ในวันที่ 2 ของงาน Watches & Wonders 2024 มาทำความรู้จักกับเหล่านาฬิการุ่นใหม่จากช่างทำนาฬิกาที่มีชื่อเสียง
ด้วยลูกเล่นที่นำความแตกต่างมาผสมผสานได้อย่างกลมกลืน ซึ่งทาง Rolex ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อเปิดตัวนาฬิกาในรุ่น Oyster Perpetual ด้วยรูปแบบที่เรียบหรู ผสมผสานวัสดุล้ำค่าและสีสันที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน
ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกา Oyster Perpetual GMT-Master II ที่มาพร้อมขอบหน้าปัด Cerachom ที่ผลิตจากเซรามิกสีเทาและสีดำเป็นครั้งแรก ชวนให้นึกถึงเฉดสีที่สลับกันของเวลากลางวันและกลางคืน เสริมฟังก์ชั่นมาตรบอกค่าเวลาไทม์โซนที่สอง โดดเด่นด้วยพื้นหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีดำ นาฬิการุ่นนี้มีให้เลือกระหว่างสาย Oyster หรือสาย Jubilee
อ่านเพิ่มเติม: Watches & Wonders 2024: ไฮไลท์ของวันที่ 1 จากผลงานเครื่องบอกเวลาชั้นสูงสู่การร่วมงานของ Gisele Bündchen กับ IWC

Above Rolex Oyster Perpetual GMT-Master II
ส่วนนาฬิกา Oyster Perpetual Rolex Deepsea ออกแบบมาสำหรับนักผจญภัยผู้กล้าหาญ ด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K ประกอบเข้ากับขอบตัวเรือนและหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม ผลงานนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำรุ่นนี้ สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 3,900 เมตร
ขอบหน้าปัด Cerachrom ผลิตจากเซรามิกสีน้ำเงิน ขัดลายแบบซาตินทรงกลม เมื่ออยู่บนบก นี่คือนาฬิกาที่สามารถดึงดูดความสนใจ แต่เมื่ออยู่ใต้น้ำยังคงสามารถอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนด้วยเข็มและขีดแสดงค่าเวลาเคลือบสารเรืองแสงสีน้ำเงิน การเลือกใช้วัสดุไทเทเนียม RLX สำหรับวาล์วเพื่อปล่อยก๊าซฮีเลียมและฝาหลังแบบขันเกลียวทำให้มั่นใจว่านาฬิการุ่นนี้จะทนทานต่อการใช้งานแบบสุดขั้ว

Above Oyster Perpetual Rolex Deepsea
ไม่มีการเปิดตัวนาฬิกา Rolex ครั้งใดที่จะสมบูรณ์แบบหากไม่มีการตีความหมายใหม่ของนาฬิกา Oyster Perpetual Day-Date ซึ่งในปีนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นาฬิกามาพร้อมหน้าปัดออมเบร์ไล่เฉดสีที่เปิดตัวครั้งแรกในรุ่น Day-Date 40 นำเสนอในตัวเรือนเอเวอร์โรสโกลด์ 18K ซึ่งก่อนหน้านี้หน้าปัดออมเบร์ไล่เฉดสีสงวนไว้สำหรับนาฬิกา Day-Date 36 เท่านั้น
รุ่นที่สองมาในตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K พร้อมหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีขาวมุก โดยเป็นรุ่นแรกสำหรับ Oyster Perpetual Day-Date เช่นกัน

Above Rolex Oyster Perpetual Day-Date 40 ในเอเวอร์โรสโกลด์พร้อมหน้าปัดออมเบร

Above Rolex Oyster Perpetual Day-Date 40 ในทองคำขาวพร้อมหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ล
หอยมุกและอัญมณีเสริมเสน่ห์ให้กับผลงาน Oyster Perpetual Cosmograph Daytona รุ่นล่าสุดที่ดูแวววาวยามกระทบแสง มีให้เลือกสองรุ่นระหว่างมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีขาวพร้อมหน้าปัดย่อยโครโนกราฟมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีดำ หรือมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีดำพร้อมหน้าปัดย่อยโครโนกราฟมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีขาว
รุ่นแรกจับคู่กับ Oysterflex ที่ได้รับการหล่อขึ้นรูปสายยางสีดำที่มีประสิทธิภาพในการยืดหยุ่น ในขณะที่รุ่นหลังมาพร้อมกับสายนาฬิกาแบบ Oyster

Above Rolex Oyster Perpetual Cosmograph Daytona พร้อมหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีขาว

Above Rolex Oyster Perpetual Cosmograph Daytona พร้อมหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีดำ
Patek Philippe อัปเดตผลงานรุ่นคลาสสิกและนำเสนอรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น
สำหรับนาฬิกา Patek Philippe Golden Ellipse หนึ่งผลงานที่ดูเหมือนว่าก่อนหน้าจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร ด้วยการออกแบบตัวเรือนตามสัดส่วนที่กลมกลืนของอัตราส่วนทองคำ (อัตราส่วนระหว่างตัวเลขสองส่วนที่เท่ากับประมาณ 1.618) ตัวเรือนทรงรีถือเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์ที่ดูเรียบหรูจากตามแบบฉับการผลิตนาฬิกาสวิส
ซึ่งในปีนี้ทาง Patek Philippe เสริมความโดดเด่นให้กับนาฬิกา Golden Ellipse Reference 5738 ด้วยการประดับสายนาฬิกาสไตล์โซ่ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 ปีในการคิดค้นและสร้างสรรค์ให้เสร็จสมบูรณ์ ด้วยรูปแบบที่ดูทันสมัยและได้รับการจดสิทธิบัตร สายนาฬิกาสีโรสโกลด์ที่ประกอบขึ้นด้วยความประณีตมีข้อต่อมากกว่า 300 เส้นร้อยเรียงต่อกัน ซึ่งประกอบด้วยมือโดยช่างผู้ชำนาญงาน ช่วยให้สายนาฬิกาพันรอบข้อมือได้อย่างเรียบเนียน ราวกับผิวหนังชั้นที่ 2 ตัวเรือนนำเสนอมาพร้อมหน้าปัดสีดำซันเบิร์สต์ พร้อมด้วยเครื่องหมายแสดงค่าเวลาแบบ baton-style เคลือบสีโรสโกลด์

Above Patek Philippe Golden Ellipse Reference 5738/1R
หลังจากการเปิดตัวนาฬิกา World Time Reference 5330 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นในโตเกียวเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ดังนั้นทาง Patek Philippe ได้เพิ่มนาฬิการูปแบบใหม่ในคอลเล็กชั่นปัจจุบันอย่างรุ่น World Time Reference 5330G-001 นาฬิกาเวิลด์ไทม์ที่มีความโดดเด่นของการแสดงวันที่ที่ซิงโครไนซ์กับเวลาท้องถิ่นเรือนแรกของโลกที่ได้รับการจดสิทธิบัตร สามารถตั้งค่าไทม์โซนที่เลือกไว้ใน 12 นาฬิกา เข็มตรงกลางจะระบุเวลาท้องถิ่นที่สอดคล้องกัน
ฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์นี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ 240 HU C ซึ่งทาง Patek Philippe พัฒนาด้วยระบบเฟืองท้ายที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเพื่อจัดการวันที่ตามเวลาท้องถิ่น สามารถอ่านค่าเวลาผ่านพื้นหน้าปัดสีน้ำเงินเทาอมฟ้า ตัวเรือนผลิตจากไวท์โกลด์ขนาด 40.0 มม. จับคู่มาพร้อมสายหนังลูกวัวสีน้ำเงินเทาที่ตกแต่งด้วยลวดลายเดนิม

Above Patek Philippe World Time Reference 5330G-001
Chopard ต่อยอดคอลเล็กชั่น Alpine Eagle และประกาศเรื่องเซอร์ไพรส์
การต่อยอดคอลเล็กชั่น Alpine Eagle ของ Chopard ผ่านผลงานในรุ่น Alpine Eagle 41 XP TT (Tech Titanium) ถือเป็นความสามารถอันโดดเด่นทางด้านการออกแบบนาฬิกาที่มีความบางเฉียบ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญและความแม่นยำทางวิศวกรรม การบรรจุกลไก L.U.C Calibre 96.17-S ที่มีความหนาเพียง 3.30 มม. เพื่อสร้างผลงานอันน่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากหน้าปัดแบบฉลุผ่านมุมมองโดยไร้สิ่งกีดขวางของกลไกขนาดเล็ก จึงตอกย้ำถึงความสามารถทางด้านเทคนิคของ Chopard อีกทั้งคุณสมบัติอันน่าทึ่งของตัวเรือนไทเทเนียมที่แข็งแกร่งทนทานแต่กลับมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ
เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 41.0 มม. ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างรูปแบบที่ดูคลาสสิกร่วมสมัย ตัวเรือนไทเทเนียมที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเบา จึงเหมาะที่จะใส่นาฬิการุ่นนี้เพื่อเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม อาจมีบางคนแย้งว่ารูปลักษณ์สปอร์ตของนาฬิการุ่นนี้อาจดูขัดแย้งกับรูปแบบที่ซับซ้อนของกลไก ซึ่งไม่ค่อยได้พบเห็นโดยทั่วไปในรูปแบบนาฬิกาประเภทนี้

