Tatler ชวนคุณมาดูความสัมพันธ์ระหว่างงานสถาปัตยกรรมและงานดีไซน์ด้านแฟชั่น กับข้อพิสูจน์ว่าเหล่าอาคารสุดไอคอนิกนี้เข้ากันได้ดีกับหลากหลายโชว์แฟชั่น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แลนด์มาร์กด้านสถาปัตยกรรมของโลกไม่เพียงแต่ถูกใช้เป็นฉากหลังของแฟชั่นโชว์ชั้นสูงเท่านั้น แต่มันยังเป็นภาพสะท้อนถึงความสำคัญของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ทั้งพิถีพิถันและวิจิตรบรรจงไม่แพ้ผ้าผืนใดที่ใช้ดีไซน์เป็นอาภรณ์หรู
หนึ่งในสถานที่ที่เราจะยกมาพูดถึงในลิสต์ด้านล่าง คือแลนด์มาร์กทางด้านสถาปัตยกรรมที่ Karl Lagerfeld เคยชื่นชอบอย่าง Grand Palais ในประเทศฝรั่งเศส ที่เขาได้โชว์เคสคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสุดหรูจาก Chanel ครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่คอลเล็กชั่น Fall 2008 Ready-to-Wear, Fall/Winter 2014 และ Couture 2016
อ่านเพิ่มเติม: Asia’s Most Stylish: บรรดาชายหนุ่มที่มีสไตล์ที่สุดในเอเชีย พิสูจน์ให้เห็นว่าแฟชั่นเป็นศิลปะที่แสดงออกถึงความรู้สึกสำหรับทุกคน

Above Nicolas Ghesquière โชว์เคสคอลเล็กชั่น Cruise 2023 ของ Louis Vuitton ที่ Salk Institute โดย Louis Kahn (ภาพ: Louis Vuitton)
เราคงจะไม่พูดถึงพระราชวัง Blenheim ในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ ไปไม่ได้ ซึ่ง Monsiuer Dior เลือกใช้เป็นฉากหลังในการนำเสนอคอลเล็กชั่น Couture 1954 ซึ่งทางแบรนด์ก็นำโมเมนต์ประวัติศาสตร์และสถานที่ประวัติศาสตร์นี้กลับใช้อีกครั้งตอนนำเสนอคอลเล็กชั่น Cruise 2017 อีกด้วย
ขณะที่ Paris Fashion Week กำลังดำเนินอยู่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งนับว่าเป็นอีเวนต์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงของการนำเสนอคอลเล็กชั่นแฟชั่นระดับโลกที่กินระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน เราขอพาคุณย้อนชมสถาปัตยกรรมสุดไอคอนิกที่ถูกใช้เป็นสถานที่จัดแฟชั่นโชว์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งจะสะท้อนให้เราเห็นว่าสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามและงานแฟชั่นนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนรันเวย์
อ่านเพิ่มเติม: พักผ่อนอย่างมีสไตล์กับโรงแรมบูติกสุดหรู 7 แห่งในปารีส
Bob Hope House, California
Bob Hope House เป็นงานสร้างที่พักอาศัยของสถาปนิกชื่อดัง John Lautner ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก มันเป็นอาคารที่โดดเด่นด้วยรูปทรงล้ำยุคตัดกับภูมิประเทศทะเลทรายของปาล์มสปริงส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของนักแสดงหนุ่ม Bob Hope และภรรยาของเขา Dolores ในปี 1973 ซึ่งสาเหตุที่เป็น Lautner เพราะทั้งคู่ชื่นชอบบ้าน Elrod House ที่อยู่ใกล้ๆ ในย่านถนน Southridge Drive โดยบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังนี้มีพื้นที่กว้างประมาณ 2,190 ตารางเมตร มีหลังคาทรงโค้งขนาดมหึมาที่ดูๆ ไปก็เหมือนจะเป็นภูเขาไฟ หรือไม่ก็เห็ด หรือบางคนอาจจะมองเป็นยานอวกาศก็ยังได้
บ้านหลังนี้โดดเด่นด้วยช่องแสงขนาดใหญ่ตรงกลางของหลังคา บริเวณโดยรอบบ้านมีทั้ง เตาผิงกลางแจ้งที่ครอบด้วยปล่องไฟทรงกรวยขนาดใหญ่ สนามเทนนิส และสระว่ายน้ำที่มีรูปร่างเหมือนโปรไฟล์ด้านข้างของตัวบ้าน
