บ้านร้าง โรงเรียนเก่า โรงหนังปิดกิจการ ซากตึกยุคสงครามโลก ไม่ว่าอาคารเก่าจะมีสภาพเช่นใด ก็สามารถพลิกฟื้นคุณค่า สร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่มให้เป็นจุดหมายได้ทุกทำเล หนึ่งในนั้นคือการสร้างสรรค์บูติกโฮเทล
ในเดือนที่มักมีฝนฟ้าคะนอง แต่เป็นวันที่ฟ้าโปร่งสบาย อากาศแจ่มใส Tatler มีนัดกับ ‘อาจารย์ขิง’ วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ ณ บูติกโฮเทลริมน้ำเจ้าพระยาระดับลักซ์ชูรีชื่อดังย่านสะพานพระรามแปดแห่งหนึ่ง
ระหว่างที่เรานั่งเรือข้ามฟากที่ทางโรงแรมมารับจาก ‘ฝั่งพระนคร’ เขาชี้ชวนให้ดูตึกเก่าริมน้ำทั้งสองฟากฝั่งที่บูรณะใหม่เป็นบูติกโฮเทลสองสามแห่ง พร้อมกล่าวว่า “บูติกโฮเทลดีๆ ในประเทศไทยหลายสิบแห่งเป็นของลูกศิษย์ผม”
คำบอกเล่านั้นไม่น่าจะเกินจริงนัก เพราะอาจารย์ขิงคือผู้เชี่ยวชาญและผู้บุกเบิกธุรกิจบูติกโฮเทลคนแรกๆ ของไทย ที่เปิดคอร์สอบรมและให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการ ‘เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติกโฮเทล’ โดยเขายังเป็นสถาปนิกที่ออกแบบทั้งสถาปัตยกรรมและตกแต่งภายในให้กับบูติกโฮเทลชื่อดังหลายแห่ง
ในแต่ละปี เขาได้เดินทางไปพักโรงแรมระดับโลกมากมาย โดยที่หลายแห่งอยู่ไกลอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกันเขาก็ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน ‘ที่พักขนาดเล็ก’ ให้เป็น ‘โรงแรม’ อย่างถูกกฎหมาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการออกแบบโรงแรมในประเทศไทยโดยเฉพาะบูติกโฮเทลให้เป็นที่พักระดับโลก
อ่านเพิ่มเติม: จากปารีสสู่ตะวันออกกลาง: สุนทรียภาพจากฝั่งตะวันออกที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี นำเสนอต่อวงการศิลปะระดับเวิลด์คลาส

Above วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ สถาปนิกบูติกโฮเทล (ภาพ: Worapon Teerawatvijit / สถานที่: Praya Palazzo)
มูลค่าของประสบการณ์
เมื่อเรือจอดเทียบกำแพงเรือนที่มีสะพานเล็กๆ เชื่อมทางเดินเข้าสู่ตัวตึก เราได้รับการทักทายอย่างเป็นกันเองจากผู้จัดการโรงแรม พร้อมอัธยาศัยไมตรีจากบริกรหญิงชุดไทยที่มาเสิร์ฟเวลคัมดริงก์เป็นน้ำกระเจี๊ยบเย็นหอมหวานชื่นใจ
อาจารย์ขิงยกแก้วขึ้นจิบแก้กระหาย “คุณดูนะ แก้วที่วรพันธุ์ดื่มถ้าเอาไปขายต่อ แค่ 10 บาทก็ยังไม่มีคนซื้อเลย (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นแก้วที่ David Beckham เคยจับ เผลอๆ ราคาอาจไปถึงหลักแสน สิ่งนี้คือมูลค่าของ ‘legacy story’ บูติกโฮเทลก็อย่างนี้แหละ มันคือการมอบประสบการณ์ให้กับผู้มาเยือนที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน ถ้านักออกแบบหรือนักลงทุนสามารถ ‘แงะ’ ประสบการณ์ที่ลูกค้า ‘ยอมจ่าย’ ออกมาได้ ทุกพื้นที่ก็สามารถทำที่พักราคาแพงได้ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลัก เมืองรอง เมืองหลืบ หรือเมืองลืม”
ทฤษฎีมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs) ซึ่งว่าด้วยลำดับห้าขั้นความต้องการของมนุษย์ถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายเพื่อสนับสนุนความคิดนี้ โดยอาจารย์ขิงวาดรูปพีระมิดขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าชั้นบนสุดของพีระมิดคือความต้องการที่เป็นคุณค่าทางจิตใจ หากสินค้าหรือบริการใดสามารถตอบสนองสิ่งนี้ได้ ลูกค้าจะยินดีซื้อสินค้าและบริการแม้จะมีราคาสูงขึ้น โจทย์ของบูติกโฮเทลจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเต็มใจจ่ายเงินเพื่อแลกกับประสบการณ์นั้นๆ