Above Chopard Alpine Eagle 41 XP TT Tech Titanium (ภาพ: Chopard)
สำหรับนาฬิกา L.U.C Quattro Spirit 25 รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญในช่วงหลายทศวรรษของ Chopard ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมนาฬิกาอันน่าทึ่ง ที่มาพร้อมกลไกแบบ Jumping-Hour ในรุ่น L.U.C 98.06-L โดยรวบรวมความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่ทาง Chopard ได้พัฒนามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้ดูแตกต่างไม่ใช่แค่ความสลับซับซ้อนของกลไก jumping hour แต่ยังได้ขยายประสิทธิภาพของการสำรองพลังงานให้นานถึง 8 วัน เกิดจากการเสริมบาร์เรลสี่ถังของเทคโนโลยี Quattro ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ท้าทายความสามารถของรูปแบบนาฬิกาแบบ Jump-hour ซึ่งโดยทั่วไปจะลดพลังงานสำรองลงเพื่อกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนของกลไก
นำเสนอในตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 40.0 มม. ตามขนาดที่ได้รับความนิยม ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามเหมาะสมกับสถานะรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น หน้าปัดลงยาแบบกรองด์เฟอสีดำเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนความทุ่มเทของ Chopard ทางด้านงานฝีมือ นอกจากนี้ จุดเด่นด้านคุณภาพของ Poinçon de Genève ยังเป็นรายละเอียดที่เหล่านักสะสมนาฬิกาจะไม่มีใครสังเกตเห็น

Above Chopard LUC Quattro Spirit 25 (ภาพ: Chopard)

Above Chopard LUC XPS Forest Green (ภาพ: Chopard)
ไฮไลต์ในปีนี้อีกรุ่นของ Chopard ที่นำมาจัดแสดงในงาน Watches & Wonders ก็คือนาฬิกา L.U.C XPS Forest Green ซึ่งได้รวบรวมเอกลักษณ์เด่นของคอลเลกชัน L.U.C โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพทางเทคนิคและความสง่างามของนาฬิกา ผ่านหน้าปัดสีเขียว Forest Green ถือเป็นตัวเลือกสีที่โดดเด่น ดูแตกต่างไปจากสีหน้าปัดแบบเดิมๆ ช่วยดึงดูดความสนใจ อีกทั้งยังดูเข้ากับเทรนด์สีปัจจุบันที่มีเอกลักษณ์แต่เรียบง่าย
การเลือกใช้ Lucent Steel ซึ่งเป็นโลหะผสมที่ผลิตอย่างยั่งยืนที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของทางแบรนด์ สอดคล้องกับรูปแบบที่เพิ่มขึ้นในการจัดหาวัสดุที่มีความยั่งยืนในการผลิตนาฬิกา นำเสนอในขนาดตัวเรือน 40.0 มิลลิเมตร เหมาะกับข้อมือทุกเพศทุกวัย ทำให้นาฬิกานี้มีความอเนกประสงค์และสามารถใส่ใช้งานได้จริงในแต่ละวัน ภายในตัวเรือนบรรจุกลไก L.U.C 96.12-L ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน COSC ตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดทางด้านความเที่ยงตรงแม่นยำ
นอกจากนี้ Chopard ยังได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ที่สร้างเซอร์ไพรส์อย่าง Mille Miglia โดยร่วมมือกับแบรนด์แอมบาสเดอร์และเพื่อนสนิท Jacky Ickx ซึ่งจะมาเจาะลึกรายละเอียดของการเปิดตัวนาฬิการุ่นนี้กันอีกครั้ง
This story was originally written in English by Amrita Katara, Annabel Tan and Brian Cheong.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2024 โดย Amrita Katara, Annabel Tan และ Brian Cheong โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
5 เครื่องบอกเวลารุ่นเด่นสุดหรู ในงาน Grammys 2024
เหตุใด Rolex จึงเป็นนาฬิกาเรือนโปรดของคนดังอย่าง Elvis Presley และ Roger Federer
รวมนาฬิกาหรูฉบับอีโรติก ตั้งแต่ Chopard ไปจนถึง Richard Mille