Nicolas Ghesquière ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสตรีทของ Louis Vuitton หลงใหลในความงดงามของเมืองในทะเลทรายแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน ที่เขาได้ไปเยือนปาล์มสปริงส์เป็นครั้งแรก
และด้วยเทคนิคการสรรค์สร้างสถาปัตยกรรมที่ล้อกันระหว่างสิ่งแวดล้อมที่สร้างโดยมนุษย์และโลกของธรรมชาติของ Lautner ก็ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคอลเล็กชั่น Cruise 2016 ของ Ghesquière ซึ่งเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณที่ล้ำยุคแต่แฝงไว้ด้วยสไตล์ความเป็นโบฮีเมียน โดยเน้นที่ชายกระโปรงยาวพลิ้วไหวที่เมื่ออยู่บนรันเวย์แล้วตัดกับทิวทัศน์อันแสนกว้างไกลของหุบเขาโคเชลลา และเทือกเขาซานฮาซินโต
อ่านเพิ่มเติม: Louis Vuitton ต้อนรับ ลิซ่า ศิลปินสาวระดับโลกเป็น House Ambassador ของแบรนด์คนล่าสุด
Palais Bulles, Théoule-sur-Mer
Palais Bulles ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาของ Théoule-sur-Mer ในประเทศฝรั่งเศส มองเห็นวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ฉีกออกจากกรอบการออกแบบเดิมๆ ด้วยโมดูลทรงกลมที่เชื่อมต่อกัน จนได้รับสมญานามว่า 'พระราชวังฟองสบู่'
สิ่งปลูกสร้างนี้ออกแบบขึ้นในช่วงยุค 70s โดยสถาปนิกชาวฮังการีอย่าง Antti Lovag ต่อมาได้ถูกซื้อโดย Pierre Cardin ที่ในขณะนั้นเป็นช่างตัดเสื้อหลักของ Maison Christian Dior ด้วยรูปทรงที่ลื่นไหลคล้ายฟองอากาศทำให้โครงสร้างของอาคารนี้ดูราวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของภูมิทัศน์ ซึ่งก็ดูจะแหกขนบของการออกแบบที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปอยู่ไม่น้อย
ความรู้สึกที่ไม่ชอบเส้นตรงของ Lovag นั้นเห็นได้ชัดจากทุกสัดส่วนของบ้าน ครั้งหนึ่งเขาเคยอธิบายว่าเส้นตรงนั้น 'แข็งขืนต่อธรรมชาติ' ทำให้บ้านขนาด 1,200 ตร.ม. หลังนี้ไม่มีมุมฉากใดๆ ซึ่งมันท้าทายการแบ่งส่วนพื้นที่ตามแบบดั้งเดิม ทั้งผนังโค้งและเพดานทรงโดม ช่วยสร้างให้พื้นที่ภายในเปิดโล่งและลื่นไหล แสงธรรมชาติที่ผ่านเข้ามาผ่านช่องขนาดใหญ่ตรงกลางก็ช่วยเสริมให้บ้านดูมีเสน่ห์ วิวของทะเลเองก็เป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้บ้านหลังนี้แตกต่าง

Above แฟชั่นโชว์ของ Dior คอลเล็กชั่น Cruise ในปี 2016 ที่ Palais Bulles (ภาพ: Dior)
Palais Bulles ถูกใช้เป็นสถานที่จัดแสดง Dior Cruise 2016 โดย Raf Simons คอลเล็กชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสัน และความเย้ายวนของ French Riviera ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับงานดีไซน์ที่กล้าบ้าบิ่นของบ้านหลังนี้
Simons กล่าวถึงโครงสร้างของบ้านหลังนี้ว่า "มีความเป็นเอกลักษณ์และโปร่งเบา" ซึ่งนั่นก็สะท้อนถึงแนวคิดในการออกแบบของเขาเองด้วย ที่มีทั้งความสนุกสนาน ดูมีอิสระ และเป็นเอกลักษณ์ ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างที่เรียบง่ายดูเป็นธรรมชาติ ที่เกือบจะเป็นงานสถาปัตยกรรมเช่นกัน
Dongdaemun Design Plaza, Seoul
Dongdaemun Design Plaza (DDP) ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2014 ถือเป็นแลนด์มาร์กล้ำยุครูปแบบใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะแตกต่างและออกจากกรอบเดิมๆ แสดงให้เห็นถึงสไตล์เฉพาะตัวของสถาปนิกผู้มีวิสัยทัศน์อย่าง Zaha Hadid ที่ใช้รูปทรงที่ลื่นไหลและดูเป็นธรรมชาติซึ่งดูเหมือนจะท้าทายแรงโน้มถ่วงในการออกแบบ