บูติกโฮเทลคือการมอบประสบการณ์ที่ผู้มาเยือนไม่สามารถหาได้จากที่ไหน ถ้านักออกแบบหรือนักลงทุนสามารถ ‘แงะ’ ประสบการณ์ที่ลูกค้า ‘ยอมจ่าย’ ออกมาได้ ทุกพื้นที่ก็สามารถทำที่พักราคาแพงได้ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลัก เมืองรอง เมืองหลืบ หรือเมืองลืม
“ผมไม่เคยเชื่อคำกล่าวที่ว่า ‘Location is the king.’ ที่มักถูกพูดถึงในมิติเดียวคือการมีคนผ่านเยอะ” กูรูบูติกโฮเทลกลั่นมุมมองจากการลงมือทำ
“โรงแรมทั่วไปต่างใช้โลเคชั่นเป็นจุดขายหลัก แต่หัวใจหลักของบูติกโฮเทลไม่ใช่อยู่ที่ทำเลหรือสิ่งอำนวยความสะดวก โมเดลของบูติกโฮเทลแท้จริงแล้วคือการแก้ปัญหาเรื่องทำเลที่ตั้งอยู่ห่างไกลมากๆ หรือทำเลที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อย เช่น อาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้าง พื้นที่ในเมืองที่อยู่ลึก ไม่มีที่จอดรถ รวมถึงเมืองในต่างจังหวัด หรือลึกเข้าไปในอำเภอที่ห่างไกลจากตัวจังหวัด ที่ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นแทบไม่ได้ แต่ถ้าทำเลนั้นสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง รวมถึงงานออกแบบมีความโดดเด่น ก็จะสามารถทำโรงแรมที่ได้ราคาห้องพักสูงอย่างบูติกโฮเทลได้”
งานออกแบบที่พลิกชีวิตอาคารเก่า
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดและเป็นหนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับอาจารย์คือ ‘อุไทยเฮอริเทจ’ ในอำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ที่รีโนเวต (ปี 2019) จากอาคารโรงเรียนเก่าร้างให้กลายเป็นบูติกโฮเทลขนาด 17 ห้องพัก แต่ยังคงบรรยากาศและกลิ่นอายโรงเรียนไว้ทุกอณู ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ กระดานดำ ห้องพักที่ตั้งชื่อตามห้องเรียน การเคารพธงชาติในเวลา 08:00 น. และ 18:00 น. ฯลฯ ซึ่งสามารถขายห้องพักได้ราคาสูงสุดถึง 8,000 บาทต่อคืน
อีกแห่งหนึ่งคือ ‘เวฬาวาริน’ ในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี อาคารไม้สามชั้นสไตล์จีน-ไทยหลังแรกของจังหวัดที่สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งผุพังเก่าร้างไปตามกาลเวลา แต่ได้หวนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่ออาจารย์ขิงเข้ามารับหน้าที่เป็นสถาปนิก ออกแบบ และควบคุมการก่อสร้าง หลังจากผู้เป็นเจ้าของ (อภิวัชร์ ศุภากร) ได้อ่านหนังสือ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล ที่อาจารย์เป็นผู้เขียน จนเกิดแรงบันดาลใจในการชุบชีวิตตึกเก่าที่คล้ายดั่งซากปรักหักพัง ให้กลายเป็นโรงแรมขนาด 11 ห้องพัก เน้นการเล่นแสงเงาและการออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ทวิภพ’ ที่เล่นกับความต่างระดับของพื้นที่เก่าและพื้นที่ใหม่ ปัจจุบันเรือนแรมแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กประจำจังหวัดอุบลราชธานี
“อาคารเก่ามีมูลค่า และควรถูกนำมาใช้ในแง่ธุรกิจ” อาจารย์ขิงกล่าวอย่างจริงจัง
“ลองคิดดู ทำเลที่มีความสะดวกน้อย ทำบ้านเช่า ทาวน์เฮาส์ ทำออฟฟิศยังไม่ได้ ทำหอพักเดือนละ 1,500 บาทก็ไม่ได้ แต่กลับทำห้องพักได้คืนละ 3,000 บาท” พร้อมแสดงทัศนะ “ถ้ามองเศรษฐกิจในภาพรวมนะ ประเทศไทยมีโปรดักต์สำคัญทางด้าน hospitality อยู่มากมาย ขณะที่สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ประมาณการว่า ในปี 2024 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีสัดส่วนคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลก เราจึงควรพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาในทิศทางนี้ คือทำเซ็กเมนต์ของบูติกโฮเทลให้มีราคาสูงขึ้น เรามีอาคารเก่าจำนวนมาก ถ้าสามารถนำมาแปลงเป็นรายได้ เช่น เป็นร้านอาหาร โรงแรมที่พัก หรือเป็นสถานที่เช่าถ่ายทำภาพยนตร์ มันก็ยังเป็นการช่วยประเทศชาติอนุรักษ์อาคารเก่าไปด้วย เพราะฟีลลิ่งของการเข้าไปในอาคารเก่าเป็นสิ่งที่อาคารใหม่ไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์ให้ได้”
