พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี กำลังแสดงบทบาทสำคัญในฐานะผู้เชื่อมโยงวัฒนธรรมในระดับโลก หลังความสำเร็จจากนิทรรศการศิลปะโพสท์อิมเพรสชันนิสม์ (Post-Impressionism) ครั้งล่าสุด ที่ได้ขยายการรับรู้ของศิลปะเอเชียและตะวันออกกลางสู่งานศิลป์ตะวันตกสายหลัก
พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ฌอง นูแวล (Jean Nouvel) และนำพิพิธภัณฑ์ชื่อดังของปารีสมาเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ และจะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรร่วมจนถึงปี 2047 โดยพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส และสถาบันศิลปะในฝรั่งเศสอื่นๆ อีกหลายแห่งได้ให้ยืมผลงานมาจัดแสดง จึงน่าแปลกใจเมื่อได้เรียนรู้ว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการแสดงความเคารพต่อ La République นั้นไม่ได้เป็นเพียงด่านหน้าของสถาบันศิลปะตะวันตกเท่านั้น
Tatler ได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี ช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โครงสร้างอาคารหลังคาทรงโดมยักษ์ขนาดกว้าง 180 เมตรอันน่าทึ่งนี้ ประกอบด้วยชั้นสเตนเลสสตีลและอะลูมิเนียมปกคลุมพื้นที่จัดแสดง เมื่อมองจากระยะไกล อาคารที่มีน้ำล้อมรอบนี้ชวนให้นึกถึงเมดินาซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สอง (รองจากเมืองเมกกะ) ของศาสนาอิสลาม หรือทำให้รำลึกถึงย่านประวัติศาสตร์ของดินแดนอาหรับที่ลอยอยู่บนน้ำ ขณะที่แสงแดดซึ่งส่องผ่านช่องว่างรูปดาวภายในโดมนั้น ทอดเงาเป็นลวดลายลงบนพื้น ซึ่งนูแวลเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ฝนแห่งแสง” ที่ให้เอฟเฟกต์ของเงาเพื่อเชิดชูต้นปาล์มในภูมิภาคนี้
นอกจากนี้ทุกรายละเอียดของการออกแบบก็ยังชี้ให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มาบรรจบกันระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และส่วนอื่นๆ ของโลก พร้อมกับฐานะ ‘โอเอซิส’ แห่งความรู้
อ่านเพิ่มเติม: ดื่มด่ำคริสต์มาสสีขาวท่ามกลางหิมะ ในหลากหลายปลายทางที่สวยที่สุดของเอเชีย

Above ใต้โดมของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี (ภาพ: พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี)
อัตลักษณ์ที่ว่านี้ยังสะท้อนอยู่ในการจัดแสดงผลงานของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย โดยนิทรรศการล่าสุด Post-Impressionism: Beyond Appearances ซึ่งเปิดตัวในเดือนตุลาคมและจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2025 ได้นำเสนอมุมมองใหม่ในระดับโลกต่อสิ่งที่มักเป็นศูนย์กลางของยุโรปในช่วงปี 1886-1905 นิทรรศการนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือกับ Musée d’Orsay ที่มีคอลเล็กชั่นผลงานศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ชื่อดังอย่าง Van Gogh และ Monet และบริษัทที่ปรึกษาด้านพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ France Muséums โดยหยิบยืมผลงานมาจากพิพิธภัณฑ์และสถาบันทางวัฒนธรรมเก้าแห่งทั่วโลก
นิทรรศการนี้มีผลงานศิลปะของศิลปินคนสำคัญในยุคโพสท์อิมเพรสชันนิสม์มากกว่า 100 ชิ้น โดยเป็นกระแสศิลปะของฝรั่งเศสที่พัฒนาขึ้นระหว่างปี 1886-1905 ที่ศิลปินเปลี่ยนบทบาทดั้งเดิมของภาพวาดจากการเป็นหน้าต่างที่เปิดสู่โลกภายนอก มาเป็นภาพสะท้อนภายในใจและจิตวิญญาณของตนเอง

Above Manuel Rabaté ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี (ภาพ: Tatler Hong Kong)

Above Jérôme Farigoule หัวหน้าภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี (ภาพ: Tatler Hong Kong)
ภาพวาดของสองศิลปินชาวญี่ปุ่นที่เชื่อกันว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Van Gogh ได้แก่ ภาพวาด Plum Garden at Kameido (1857) และ Sudden Shower on Shin-Ōhashi Bridge and Atake (1857) ของ Utagawa Hiroshige และภาพวาด Yōrō Waterfall in Mino Province (1830-1834) ของ Katsushika Hokusai ได้รับการจัดแสดงอยู่ตรงข้ามกับภาพ Divan Japonais (1892) และ At the Gaieté-Rochechouart, Nicolle (1893) ของ Toulouse-Lautrec โดยผลงานของศิลปินชาวญี่ปุ่นทั้งสองเป็นภาพโปสเตอร์ที่มีองค์ประกอบเรียบง่ายและเป็นทางการ ซึ่งแตกต่างไปจากขนบธรรมเนียมงานวิจิตรศิลป์ของฝั่งยุโรป โดยเป็นการขับเน้นถึงอิทธิพลของศิลปะเอเชียที่มีต่อศิลปินโพสท์อิมเพรสชันนิสม์ในยุโรปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
อีกส่วนหนึ่งของห้องโถงมีภาพวาดสองชิ้นของศิลปินชาวอียิปต์ Georges Hanna Sabbagh ได้แก่ ภาพ The Artist and His Family at the Church of La Clarté (1920) ที่ยืมมาจากพิพิธภัณฑ์ Centre Pompidou และภาพ The Sabbaghs in Paris (1921) ซึ่งยืมมาจาก Musée de Grenoble โดยผลงานของ Sabbagh มีแรงบันดาลใจมาจากชีวิตส่วนตัวของเขาและขบวนการศิลปะของกลุ่มนาบี (Les Nabis) ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินอาวองการ์ดของยุคโพสท์อิมเพรสชันนิสม์ในฝรั่งเศส เขายังมีบทบาทสำคัญในวงการศิลปะของปารีส ภาพวาดของ Sabbagh ในอาบูดาบีแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันกว้างไกลของโพสท์อิมเพรสชันนิสม์จากนอกยุโรป และเน้นย้ำถึงความพยายามของลูฟวร์ อาบูดาบี ในการขยายขอบเขตประวัติศาสตร์ศิลปะ

Above The Sabbaghs in Paris (1921) โดย Georges Hanna Sabbagh (ภาพ: กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอาบูดาบี)

Above Divan Japonais (1892) โดย Henri de Toulouse-Lautrec (ภาพ: กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอาบูดาบี)
“ลูฟวร์ อาบูดาบี แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพิพิธภัณฑ์ในปารีสที่จัดวางผลงานเป็นกลุ่มเป็นแผนกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรม จิตรกรรม ภาพวาดเส้น มัณฑนศิลป์ ของเก่า ของโบราณจากตะวันออก และของโบราณจากกรีกและโรมัน” เจโรม ฟาริกูล (Jérôme Farigoule) หัวหน้าภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี กล่าว
“ที่นี่ เรามีเป้าหมายหลักคือการสร้างความเชื่อมโยงและบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ ที่เรานำมาผสมผสานกันเพื่อรับรู้ถึงอิทธิพลระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และพื้นที่อื่นๆ บนโลก”
มานูเอล ราบัตเต (Manuel Rabaté) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี ก็มีมุมมองที่สอดคล้องกัน
“พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ใช่ส่วนขยายของลูฟวร์ ปารีส” เขากล่าว “แต่เป็นพิพิธภัณฑ์สากลที่รังสรรค์จินตนาการใหม่ๆ ในการบอกเล่าเรื่องราวความธรรมดาสามัญของมนุษยชาติผ่านงานศิลปะ แทนที่จะจัดแบ่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เราจะเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยง ในนิทรรศการเดียวกันนี้จึงสามารถมีงานศิลปะจากจีน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งจากชุมชนท้องถิ่น เพื่อเข้าถึงงานศิลปะระดับโลก”
นอกจากนี้มันยังทำให้ศิลปินชาวเอมิเรตส์มีที่ยืนอยู่บนแผนที่โลก เช่น ผ่านการประกวดรางวัลศิลปะประจำปีของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี อย่าง ‘Art Here’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์นาฬิกาหรู Richard Mille ในการส่งเสริมผู้ทำงานด้านศิลปะในภูมิภาค
อ่านเพิ่มเติม: รวมนาฬิกาหรูฉบับอีโรติก ตั้งแต่ Chopard ไปจนถึง Richard Mille

Above Shared Motion โดย Sarah Al Mehairi (ภาพ: Tatler Hong Kong)
สำหรับการมอบรางวัลของ Art Here 2024 มีศิลปินกว่า 200 รายจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และแอฟริกาเหนือที่ส่งผลงานการสำรวจในขณะใช้ประโยชน์หรือการสนองตอบต่อพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต ภายใต้ธีม ‘การตื่นรู้’ ผลงานที่เข้ารอบสุดท้ายซึ่งผ่านการคัดเลือกในเดือนกันยายนได้รับการจัดแสดงในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์จนถึงวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา และผู้ชนะเลิศซึ่งจะประกาศในเดือนมกราคม 2025 จะได้รับเงินรางวัล 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.05 ล้านบาท)
ซาราห์ อัล มีแฮรี (Sarah Al Mehairi) ศิลปินและกวีจากอาบูดาบี เป็นหนึ่งในผู้เข้ารอบห้าคนสุดท้ายของปีนี้ ผลงานศิลปะจัดวาง Shared Motion ของเธอซึ่งเป็นสื่อโสตทัศน์ นำเสนอคำว่า ‘wind’ ในภาษาอาหรับ เปอร์เซีย ฮินดี และอูรดู สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางภาษาศาสตร์ของภูมิภาคที่ล้อมรอบทะเลอาหรับ
“มันเป็นความงดงามที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในวงการศิลปะของอาบูดาบี เพราะไม่ใช่แค่ตัวคุณที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ แต่คุณยังเป็นผู้กำหนดรูปโฉมวงการศิลปะของที่นี่และในตอนนี้ด้วย” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่ารู้สึกยินดีมากที่ได้เห็นบ้านเกิดของเธอกลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย
“ฉันเชื่อว่าผลงานของฉันอธิบายการเติบโตนั้นได้ดี และมันแทบจะเหมือนจดหมายรักถึงเมืองของฉันเลย” เธอกล่าวว่าสิ่งที่เป็นคุณูปการสูงสุดจากการเป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายคือการเติบโตในอาชีพการงาน
“มันน่าทึ่งอยู่เสมอที่ได้เห็นสถาบันอย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี สนับสนุนศิลปินในท้องถิ่นของตนเองและนำศิลปินจากทั่วภูมิภาคมารวมกัน”

Above Tilling the Soil โดย Férielle Doulain-Zouari (ภาพ: กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอาบูดาบี)
เฟริแยล ดูแลง-ซูอารี (Férielle Doulain-Zouari) ศิลปินชาวฝรั่งเศส-ตูนิเซีย อีกหนึ่งผู้เข้ารอบสุดท้าย เจ้าของผลงานศิลปะจัดวาง Tilling the Soil ซึ่งสร้างสรรค์จากอิฐ 500 ก้อนที่ทำจากดินเหนียว ดิน และทราย จากตูนิเซียและชาร์จาห์ (หนึ่งในเจ็ดรัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากแหล่งโบราณคดีในอาบูดาบี ผ่านการสำรวจแนวคิดของความทรงจำและภูมิทัศน์ที่ได้รับผลกระทบจากองค์ประกอบของมนุษย์และธรรมชาติ
“รางวัลทางศิลปะช่วยให้ฉันเป็นที่รู้จักในระดับโลก และมีโอกาสได้แสดงความเป็นตัวเอง” ศิลปินสาวซึ่งจัดแสดงผลงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นครั้งแรกผู้นี้กล่าว เธอบอกว่าการสร้างมิตรภาพและคอนเน็กชั่นคือสิ่งที่เป็นจุดเด่น และหวังว่าเธอจะได้กลับมาที่อาบูดาบีเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะอีก

Above ทีมงานพิพิธภัณฑ์กำลังตรวจสอบงานศิลปะปฏิสัมพันธ์ (interactive installation) ในนิทรรศการ Post-Impressionsm: Beyond Appearances (ภาพ: พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี)
เช่นเดียวกับที่ผลงานศิลปะซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี ทำหน้าที่เชื่อมโยงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับโลกภายนอก ทีมงานเองก็ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างความเชื่อมโยงนั้น ดร.กิลเฮม อังเดร (Dr. Guilhem André) ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการด้านวิทยาศาสตร์ ภัณฑารักษ์ และคอลเล็กชั่นของพิพิธภัณฑ์ กล่าวว่า ทั้งทีมงานภัณฑารักษ์และฝ่ายบริหารต่างก็มี “การเข้าร่วมของชาวเอมิเรสต์ที่แข็งแกร่งอย่างมาก ซึ่งตอกย้ำพันธสัญญาของพิพิธภัณฑ์ในการรวบรวมมุมมองในภูมิภาคมาไว้ด้วยกัน"
เขายกตัวอย่างโดยเน้นถึงการทำงานของ Aisha Al Ahmadi ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ที่ดูแลนิทรรศการ Post-Impressionism: Beyond Appearances และยังเป็นผู้ที่ "มีบทบาทสำคัญในฐานะสมาชิกชาวเอมิเรตส์ในทีมภัณฑารักษ์ ผลงานของเธอฉายให้เห็นความมุ่งมั่นของพิพิธภัณฑ์ในการสร้างพลังให้แก่ศิลปินผู้มากความสามารถในแวดวงศิลปะ"
จากนั้น เขากล่าวว่าในระดับผู้บริหาร C-suite มีผู้อำนวยการที่เป็นชาวเอมิเรตส์ในแผนกต่างๆ เช่น การพัฒนาธุรกิจ การตลาดและการสื่อสาร การปฏิบัติการทางเทคนิค และการสร้างประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชม "เพื่อส่งเสริมคนท้องถิ่นที่มีความสามารถภายในสถาบัน"
นอกจากนี้ พนักงานของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังได้รับโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรมในสถาบันศิลปะต่างๆ อีกด้วย เช่น Al Ahmadi ถูกส่งไปที่เกาหลีใต้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ภัณฑารักษ์ Mariam Al Dhaheri ซึ่งจะรับผิดชอบนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ The Kings and Queens of Africa ซึ่งจะจัดขึ้นเดือนมกราคมปีหน้า ได้ไปศึกษาดูงานเป็นเวลาหกเดือนที่ Musée du Quai Branly ในปารีส ขณะที่คนอื่นๆ ก็ถูกส่งตัวไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในปารีส
“ฉันต้องทำให้มั่นใจว่าทักษะและความเชี่ยวชาญของพวกเขาจะได้รับการพัฒนา และให้เขาเหล่านั้นได้มีส่วนร่วมในนิทรรศการของเรา” อังเดรกล่าว

Above The Bedroom at Arles โดย Vincent van Gogh (ภาพ: อนุเคราะห์โดยพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี)
การส่งเสริมผู้มีความสามารถสูงทางศิลปะและวัฒนธรรมถือเป็นรากฐานสำคัญของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาตั้งแต่ยุคก่อตั้งในปี 1971 โดยชีค Zayed bin Sultan Al Nahyan ทั้งนี้ตามข้อมูลของมูลนิธิวัฒนธรรมอาบูดาบี (Cultural Foundation Abu Dhabi) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมแห่งแรกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และถือเป็นแบบร่างของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี ระบุว่า ศิลปินชาวเอมิเรตส์บางคนเดินทางไปไคโรเพื่อศึกษาศิลปะชั้นสูงในช่วงทศวรรษ 1970s โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากระบบทุนการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ทำให้เมืองหลวงของอียิปต์เป็นตัวเลือกยอดนิยม และนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา บรรดาศิลปินก็ได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และเอธิโอเปีย เพื่อศึกษาทางด้านวิจิตรศิลป์ (fine art) เมื่อกลับมาที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พวกเขาก็ได้ก่อตั้งสถาบันศิลปะ เช่น สมาคมวิจิตรศิลป์แห่งเอมิเรตส์ (Emirates Fine Art Society) และมูลนิธิวัฒนธรรม เพื่อขยายอุตสาหกรรมศิลปะและการศึกษาด้านศิลปะในท้องถิ่น
ในปี 2004 หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มเติบโตเกือบจะก้าวกระโดด เมื่อกรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของอาบูดาบีตัดสินใจพัฒนาเกาะซาดิยาต (Saadiyat Island) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งของเอมิเรตส์ให้เป็นเขตวัฒนธรรมซาดิยาต โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานใหญ่ในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของเอมิเรตส์ที่ต้องพึ่งพาน้ำมัน การพัฒนานั้นยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จในพื้นที่ดังกล่าวนอกจากตัวพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี ก็ยังครอบคลุมถึงพิพิธภัณฑ์ Guggenheim, TeamLab Phenomena, Berklee, Manarat Al Saadiyat, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Zayed และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอาบูดาบี

Above อาคาร Guggenheim Abu Dhabi ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ถ่ายเมื่อเดือนตุลาคม 2024 (ภาพ: Tatler Hong Kong)
พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่เปิดให้บริการเมื่อปี 2017 ขณะที่ TeamLab Phenomena ได้ประกาศการคาดการณ์ว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ก่อนสิ้นปี 2024 ส่วนพิพิธภัณฑ์ Guggenheim จะเปิดตัวในปี 2025
เป็นที่ประจักษ์ว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี ประสบความสำเร็จในฐานะสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของโลก โดยปีที่แล้วมีผู้เข้าเยี่ยมชม 1.2 ล้านคน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มีความหมายเมื่อพิจารณาตามปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาอาบูดาบี 24 ล้านคน
“72 เปอร์เซ็นต์มาจากเมืองต่างๆ ของโลก ส่วนอีก 28 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นชาวเอมิเรตส์” มานูเอล ราบัตเต กล่าว แม้ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถเทียบได้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในปารีสจำนวน 8.9 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปได้ด้วยโครงการซึ่งเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในระดับโลกที่กำลังจะมาถึงของพิพิธภัณฑ์
หลังการจัดแสดงศิลปะแอฟริกันในเดือนมกราคมปีหน้า จะมีการแสดงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นทางการค้าในเอเชีย ซึ่งราบัตเตได้ระบุถึงพันธมิตรในฮ่องกงหรือจีนแผ่นดินใหญ่ ก่อนจะมีการจัดแสดงผลงานของ Picasso จากนั้นจะมีนิทรรศการที่เน้นไปที่ศิลปะของนักรบแมมลุก (Mamluk) ซึ่งเป็นนักรบทาสของอาณาจักรมุสลิมยุคกลาง ส่วนการแสดงก่อนหน้านี้คือนิทรรศการศิลปะอิสลาม ภาพยนตร์บอลลีวูด นิทานฝรั่งเศส เปอร์เซีย และอาหรับ

Above บริเวณเปลือกอาคาร (facade) ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี (ภาพ: กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอาบูดาบี)
“การจัดนิทรรศการหลากหลายหัวข้อช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและเสริมสร้างความเข้าใจในระดับลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่รวมพวกเราเข้าด้วยกัน สอดคล้องกับพันธกิจทั้งหมดของเราในการกระตุ้นการสนทนาและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ อย่างแนบเนียน” ดร.กิลเฮม อังเดร กล่าว
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ สิ่งเหล่านี้จะยังคงเป็นเช่นเดิมหรือไม่หลังจากปี 2047 ซึ่งจะเป็นปีที่สิทธิ์ในการใช้ชื่อพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สิ้นสุดลง ราบัตเตนั้นยอมรับว่าชื่อดังกล่าวช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ และแม้ทีมงานจะบอกว่ายังเร็วเกินไปที่จะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกสองทศวรรษข้างหน้า แต่ก็มีเหตุผลที่ดีที่ทำให้เชื่อว่าหากการจัดแสดงผลงานยังมีมาตรฐานสูงเช่นนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งชื่อที่บรรเจิดนี้เพื่อกำหนดผลงานและเอกลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป
This story was originally written in English by Zabrina Lo.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2024 โดย Zabrina Lo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
เมื่อการ 'รีไซเคิลทอง' ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นมรดกตกทอดที่ท้าทายวัฒนธรรมการโยนทิ้งของโลกสมัยใหม่
การหวนกลับสู่เส้นทางรางเหล็กของรถไฟสายตำนาน Eastern & Oriental Express
ชวนฟัง 12 เพลงประกอบซีรีส์เกาหลีย้อนยุค ก่อนเคานต์ดาวน์นับถอยหลังปีใหม่ 2025