ด้วยแรงบันดาลใจจากแนวคิด 'ภูมิทัศน์เชิงอุปมา' (metonymic landscape) ของนักออกแบบเจ้าของรางวัล Pritzker Prize 2004 ที่ผสมผสานวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ต่างๆ ของกรุงโซลเข้ามาเป็นโครงสร้างเดียวกันได้อย่างไหลลื่น ภายนอกของ DDP มีแผงอะลูมิเนียมแบบไร้รอยต่อเรียงร้อยกันเป็นพื้นผิวโค้งมนต่อเนื่องไร้เหลี่ยมมุม ช่วยให้เวลาที่มองจากผนัง พื้น จรดเพดานดูเข้ากันได้อย่างราบรื่น
สุนทรียศาสตร์ที่ดูล้ำยุคของ DDP ทำให้ที่นี่กลายเป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับ Chanel ที่จะนำเสนอคอลเล็กชั่น Resort 2016 โดย Karl Lagerfeld ซึ่งโดดเด่นด้วยสีสันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวงการ K-Pop
นอกจากนี้ DDP ยังเป็นสถานที่จัดงาน Seoul Fashion Week มาตั้งแต่ปี 2022 โดยมีเหล่าดีไซเนอร์ชาวเกาหลีมากความสามารถมาแสดงผลงาน เช่น แบรนด์ Demoo ของ Choonmoo Park ซึ่งงานดีไซน์ของเธอนำเอาแรงบันดาลใจจากชุดฮันบกมาทำให้เกิดความร่วมสมัย
อ่านเพิ่มเติม: K-Pop Closet: แต่งตามลุคสุดเก๋ในวันสบายๆ สไตล์ 'โรเซ่ Blackpink'
Niterói Contemporary Art Museum, Rio de Janeiro
งานสถาปัตยกรรมอันล้ำยุคของ Oscar Niemeyer แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหน้าผาของอ่าว Guanabara ในเมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล ด้วยความสูง 16 เมตร ทำให้ผลงานที่รูปทรงเหมือนจานรองของ Niterói Contemporary Art Museum (MAC) ดูเหมือนจะลอยอยู่เหนือพื้นดิน
หลังคาทรงโดมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เมตรทำให้อาคารนี้โดดเด่น สระน้ำขนาด 817 ตารางเมตรสะท้อนแสงล้อมรอบฐานทรงกระบอกที่เหมือนก้านดอกไม้ ตามที่ Niemeyer อธิบายเอาไว้ ช่วยสร้างให้เกิดภาพลวงตาของอาคารลอยน้ำ
ทางลาดกว้างๆ ของอาคารเป็นส่วนที่จะนำผู้เยี่ยมชมเข้าไปถึงตัวพิพิธภัณฑ์ ซึ่งห้องจัดแสดงงานศิลปะแบบ 360 องศาคือส่วนที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ที่น่าทึ่งของเมืองริโอเดอจาเนโรและภูเขาชูการ์โลฟ
เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ MAC และเป็นการกลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้งในปี 2016 แฟชั่นเฮาส์ชื่อดังอย่าง Louis Vuitton ก็เลือกใช้พื้นที่อันกว้างขวางนี้สำหรับการนำเสนอคอลเล็กชั่น Cruise 2017 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขัน Grand Prix
ในขณะที่เหล่านางแบบเดินพรีเซนต์ชุดสวยลงจากรันเวย์ทางลาดที่ปูพรมแดงทรงโค้ง ทัพนางแบบที่เดินลงมาตามทางนี้เองก็ช่วยเน้นให้เห็นความลื่นไหลของงานดีไซน์ของอาคาร ทำให้มุมมองการออกแบบแนวโมเดิร์นนิสต์ของ Niemeyer กลายเป็นภาพแห่งความจริงขึ้นมา ซ้ำยังช่วยขับเน้นงานดีไซน์ของ Ghesquière ที่มีสีสันสดใสจากการดึงพาเลตต์สีของเมืองริโอมาใช้ พร้อมด้วยดีไซน์จากการแข่งรถอีกด้วย
“ฉันชื่นชมพลังแห่งความมุ่งมั่นของ Oscar Niemeyer มากๆ ทั้งวิสัยทัศน์ แนวคิดสุดโต่ง แม้กระทั่งแนวคิดเชิงอุดมคติของเขาด้วย” Ghesquière กล่าวก่อนเสริมว่า “การจัดแสดงคอลเล็กชั่นแฟชั่นในพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมอันทรงพลังแบบนี้เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริงๆ”
TWA Flight Center, New York
หากจะพูดถึงงานสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นนิสต์สุดไอคอนิก เราคงต้องพูดถึงผลงานชิ้นเอกของ Eero Saarinen อย่าง TWA Flight Center ที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์ก
ด้วยโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สูงถึงประมาณ 23 เมตร ผสานเข้ากับรูปทรงของอาคารทำให้ TWA Flight Center โดดเด่นและชวนให้นึกถึงนกตัวใหญ่ที่กำลังโบยบิน สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ Jet Age (ยุคสมัยที่ข้ามผ่านจากเครื่องบินใบพัดสู่เครื่องบินเจ็ต) หลังคาที่ดูราวกับเปลือกบางๆ ที่ห่อหุ้มอาคารอยู่ ประกอบด้วยไปด้วยแผ่นคอนกรีต 4 ชิ้นที่มีความหนาต่างกัน รองรับด้วยเสารูปตัววาย 4 ต้น, ผนังกระจกสีเขียวขนาดใหญ่โอบล้อมตัวอาคาร ช่วยเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงของวิสัยทัศน์ระหว่างภายในอาคารกับสนามบิน JFK

Above สาวกแฟชั่นชั้นสูงต่างรวมตัวกันที่ TWA Flight Center เพื่อชมคอลเล็กชั่น Cruise 2020 จาก Louis Vuitton (ภาพ: Louis Vuitton)
ภายในอาคารหลักสองชั้นซึ่ง Saarinen บรรยายว่ามีลักษณะคล้ายกับ “เครื่องบินของ Leonardo da Vinci” ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิก เรียงรายตามผนังทรงโค้งและพื้น บันไดตรงกลางเชื่อมต่อไปยังชั้นลอยที่อยู่ระหว่างทั้งสองชั้น ช่วยเสริมให้การออกแบบมีความลื่นไหลยิ่งขึ้น
แม้ว่าอาคารหลังนี้จะไม่ได้ถูกเปิดใช้เป็นอาคารผู้โดยสารของสนามบินอีกต่อไปแล้ว แต่ความสำคัญทางด้านสถาปัตยกรรมก็ให้ข้อมูลอันล้ำค่าที่สะท้อนถึงการสังเคราะห์รูปแบบและฟังก์ชันในการออกแบบสนามบินของศตวรรษที่ 20
ในปี 2019 บรรดาคนที่ชื่นชอบแฟชั่นชั้นสูงต่างมารวมตัวกันที่อาคารแห่งนี้เพื่อชมคอลเล็กชั่น Cruise 2020 ของ Louis Vuitton โดยคอลเล็กชั่นนี้สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความทรงจำในอดีต และนวัตกรรมสุดล้ำเข้าไว้ด้วยกัน โดยผลงานการออกแบบของ Ghesquière ได้นำเสนอแจ็คเก็ตผ้าไหมที่ประดับประดาด้วยเส้นขอบฟ้าของมหานครนิวยอร์กและกระเป๋าถือที่มีหน้าจอ LED สุดล้ำ
Palazzo della Civiltà Italiana, Rome
Palazzo della Civiltà Italiana ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ย่าน EUR เป็นอาคารที่ร่วมออกแบบโดย Giovanni Guerrini, Ernesto Bruno La Padula และ Mario Romano โดยการรวบรวมเอาหลักการสำคัญของลัทธิเหตุผลนิยมอิตาเลียน (Italian rationalism) มาใช้ ได้แก่ รูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจน, ฟังก์ชั่นการใช้งาน และความเรียบง่าย
อาคารแห่งนี้มักจะถูกเรียกว่า 'โคลอสเซียมทรงจัตุรัส' (Square Colosseum) โดยอาคารทรงลูกบาศก์สุดโดดเด่นหลังนี้สูงถึง 6 ชั้น สะดุดตาด้วยการจัดวางซุ้มโค้งเรียงต่อกันในทุกๆ ชั้นของอาคาร ซ้ำๆ กันจำนวนรวมกว่า 54 ซุ้มในฟาซาดแต่ละด้านของตัวอาคาร พร้อมทั้งมีการใช้แสงเงา และความลึกเพื่อลดทอนความรู้สึกจำเจลง
นอกจากนี้การเลือกใช้หินอ่อนทราเวอร์ทีนเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างไม่เพียงแต่เชื่อมโยงอาคารเข้ากับมรดกทางสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ของโรมเท่านั้น แต่มันยังทำให้อาคารหลังนี้ดูมีชีวิตชีวาอีกด้วย เนื่องจากรูปลักษณ์ของอาคารที่เรามองเห็นก็จะเปลี่ยนไปตามสภาพของแสงในแต่ละช่วงเวลาของวัน

Above ผลงาน 'Calligraffiti' ขนาดใหญ่บนดาดฟ้าในแคมเปญ F is For ของ Fendi (ภาพ: Fendi)
แม้ว่าจะมีรากฐานการออกแบบมาจากยุคฟาสซิสต์ แต่อาคารแห่งนี้ก็ได้ก้าวข้ามจุดประสงค์ดั้งเดิมจากช่วงเวลาดังกล่าวไป โดยมันทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ของ Fendi มาตั้งแต่ปี 2015 และรองรับแคมเปญโปรโมทต่างๆ ของแบรนด์ เช่น การเปิดตัวแคมเปญ 'F is For' ในปี 2017 เมื่อดาดฟ้าของอาคารถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับงานศิลปะ 'Calligraffiti' ขนาดใหญ่ของศิลปินชาวรัสเซีย Pokras Lampas
ล่าสุดปี 2021 อาคารแห่งนี้กลายมาเป็นฉากหลังอันสวยงามของแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าผู้ชายคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2022 ของ Fendi โดย Silvia Venturini Fendi ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดชมวิวอันเป็นเอกลักษณ์ของอาคารเหนือเส้นขอบฟ้าของกรุงโรม
อ่านเพิ่มเติม: รวมผลงานการออกแบบของเหล่าแบรนด์ดัง ในงาน มิลาน ดีไซน์ วีค 2024
Salk Institute, California
Salk Institute for Biological Studies ในเมืองลาโฮย่า รัฐแคลิฟอร์เนีย สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr Jonas Salk ผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ แสดงให้เห็นถึงทักษะในการออกแบบโดยใช้แสงและพื้นที่ของสถาปนิกชาวอเมริกันอย่าง Louis Kahn
โครงสร้างแบบสมมาตรนี้ประกอบด้วยห้องแล็บที่วางขนานกัน 2 บล็อก ซึ่งเป็นโครงสร้างคอนกรีตแบบมินิมอลสร้างจากเถ้าภูเขาไฟโดยใช้เทคนิคแบบโรมันโบราณ ขนาบลานหินทราเวอร์ทีนที่เปิดโล่งพร้อมวิวของมหาสมุทรแปซิฟิกที่ทอดยาวล้อมเป็นกรอบ เสริมด้วยลานน้ำพุเส้นบางๆ ที่ดูเหมือนจะทอดยาวไปถึงขอบฟ้า เปล่งแสงสะท้อนสีชมพูท่ามกลางทางน้ำ

Above แฟชั่นโชว์ของ Louis Vuitton คอลเล็กชั่น Cruise 2023 ที่จัดขึ้นบนลานหินทราเวอร์ทีนของ Salk Institute (ภาพ: Louis Vuitton)
สถาปัตยกรรมสไตล์บรูทาลิสต์ของ Kahn แห่งนี้ถูกใช้เป็นฉากหลังสุดตระการตาของแฟชั่นโชว์ครั้งแรกเมื่อ Ghesquière เปิดตัวเสื้อผ้าจาก Louis Vuitton ในคอลเล็กชั่น Cruise 2023 ณ ลานหินทราเวอร์ทีนของอาคาร
“Salk Institute เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในสายตาผมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และสถาปัตยกรรมสไตล์บรูทัลลิสต์อันน่าทึ่งของ Louis Kahn ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางมหาสมุทรแปซิฟิกและพระอาทิตย์ตกที่แคลิฟอร์เนียแห่งนี้ มันช่วยสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่รู้จบ เป็นการเฉลิมฉลองให้กับสติปัญญา ความรู้ และความเชื่อในพลังของวิทยาศาสตร์” ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของแบรนด์ได้กล่าวถึงการใช้เวนิวนี้ในการจัดงาน
คอลเล็กชั่นแฟชั่นนี้ประกอบด้วยเดรสที่มีวอลุ่มจากเค้าโครงเส้นสายของ UFOs พร้อมผ้าสีเมทัลลิกที่ได้แรงบันดาลใจจากอวกาศ รวมถึงไบเกอร์แจ็คเก็ตที่ปักประดับสวยงาม พร้อมทั้งองค์ประกอบสไตล์โรมันอื่นๆ ซึ่งช่วยเสริมให้การผสมผสานระหว่างอดีตและความร่วมสมัยของอาคารหลังนี้สมบูรณ์ขึ้น
This story was originally written in English by Celeste Goh.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2024 โดย Celeste Goh โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
ชวนเที่ยวโฮจิมินห์ ฉบับ 48 ชั่วโมง เช็กอินสถานที่และกิจกรรมห้ามพลาด





























