รวบรวมนาฬิกาเรือนใหม่ ที่เปิดตัวในปี 2024 เหมาะสำหรับนักสะสมเช่นคุณ
Tatler เลือกสรรเรือนเวลาล่าสุดประจำปี 2024 ที่เชื่อได้ว่าเรือนเวลาเหล่านี้จะเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษ วันพิเศษ หรือเป็นเรือนเวลาแทนช่วงเวลาดีๆ ของใครหลายคน หรือกลายมาเป็นเรือนโปรดที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน หรือแม้แต่กลายเป็นของสะสมในคอลเล็กชั่นประจำตัว ที่เป็นเครื่องเน้นย้ำความสำเร็จของผู้สวมใส่ประจำปี 2024 นี้
เราอยากชวนทุกคนมาอัปเดตความเคลื่อนไหวของคอลเล็กชั่นเรือนเวลาล่าสุดจากหลากหลายแบรนด์ในทุกๆ เดือน ให้ทุกคนไม่พลาดที่จะจับจองและเป็นเจ้าของนาฬิกาแสนพิเศษเหล่านี้
อ่านเพิ่มเติม: รู้จัก 5 เชฟขนมหวานแสนอร่อย ที่สร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มและปิดท้ายมื้ออาหารให้สมบูรณ์
Breguet - Type XX
ในปีนี้ Breguet มาพร้อมกับ Type XX ในรูปแบบใหม่ โมเมนตั้มแบบใหม่ และ caliber ใหม่ทั้งหมด โดยแบ่งนาฬิกาออกเป็นสองเวอร์ชั่น เพื่อตอบสนองการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ military ดีไซน์ที่ให้ความดุดัน พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ และแบบ civilian ที่ได้นำเอาเอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นแรก Breguet ออกมา พร้อมเติมเต็มด้วยจิตวิญญาณร่วมสมัย ไดนามิก และเทคโนโลยี ที่มีความเด่นชัดอย่างมากในคอลเล็กชั่น Type XX นี้
Franck Muller - Long Island
นาฬิกา Franck Muller ตระกูล Long Island เปิดตัวครั้งแรกในปี 2000 ในฐานะเรือนเวลาแสดงเวลาแบบสามเข็มชี้ ด้วยความสง่างามของตัวเรือนรูปทรงสี่เหลี่ยมมนที่มีรูปทรงของขอบโค้งอันแสนอ่อนโยน หูตัวเรือนแบบสั้นและตัวเลขแสดงเวลาโค้งไปตามงานออกแบบของตัวเรือนนั้นได้อุทิศให้กับยุคอาร์ต เดโค (Art Deco) และในไม่ช้า ผลงานนี้ก็กลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากท่ามกลางหมู่นักสะสม
โดยปี 2024 นี้ Long Island ตอกย้ำความสำเร็จด้วย 3 รุ่น ที่ถูกพัฒนาต่อยอดจากตัวเริ่มต้นกับ
- ลอง ไอส์แลนด์ อีโวลูชั่น มาสเตอร์ จั๊มเปอร์ (Long Island Evolution Master Jumper)
- ลอง ไอส์แลนด์ อีโวลูชั่น กิกะ ทูร์บิญอง (Long Island Evolution Giga Tourbillon)
- ลอง ไอส์แลนด์ อีโวลูชั่น 7 เดย์ส พาวเวอร์ รีเสิร์ฟ (Long Island Evolution 7 Days Power Reserve)
เรือนเวลาสามรุ่นใหม่ของ Franck Muller - Long Island ล้วนอุทิศให้กับผลงานสร้างสรรค์ตั้งต้น ด้วยการนำมาแสดงออกด้วยมิติและความสง่างามครั้งใหม่ เช่นเดียวกับงานออกแบบใหม่ของนาฬิกาแสดงเวลาแบบสามเข็มชี้ โดยทุกรุ่นยังได้ร่วมสะท้อนให้เห็นว่า Franck Muller ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา
Tag Heuer
Tag Heuer Connected Calibre E4 45MM x Malbon Golf Edition
เมื่อจิตวิญญานของกอล์ฟและนาฬิกาผสานรวมกัน กับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และเรื่องราวที่น่าสนใจของการทำงานร่วมกัน นาฬิการุ่นพิเศษนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมความสง่างามให้กับข้อมือของเหล่าผู้ที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ โดยเปิดตัวด้วยหน้าปัดนาฬิกา 2 หน้าปัด เพื่อเฉลิมฉลองการทำงานร่วมกัน หน้าปัดนาฬิกาหลักมีโลโก้ของแบรนด์ร่วมและตัวละครของ Malbon สวมหมวกที่มีโล่ของ Tag Heuer อยู่ และการออกแบบแอนิเมชั่นที่จะเปลี่ยนสีตามเข็มวินาที ซึ่งสามารถใช้กับนาฬิการุ่น E4 ได้ทั้งหมด สำหรับหน้าปัดนาฬิกาที่สองซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของนาฬิการุ่นพิเศษนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ Heuer 02
นับเป็นอีกครั้งที่ Tag Heuer และ Malbon ได้ร่วมมือกันกัน นอกเหนือจากการทำนาฬิกา แต่ขยายขอบเขตไปสู่คอลเล็กชั่นแคปซูลซึ่งรวมสินค้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกอล์ฟ
Tag Heuer Carrera Chronograph
เรือนเวลาสุดพิเศษนี้ผสมผสานระหว่างการเชิดชูประวัติศาสตร์อันยาวนานและงานออกแบบอันล้ำสมัย พร้อมขับเคลื่อนให้คอลเล็กชั่น Carrera อันมีชื่อเสียงได้เดินไปสู่ก้าวใหม่ ด้วยการเสนอรูปลักษณ์และความทันสมัยแบบใหม่ กับงานออกแบบอันประณีตตามแบบต้นฉบับ แต่ปรับเสริมและเติมแต่งด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนใจเหนือกาลเวลาของสไตล์นาฬิกาโครโนกราฟด้วยหน้าปัดแพนด้า หรือหน้าปัดย่อย azuré สีดำ ณ ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา
ด้านหลังของเรือนเวลา Tag Heuer Carrera Chronograph ยังเผยให้เห็นถึงการทำงานของกลไกโครโนกราฟที่ผลิตขึ้นเอง อย่าง Heuer 02 (Ref. TH20-00) กลไกอันทรงพลังนี้มาพร้อมระบบไขลานสองทิศทาง รวมถึงโรเตอร์รูปทรงโล่แบบใหม่ และมอบประสิทธิภาพของการสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง
Grand Seiko
Grand Seiko Caliber 9R 20th Anniversary Limited Edition: SBGA497 'Pink Snowflake'
ในปี 2024 นี้ เป็นวาระแห่งการครบรอบ 20 ปีของความสำเร็จในผลงาน 9R ที่เป็นการขับเคลื่อนนาฬิกาสปริงไดรฟ์ ทุกรุ่นทุกแบบของ Grand Seiko เนื่องในโอกาสนี้ ผลงานสุดพิเศษที่เป็นการนำเอาเทคโนโลยีฉลองควบคู่ไปกับการออกแบบหน้าปัดแบบ ‘สโนว์เฟลค’ ที่เป็นลวดลายเกล็ดหิมะอันโด่งดัง ถ่ายทอดความงามของฉากทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้น ณ เทือกเขาโฮทากะ จังหวัดนากาโนะ ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ อันเป็นท้องถิ่นที่นาฬิกาสปริงไดรฟ์ของ Grand Seiko ที่ไล่ระดับของสีชมพู จนกลายเป็นเรือนเวลาล่าสุดจาก Grand Seiko
Grand Seiko “Snow Valley” GMT (SBGJ277)
ผลงานล่าสุด “Snow Valley” GMT SBGJ277 ในงานจัดแสดงนาฬิกายิ่งใหญ่ระดับโลก Watches & Wonder 2024 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับผลงานรุ่นนี้มาพร้อมฟีเจอร์ที่โดดเด่นของเครื่อง Hi-Beat 36,000 เป็นนาฬิกาคู่ใจนักเดินทางที่สามารถบอกเวลาได้ถึงสามไทม์โซน เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติเด่นทั้งด้านดีไซน์ความสปอร์ตที่สวยงามลงตัว ฟังก์ชันการทำงานของกลไกชั้นสูงของเครื่อง Hi-Beat 36,000 นอกจากนี้ Snow Valley SBGJ277 ยังพิสูจน์ได้ว่าเป็นเพื่อนคู่ใจของนักเดินทางที่สามารถปรับให้เข้าได้กับทุกสภาวะแวดล้อมตัวจริง