เล็กแต่ปังในระดับโลก
กว่า 20 ปีแล้วที่สถาปนิกบูติกโฮเทลผู้นี้ได้อุทิศตนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ให้กล้าลงมือทำด้วยการใช้ประโยชน์จากอาคารเก่า ‘สร้างความเป็นไปได้ที่อยู่บนพื้นฐานของการทำได้จริง’ ให้ผู้คนที่อยากทำธุรกิจ เพราะเชื่อว่าคนไทยทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นเจ้าของบูติกโฮเทล
เขายังเป็นหัวขบวนสำคัญในการสร้างรูปแบบเศรษฐกิจ ‘Economies of Small Scale’ ที่เปลี่ยนโฉมวงการธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยต่างไปจากเดิม ผ่านการส่งเสริมธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กที่สามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนโดยรอบได้เป็นอย่างดี
“นี่คือธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” เขากล่าวอย่างมั่นใจจากความคิดที่ตกผลึกมาตั้งแต่การรีโนเวตโรงจอดรถเก่าขนาด 20 ตารางวา ให้เป็นที่พักขนาดเล็กสามห้องนอน ชื่อ Samsen 5 Lodge ในปี 2009
การออกแบบด้วยแนวคิดประหยัดพลังงานโดยใช้ประโยชน์จากแสงและทิศทางลม เพื่อให้เกิดความเย็นตามธรรมชาติ และยังมาพร้อมกับการตกแต่งในสไตล์เอเชียสีสันสดใส ที่กลมกลืนไปกับย่านเมืองเก่าในครั้งนั้น ทำให้ Samsen 5 Lodge ที่เขาลงทุน กลายมาเป็นต้นแบบของบูติกโฮเทลขนาดเล็กในเมืองไทย จนเป็นที่พูดถึงในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงในสื่อระดับโลกอย่าง National Geographic ด้วย
หัวใจหลักของบูติกโฮเทลคือการแก้ปัญหาเรื่องทำเลที่ตั้งที่อยู่ห่างไกลมากๆ หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อย แต่ถ้าทำเลนั้นสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง รวมถึงงานออกแบบมีความโดดเด่น ก็จะสามารถทำโรงแรมที่ได้ราคาห้องพักสูงเช่นบูติกโฮเทลได้

Above วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ สถาปนิกบูติกโฮเทล (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
เปิดเส้นทางสายบูติกโฮเทล
ย้อนไปในปี 2001 วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ เป็นสถาปนิกไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล Emerging Architecture Award จาก Architectural Review ของประเทศอังกฤษ และ FuturArc Prize Award for Green Architeture 2009 รวมทั้งรางวัลจากการประกวดออกแบบโดยสถาบันอื่นๆ อีกมากมาย โดยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะสถาปนิกแนวประหยัดพลังงาน ก่อนจะมาจับงานด้านบูติกโฮเทลจริงจังหลังความสำเร็จของ Samsen 5 Lodge ที่เสมือนจุดเปลี่ยนซึ่งทำให้เขากลับมาทบทวนเส้นทางชีวิตในสายสถาปนิก ซึ่งจะว่ากันตามความจริงแล้ว อาจารย์ขิงเป็นคนที่เติบโตมาในธุรกิจที่พักโดยแท้ เพราะบิดาของเขาคือผู้เริ่มต้นธุรกิจโฮสเทลคนแรกของประเทศไทยในชื่อ Bangkok Youth Hostel การได้มีโอกาสคลุกคลีในธุรกิจของครอบครัวจึงเป็นการเปิดโลกวัยเยาว์ของเขา
“ที่บ้านมีหนังสือเยอะ ผมชอบอ่านหนังสือเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะผลงานเขียนของ Peter Drucker และ The Art of War ของ Sun Tsu (ซุนวู)” เขากล่าวพร้อมยกคำคมของ Drucker ในหนังสือ Managing Oneself (ปัญญางาน จัดการตน) ที่สอนให้ ‘พัฒนาสิ่งที่เราดีอยู่แล้วให้ดีเลิศ’ นั้น ได้ทำให้เขาฉุกคิดถึงการกำหนดเข็มทิศชีวิตตัวเองในการบุกเบิกเส้นทางสายบูติกโฮเทล ตั้งแต่การรับงานออกแบบอาคารเก่ามาเป็นโรงแรมผ่าน ‘Super Green Studio’, การจัดหลักสูตร ‘เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเตล: School of Creative Hotel Makers’, การลงทุนในแอปพลิเคชั่น ‘Homemade Stay’ ซึ่งเป็นทั้งชุมชนผู้ประกอบการและระบบการจัดการโรงแรมขนาดเล็ก จนมีเครือข่ายที่พักขนาดเล็กทั่วประเทศจำนวนมากนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2010
การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และความเป็นเมืองร่วมสมัย
สไตล์การออกแบบของอาจารย์ขิงจะมุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืน มีเอกลักษณ์โดดเด่น คำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ กลมกลืนไปกับชุมชนและเมือง
“โรงแรมที่ดีควรสะท้อนคาแร็กเตอร์ของเมือง เพราะเวลาไปที่ไหนเราย่อมต้องการเสพความเป็นเมืองนั้นๆ”
เขายังบอกว่าบุคคลที่ส่งอิทธิพลต่อสไตล์การออกแบบของเขาคือสองสถาปนิกระดับโลกซึ่งเขามีโอกาสเข้าไปฝึกงานเมื่อครั้งศึกษาในระดับปริญญาโทที่ประเทศอินเดีย ได้แก่ Raj Rewal ในอินเดีย [ผลงานเด่นๆ เช่นหอสมุดรัฐสภาในนิวเดลลี ซึ่งมีรูปแบบผังพื้นคล้ายคลึงภาพมณฑล (Mandala) ในพุทธศาสนาของอินเดีย] และ Geoffrey Bawa ของศรีลังกา ผู้บุกเบิกสถาปัตยกรรม ‘Tropical Modernism’ ที่เขาได้เข้าไปทำงานในสำนักงานช่วงท้ายๆ ของปรมาจารย์ผู้นี้
ทั้งคู่เป็นสถาปนิกในกลุ่มภูมิภาคนิยมเชิงวิพากษ์ (critical regionalism) ที่เน้นการสร้างสำนึกแห่งสถานที่ (sense of place) และอัตลักษณ์ (identity) ให้เกิดขึ้นผ่านสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (modern architecture) โดยอาศัยความเชื่อมโยงกับโลเคชั่น ความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมในทุกมิติ และการใช้วัสดุท้องถิ่น แต่มีความงามในแบบที่ยาวนาน ไม่ฉาบฉวย
อ่านเพิ่มเติม: ภาษาใหม่ของความลักซ์ชูรีในงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบ กับเทรนด์ปี 2025
ในการประกวดนางงาม ถ้าอยากให้มงลง แปลว่าคุณต้องสวย ต้องมีคาแร็กเตอร์งามสง่า ตอบคำถามได้สมาร์ต บูติกโฮเทลก็เช่นเดียวกัน นอกจากต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีการใช้งานที่ดีแล้ว ยังต้องมีทัศนคติในการบริการที่ดี มีคุณค่าต่อสังคม รวมถึงสามารถทำราคาต่อห้องได้ดี ก็จะเป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ
พื้นที่ของการส่งมอบมรดกทางวัฒนธรรม
อาจารย์ขิงยกแก้วน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ ขึ้นจิบอีกครั้งพร้อมดวงตาที่ส่งประกายศรัทธาเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าทุกคนมีพลังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง และยังพัฒนาศาสตร์การทำโรงแรมขนาดเล็กจากการตกผลึกทางความคิดและประสบการณ์ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘Small Hotel Movement’ ที่เปลี่ยนความคิดเรื่องการทำโรงแรมของคนจำนวนมากไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องการลงทุนในทำเลที่ห่างไกลด้วยต้นทุนที่ทุกคนสามารถทำได้
“การที่คุณทำโรงแรม (ขนาดเล็ก) มันคือการทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เพราะบูติกโฮเทลจะช่วยอนุรักษ์ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม ไปโดยอัตโนมัติ ถ้าโมเดลนี้กระจายไปทั่วประเทศ ประเทศชาติเราจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงไหน คุณเป็นคนที่ประเทศชาติจะขอบคุณคุณได้ เพราะบูติกโฮเทลคือทางรอดของประเทศไทย ลูกหลานสามารถขอบคุณคุณได้เต็มปาก ว่าคุณได้ส่งมอบสิ่งนี้ให้เขาโดยที่คุณไม่รู้ตัว”
แม่น้ำเจ้าพระยายังคงเอื่อยไหล เช่นเดียวกับกาลเวลาที่คืบเคลื่อนดั่งกระแสธารซึ่งไม่เคยหวนคืน เหลือไว้เพียงเรื่องราวแต่กาลเก่าให้เล่าขาน เรือข้ามฟากส่งเรากลับมาสู่จุดแรกรับ และพบอาคารเก่าอีกหลายหลังที่ยังคงรอวันฟื้นคืนชีวิตชีวาเพื่อเริ่มต้นเปิดรับผู้มาเยือนอีกครั้งหนึ่ง
อ่านเพิ่มเติม:















