคอลเล็กชั่นแฟชั่นในพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมอันทรงพลังแบบนี้เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริงๆ”

TWA Flight Center, New York

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 TWA Flight Center ที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์กเป็นสัญลักษณ์แห่งความโมเดิร์นที่ออกแบบโดย Eero Saarinen (ภาพ: Louis Vuitton)
Photo 2 of 4 ดีไซน์ของอาคารชวนให้นึกถึงนกที่กำลังบิน ส่วนหน้าอาคารที่สะดุดตาสะท้อนถึงจิตวิญญาณของ Jet Age (ภาพ: Louis Vuitton)
Photo 3 of 4 กระเบื้องเซรามิกถูกปูเรียงรายตามผนังเว้าและพื้นในอาคารสองชั้นแห่งนี้ (ภาพ: WikiCommons)
Photo 4 of 4 บันไดกลางเชื่อมต่อไปยังชั้นลอยของอาคาร (ภาพ: Louis Vuitton)
The TWA Flight Center at JFK Airport in New York is a modernist icon by Eero Saarinen (Photo: Louis Vuitton)
Reminiscent of a bird in flight, the striking façade embodies the spirit of the Jet Age (Photo: Louis Vuitton)
Ceramic tiles line the concave walls and floors in the two-storey head house (Photo: WikiCommons)
The central staircase connects to the intermediate level (Photo: Louis Vuitton)

หากจะพูดถึงงานสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นนิสต์สุดไอคอนิก เราคงต้องพูดถึงผลงานชิ้นเอกของ Eero Saarinen อย่าง TWA Flight Center ที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์ก

ด้วยโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สูงถึงประมาณ 23 เมตร ผสานเข้ากับรูปทรงของอาคารทำให้ TWA Flight Center โดดเด่นและชวนให้นึกถึงนกตัวใหญ่ที่กำลังโบยบิน สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ Jet Age (ยุคสมัยที่ข้ามผ่านจากเครื่องบินใบพัดสู่เครื่องบินเจ็ต) หลังคาที่ดูราวกับเปลือกบางๆ ที่ห่อหุ้มอาคารอยู่ ประกอบด้วยไปด้วยแผ่นคอนกรีต 4 ชิ้นที่มีความหนาต่างกัน รองรับด้วยเสารูปตัววาย 4 ต้น, ผนังกระจกสีเขียวขนาดใหญ่โอบล้อมตัวอาคาร ช่วยเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงของวิสัยทัศน์ระหว่างภายในอาคารกับสนามบิน JFK

Tatler Asia
High-fashion enthusiasts gathered at the TWA Flight Center for Louis Vuitton’s Cruise 2020 collection (Photo: Louis Vuitton)
Above สาวกแฟชั่นชั้นสูงต่างรวมตัวกันที่ TWA Flight Center เพื่อชมคอลเล็กชั่น Cruise 2020 จาก Louis Vuitton (ภาพ: Louis Vuitton)
High-fashion enthusiasts gathered at the TWA Flight Center for Louis Vuitton’s Cruise 2020 collection (Photo: Louis Vuitton)

ภายในอาคารหลักสองชั้นซึ่ง Saarinen บรรยายว่ามีลักษณะคล้ายกับ “เครื่องบินของ Leonardo da Vinci” ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิก เรียงรายตามผนังทรงโค้งและพื้น บันไดตรงกลางเชื่อมต่อไปยังชั้นลอยที่อยู่ระหว่างทั้งสองชั้น ช่วยเสริมให้การออกแบบมีความลื่นไหลยิ่งขึ้น

แม้ว่าอาคารหลังนี้จะไม่ได้ถูกเปิดใช้เป็นอาคารผู้โดยสารของสนามบินอีกต่อไปแล้ว แต่ความสำคัญทางด้านสถาปัตยกรรมก็ให้ข้อมูลอันล้ำค่าที่สะท้อนถึงการสังเคราะห์รูปแบบและฟังก์ชันในการออกแบบสนามบินของศตวรรษที่ 20

ในปี 2019 บรรดาคนที่ชื่นชอบแฟชั่นชั้นสูงต่างมารวมตัวกันที่อาคารแห่งนี้เพื่อชมคอลเล็กชั่น Cruise 2020 ของ Louis Vuitton โดยคอลเล็กชั่นนี้สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความทรงจำในอดีต และนวัตกรรมสุดล้ำเข้าไว้ด้วยกัน โดยผลงานการออกแบบของ Ghesquière ได้นำเสนอแจ็คเก็ตผ้าไหมที่ประดับประดาด้วยเส้นขอบฟ้าของมหานครนิวยอร์กและกระเป๋าถือที่มีหน้าจอ LED สุดล้ำ

Palazzo della Civiltà Italiana, Rome

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 Palazzo della Civiltà Italiana เป็นตัวอย่างของการใช้หลักการสำคัญของลัทธิเหตุผลนิยมอิตาเลียน (ภาพ: WikiCommons)
Photo 2 of 4 จังหวะของแสงเงาที่เกิดขึ้นจากการวางเรียงซุ้มโค้งแบบซ้ำเป็นจังหวะบริเวณฟาซาดอาคาร (ภาพ: WikiCommons)
Photo 3 of 4 ภายนอกที่หุ้มด้วยหินทราเวอร์ทีนจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแสงที่ตกกระทบในแต่ละวัน (ภาพ: WikiCommons)
Photo 4 of 4 จุดเชื่อมโยงความร่วมสมัยเข้ากับมรดกทางสถาปัตยกรรมของกรุงโรม (ภาพ: WikiCommons)
The Palazzo della Civiltà Italiana embodies the core principles of Italian rationalism (Photo: WikiCommons)
The rhythmic visual sequence of 54 repetitive arches on each façade (Photo: WikiCommons)
The travertine-clad exterior shifts with changing light conditions (Photo: WikiCommons)
A connection to Rome’s architectural heritage (Photo: WikiCommons)

Palazzo della Civiltà Italiana ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ย่าน EUR เป็นอาคารที่ร่วมออกแบบโดย Giovanni Guerrini, Ernesto Bruno La Padula และ Mario Romano โดยการรวบรวมเอาหลักการสำคัญของลัทธิเหตุผลนิยมอิตาเลียน (Italian rationalism) มาใช้ ได้แก่ รูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจน, ฟังก์ชั่นการใช้งาน และความเรียบง่าย

อาคารแห่งนี้มักจะถูกเรียกว่า 'โคลอสเซียมทรงจัตุรัส' (Square Colosseum) โดยอาคารทรงลูกบาศก์สุดโดดเด่นหลังนี้สูงถึง 6 ชั้น สะดุดตาด้วยการจัดวางซุ้มโค้งเรียงต่อกันในทุกๆ ชั้นของอาคาร ซ้ำๆ กันจำนวนรวมกว่า 54 ซุ้มในฟาซาดแต่ละด้านของตัวอาคาร พร้อมทั้งมีการใช้แสงเงา และความลึกเพื่อลดทอนความรู้สึกจำเจลง

นอกจากนี้การเลือกใช้หินอ่อนทราเวอร์ทีนเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างไม่เพียงแต่เชื่อมโยงอาคารเข้ากับมรดกทางสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ของโรมเท่านั้น แต่มันยังทำให้อาคารหลังนี้ดูมีชีวิตชีวาอีกด้วย เนื่องจากรูปลักษณ์ของอาคารที่เรามองเห็นก็จะเปลี่ยนไปตามสภาพของแสงในแต่ละช่วงเวลาของวัน

Tatler Asia
The massive ‘Calligraffiti’ piece on the rooftop (Photo: Fendi)
Above ผลงาน 'Calligraffiti' ขนาดใหญ่บนดาดฟ้าในแคมเปญ F is For ของ Fendi (ภาพ: Fendi)
The massive ‘Calligraffiti’ piece on the rooftop (Photo: Fendi)

แม้ว่าจะมีรากฐานการออกแบบมาจากยุคฟาสซิสต์ แต่อาคารแห่งนี้ก็ได้ก้าวข้ามจุดประสงค์ดั้งเดิมจากช่วงเวลาดังกล่าวไป โดยมันทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ของ Fendi มาตั้งแต่ปี 2015 และรองรับแคมเปญโปรโมทต่างๆ ของแบรนด์ เช่น การเปิดตัวแคมเปญ 'F is For' ในปี 2017 เมื่อดาดฟ้าของอาคารถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับงานศิลปะ 'Calligraffiti' ขนาดใหญ่ของศิลปินชาวรัสเซีย Pokras Lampas 

ล่าสุดปี 2021 อาคารแห่งนี้กลายมาเป็นฉากหลังอันสวยงามของแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าผู้ชายคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2022 ของ Fendi โดย Silvia Venturini Fendi ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดชมวิวอันเป็นเอกลักษณ์ของอาคารเหนือเส้นขอบฟ้าของกรุงโรม

อ่านเพิ่มเติม: รวมผลงานการออกแบบของเหล่าแบรนด์ดัง ในงาน มิลาน ดีไซน์ วีค 2024

Salk Institute, California

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 Salk Institute for Biological Studies ในลาโฮย่า รัฐแคลิฟอร์เนีย ออกแบบโดย Louis Kahn (ภาพ: WikiCommons)
Photo 2 of 4 การใช้น้ำเพื่อตกแต่งรับระหว่างอาคารทรงสมมาตร (ภาพ: WikiCommons)
Photo 3 of 4 โครงสร้างคอนกรีตแสนเรียบง่ายที่สร้างด้วยเถ้าภูเขาไฟโดยใช้เทคนิคแบบโรมันโบราณ (ภาพ: Louis Vuitton)
Photo 4 of 4 ลานหินทราเวอร์ทีนที่มองเห็นมหาสมุทรแปซิฟิกในระยะไกลพร้อมร่องน้ำเล็กๆ (ภาพ: Louis Vuitton)
The Salk Institute for Biological Studies in La Jolla, California by Louis Kahn (Photo: WikiCommons)
Water elements between the symmetric buildings (Photo: WikiCommons)
Minimalist concrete structures made with volcanic ash using ancient Roman techniques (Photo: Louis Vuitton)
The travertine courtyard with a long, framed view of the Pacific Ocean (Photo: Louis Vuitton)

Salk Institute for Biological Studies ในเมืองลาโฮย่า รัฐแคลิฟอร์เนีย สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr Jonas Salk ผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ แสดงให้เห็นถึงทักษะในการออกแบบโดยใช้แสงและพื้นที่ของสถาปนิกชาวอเมริกันอย่าง Louis Kahn

โครงสร้างแบบสมมาตรนี้ประกอบด้วยห้องแล็บที่วางขนานกัน 2 บล็อก ซึ่งเป็นโครงสร้างคอนกรีตแบบมินิมอลสร้างจากเถ้าภูเขาไฟโดยใช้เทคนิคแบบโรมันโบราณ ขนาบลานหินทราเวอร์ทีนที่เปิดโล่งพร้อมวิวของมหาสมุทรแปซิฟิกที่ทอดยาวล้อมเป็นกรอบ เสริมด้วยลานน้ำพุเส้นบางๆ ที่ดูเหมือนจะทอดยาวไปถึงขอบฟ้า เปล่งแสงสะท้อนสีชมพูท่ามกลางทางน้ำ

Tatler Asia
The Louis Vuitton Cruise 2023 showcase in the travertine courtyard of Salk Institute (Photo: Louis Vuitton)
Above แฟชั่นโชว์ของ Louis Vuitton คอลเล็กชั่น Cruise 2023 ที่จัดขึ้นบนลานหินทราเวอร์ทีนของ Salk Institute (ภาพ: Louis Vuitton)
The Louis Vuitton Cruise 2023 showcase in the travertine courtyard of Salk Institute (Photo: Louis Vuitton)

สถาปัตยกรรมสไตล์บรูทาลิสต์ของ Kahn แห่งนี้ถูกใช้เป็นฉากหลังสุดตระการตาของแฟชั่นโชว์ครั้งแรกเมื่อ Ghesquière เปิดตัวเสื้อผ้าจาก Louis Vuitton ในคอลเล็กชั่น Cruise 2023 ณ ลานหินทราเวอร์ทีนของอาคาร

“Salk Institute เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในสายตาผมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และสถาปัตยกรรมสไตล์บรูทัลลิสต์อันน่าทึ่งของ Louis Kahn ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางมหาสมุทรแปซิฟิกและพระอาทิตย์ตกที่แคลิฟอร์เนียแห่งนี้ มันช่วยสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่รู้จบ เป็นการเฉลิมฉลองให้กับสติปัญญา ความรู้ และความเชื่อในพลังของวิทยาศาสตร์” ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของแบรนด์ได้กล่าวถึงการใช้เวนิวนี้ในการจัดงาน

คอลเล็กชั่นแฟชั่นนี้ประกอบด้วยเดรสที่มีวอลุ่มจากเค้าโครงเส้นสายของ UFOs พร้อมผ้าสีเมทัลลิกที่ได้แรงบันดาลใจจากอวกาศ รวมถึงไบเกอร์แจ็คเก็ตที่ปักประดับสวยงาม พร้อมทั้งองค์ประกอบสไตล์โรมันอื่นๆ ซึ่งช่วยเสริมให้การผสมผสานระหว่างอดีตและความร่วมสมัยของอาคารหลังนี้สมบูรณ์ขึ้น

Topics

Asa Ngamkala
Digital Writer, Tatler Thailand
Tatler Asia

นักเขียนดิจิทัลที่ต้องการเล่าเรื่องของผู้คน ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรม ผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ที่เข้าใจง่ายและมีมุมมองเฉพาะตัว