เมซงแชมเปญชั้นเลิศจัดกิจกรรม ‘Krug x Single Ingredient’ ครั้งล่าสุดในกรุงเทพฯ ที่ร้าน Nusara กับการจับคู่แชมเปญและอาหารไทยร่วมสมัย
แชมเปญกับดอกไม้ในจานอาหารดูจะไม่ใช่การจับคู่ที่นักดื่มและนักชิมส่วนใหญ่นึกถึง แต่สำหรับ Krug แบรนด์แชมเปญเก่าแก่ การผสมผสานที่คาดเดาได้ยากและท้าทายคือปัจจัยสำคัญที่สร้างความน่าสนใจและร่วมสมัยให้กับแบรนด์ ในโอกาสเปิดตัว ‘Krug x Single Ingredient’ ในปีนี้ Krug นำเสนองานฝีมือชั้นเลิศในการผลิตแชมเปญผ่านดินเนอร์มื้อพิเศษ Krug x Flower 2025 ที่ Nusara พร้อมการมาเยือนไทยครั้งแรกในรอบสามสิบปีของ Olivier Krug (โอลิวิเยร์ ครุก) ทายาทรุ่นที่หกของตระกูลที่สืบทอดธุรกิจและวิถีการผลิตแชมเปญชั้นเลิศ
Krug ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1843 ที่เมืองแร็งส์ (Reims) ประเทศฝรั่งเศส โดย Joseph Krug นักสร้างสรรค์ผู้มีวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และเข้าใจว่าหัวใจหลักของแชมเปญคือความรื่นรมย์และมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์แชมเปญที่ยอดเยี่ยมในทุกๆ ปี โดยพยายามควบคุมการผลิตไม่ให้สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อคุณภาพแชมเปญ และคงเอกลักษณ์ขององุ่นที่ปลูกในแต่ละพื้นที่ของไร่ตามแนวทางการผลิตแบบ one plot, one wine ซึ่งโดยตลอดหกรุ่นของครอบครัว Krug ได้สืบทอดและพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง และยังคงรักษาความเชี่ยวชาญและศิลปะแห่งการทำแชมเปญไว้ได้อย่างครบถ้วน
อ่านเพิ่มเติม: เตรียมตัวก่อนเทสติ้ง กับข้อควรรู้วิธีการชิมสปิริตที่ถูกต้อง

Above Olivier Krug ทายาทรุ่นที่หกของตระกูลที่สืบทอดธุรกิจและวิถีการผลิตแชมเปญชั้นเลิศ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
“ผมมองว่าวีถีแบบดั้งเดิมของเรานี่แหละที่ทำให้เราสามารถต่อยอดด้านนวัตกรรม และพาแบรนด์ไปยังจุดที่มีความร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย” โอลิวิเยร์ ให้สัมภาษณ์กับ Tatler
“จุดเริ่มต้นของแบรนด์ตอนที่ปู่ทวดของผมก่อตั้ง Krug ขึ้นมา คือแนวคิดที่อยากนำเสนอแชมเปญคุณภาพล้ำเลิศที่ไม่เคยมีมาก่อนในตอนนั้น และนั่นเป็นวิสัยทัศน์ที่เรายึดถือตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เราสามารถรักษาคุณภาพขั้นสูงเอาไว้ได้จากศาสตร์และศิลป์ และความเชี่ยวชาญในการทำแชมเปญของเรา ซึ่งคุณภาพที่ชัดเจนและเชื่อถือได้นี่เองที่ทำให้เรายังคงเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบและให้การยอมรับมาถึงปัจจุบัน คุณภาพเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัยใฝ่หาและต้องการอยู่แล้วครับ”
อ่านเพิ่มเติม: Shatbhi Basu บาร์เทนเดอร์หญิงคนแรกของอินเดียผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักผสมเครื่องดื่มทั่วประเทศ
Above ความเป็นเลิศด้านคุณภาพคือวิสัยทัศน์ที่แชมเปญ Krug ยึดถือมาตลอด (ภาพ: Krug)
“ในด้านนวัตกรรม ผมขอเล่าคร่าวๆ ว่าการปลูกองุ่นและทำไวน์เป็นกรรมวิธีที่เราต้องพึ่งพาธรรมชาติอย่างมาก เราเองเป็นไร่ไวน์ที่ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกอยู่แล้ว เรื่องนั้นมั่นใจได้ แต่ในปัจจุบันที่สภาวะอากาศแปรปรวน เราต้องนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาช่วยควบคุมคุณภาพขององุ่นและไวน์ที่ได้ ซึ่งเรานำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาใช้ที่ Joseph Winery วินยาร์ดใหม่ที่เราสร้างขึ้นใหม่โดยโฟกัสไปที่แนวคิดยั่งยืนและได้รับรางวัลในด้านนี้ด้วย ซึ่งนอกจากคุณภาพของแชมเปญแล้ว ความยั่งยืนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญ”
อ่านเพิ่มเติม: 'Saam' การผสมผสานที่ลงตัวของร้านอาหารไทยและไวน์บาร์สไตล์ออสเตรเลีย
Above เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟเจ้าของร้าน Nusara ที่เป็น Krug Ambassade หรือร้านอาหารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของ Krug ผ่านอาหารและการแพริ่งได้เป็นอย่างดีร้านแรกของประเทศไทย (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
“ส่วนเรื่องของความร่วมสมัยซึ่งสำคัญมากในยุคนี้ที่ตลาดไวน์และเครื่องดื่มทั่วไปมีความหลากหลายขึ้น และผู้บริโภคก็มีตัวเลือกมากขึ้น Krug เป็นแบรนด์แชมเปญแรกที่นำอาหารและการแพริ่งเข้ามาตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว ที่คนทั่วไปยังความคิดว่าแชมเปญต้องดื่มคู่กับคาเวียร์เท่านั้น เราได้จัดกิจกรรมที่เรียกว่า Single Ingredient ที่ทุกๆ ปีเราจะเลือกวัตถุดิบง่ายๆ ไม่ได้หรูหราอะไรมาสร้างสรรค์โดยเชฟที่มีความสามารถเพื่อแพร์กับแชมเปญ Krug ที่เราเชื่อว่ามีทั้งความสดใส มีกลิ่นรสของผลไม้ชัดเจน และความสดชื่นจากพรายฟองที่เข้ากับอาหารได้เกือบทุกรูปแบบ ช่วยแสดงถึงบุคลิกที่หลากหลายของแชมเปญจากเมซงของเราและการเชิดชูให้เกียรติวัตถุดิบ ‘เล็กๆ” ที่อาจดูไม่สลักสำคัญแต่สามารถเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สร้างอิมแพ็กที่ยิ่งใหญ่ได้”
โอลิวิเยร์ เท้าความถึงกิจกรรม Single Ingredient ว่า โดยทั่วไปแชมเปญจะใช้องุ่นเพียงไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้นในการผลิต แต่ Krug เป็นแบรนด์ที่ใช้องุ่นทุกสายพันธุ์ที่พบได้ในแคว้นแชมเปญของฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นหรือองุ่นที่ไม่เป็นที่รู้จัก ขอเพียงให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของเมซงเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้มีรากฐานจากความคิดที่ว่าความหลากหลายและรายละเอียดเล็กน้อยสามารถสร้างภาพรวมที่มีมิติและความแตกต่างที่น่าสนใจได้ เช่นเดียวกับศิลปะการทำอาหารที่เชฟไม่ได้ใส่ใจแต่วัตถุดิบหลักราคาแพงเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงวัตถุดิบอื่นๆ ที่เมื่อนำมาประกอบกันแล้วจะสร้างรสชาติ สัมผัส และกลิ่นหอมที่ดึงดูดใจ
ปีที่ผ่านๆ มา Krug เลือกสรรวัตถุดิบที่หลากหลายมาจัดกิจกรรม ตั้งแต่มันฝรั่ง เลมอน พริกไทย ไข่ เห็ด หัวหอมใหญ่ และข้าว ส่วนในปีนี้ Krug เลือกวัตถุดิบเป็นดอกไม้ที่แต่ละเขตแดนมีกลิ่นและรสที่หลากหลายแตกต่างกันไป ในประเทศไทย Krug จัดดินเนอร์มื้อพิเศษ Krug x Flower 2025 ที่ Nusara ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งโดยเชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร กับเมนูอาหารไทยร่วมสมัยที่แพร์กับแชมเปญได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นยำปลาหมึกเสิร์ฟคู่กับแชมเปญ Krug Grande Cuvée 172ème Édition แกงปูใบชะพลูกับหมี่กรอบและต้มข่าปลาสลิด จัดเสิร์ฟคู่กับแชมเปญ Krug 2004 และเมนูอาหารไทยอีกหลากหลายที่เสิร์ฟแบบสำรับ ประกอบด้วยเมนูพะแนงเนื้อสูตรโบราณ ยำถั่วพูกุ้งแม่น้ำ น้ำพริกสี่ภาค ซุปเนื้อต้มยำ และผัดเนื้อซอสกะเพราแดงเสิร์ฟคู่กับแคมเปญ Krug 2011
นอกจากนี้ Nusara ยังเป็น Krug Ambassade หรือร้านอาหารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของ Krug ผ่านอาหารและการแพริ่งได้เป็นอย่างดีร้านแรกของประเทศไทย และเป็นหนึ่งใน 206 ร้านจาก 28 ประเทศทั่วโลกด้วย
ก่อนจากกัน โอลิวิเยร์ ผู้เติบโตมากับแชมเปญ เผยเคล็ดลับการดื่มแชมเปญว่า “แชมเปญควรดื่มแบบแช่เย็น แต่ไม่เย็นจัดจนเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 10-12 องศา และไม่ควรดื่มในแก้วฟลูตทรงสูงเด็ดขาด เน้นว่าไม่ควรอย่างยิ่งเลยครับ เพราะมันเป็นแก้วปากแคบที่กักกลิ่นหอมของแชมเปญเอาไว้ เสิร์ฟในแก้วไวน์ปากกว้างเพื่อให้สามารถสูดกลิ่นหอมได้เต็มที่จะดีกว่า เพราะการดื่มแชมเปญในแก้วปากแคบก็เหมือนใส่ที่อุดหูไปนั่งชมโอเปร่าครับ จะไม่ได้อรรถรสเท่าที่ควร ที่สำคัญคือดื่มกับเพื่อนที่คุณรักหรือคนที่รู้ใจครับ นั่นคือการดื่มแชมเปญที่มีความสุขที่สุด”
อ่านเพิ่มเติม:
ผู้เชี่ยวชาญทั่วเอเชีย เผยองค์ประกอบการสร้างบรรยากาศบาร์ที่สมบูรณ์แบบ
จิบ Maya Pistola Agavepura เตกีลาแบรนด์แรกของเอเชียจากที่ราบสูงในอินเดีย
ซอมเมอลิเยร์แชมป์โลก Raimonds Tomsons เผยเทคนิคไวน์แพริ่งกับอาหาร
Topics