Mido
เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่กับนาฬิกา 6 คอลเล็กชั่นไฮไลต์น่าสะสมประจำปี 2024 จาก Mido ได้แก่ “มัลติฟอร์ต ทีวี บิ๊ก เดท” (Multifort TV Big Date), มัลติฟอร์ต ทีวี 35 (Multifort TV 35) , “โอเชี่ยน สตาร์ จีเอ็มที สเปเชียล อีดิชั่น” (Ocean Star GMT Special Edition), “มัลติฟอร์ต แพทริโมนี พาวเวอร์ไวด์” (Multifort Patrimony Powerwind), “มัลติฟอร์ต เอ็ม ฟรีซ” (Multifort M Freeze), “มัลติฟอร์ต ทีวี บิ๊ก เดท ลิมิเต็ด อิดิชั่น เอส01อี01” (Mido Multifort TV Big Date Limited Edition S01E01) และ “คอมมานเดอร์ เลดี้” (Commander lady) ที่ต่างมีเอกลักษณ์ การดีไซน์ และกลไลภายในที่น่าสนใจ
อ่านเพิ่มเติม: What’s in My Collection ส่องคอลเล็กชั่นนาฬิกาหรูของ ‘แบม-ปีติภัทร’
Longines HydroConquest GMT

Above นาฬิกา Longines HydroConquest GMT (ภาพ: Longines)
นอกจากประกาศแต่งตั้ง บาร์บารา พัลวิน (Barbara Palvin) นางแบบชาวฮังการีในฐานะ Ambassador of Elegance คนใหม่ของแบรนด์แล้ว Longines ยังแนะนำไลน์ HydroConquest GMT มาเสริมทัพด้วยโมเดลใหม่อีกด้วย ในขนาดตัวเรือนขนาด 43 มม. กันน้ำได้ที่ระดับ 30 บาร์ (300 เมตร) นาฬิกาโดดเด่นด้วยความแข็งแรงทนทาน ตกแต่งขอบตัวเรือนเซรามิกหมุนได้ทิศทางเดียว พร้อมด้วยเม็ดมะยมและฝาหลังขันเกลียว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโลกของกีฬาทางน้ำ และเช่นเดียวกับรุ่น 41 มม. ที่เปิดตัวปี 2023 Hydronconquest GMT รุ่นใหม่นี้ มาพร้อมกับกลไกเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะของ Longines ที่สามารถแสดงเวลาได้หลายไทม์โซน และมีตัวเลือกของสีสันและวัสดุที่หลากหลาย
ล่าสุดในปี 2024 คอลเล็กชั่น HydroConquest ได้รับการขยายไลน์ด้วยรุ่นใหม่ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน 43 มม. ตัวเรือนสแตนเลสสตีล ผสานการขัดเงาและซาตินบนพื้นผิว ฝาหลังตัวเรือนแบบขันเกลียว ภายในบรรจุกลไก Longines GMT คาลิเบอร์ L844.5 เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะของ Longines ซึ่งมาพร้อมซิลิคอน บาลานซ์ สปริง และองค์ประกอบเปี่ยมนวัตกรรมที่ผลิตจากวัสดุที่ไม่ใช่แม่เหล็ก คุณสมบัติในการต้านทานสนามแม่เหล็กของกลไกมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐาน ISO 764 ถึงสิบเท่า จึงส่งผลให้เกิดความแม่นยำสูงสุดและสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง
HydroConquest GMT สามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 30 บาร์ (300 เมตร) มีเม็ดมะยมแบบขันเกลียวแน่น และอีกหนึ่งจุดเด่นที่ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบกีฬาทางน้ำคือ ขอบตัวเรือนเซรามิกแบบหมุนได้ทิศทางเดียวแบบมีแถบหยัก พร้อมกับแคปซูลเรืองแสง ที่มากับสายรัดข้อมือสแตนเลสสตีลแบบ H-link หรือสายยางสีน้ำเงินหรือดำ เพื่อเพิ่มความสบาย สายนาฬิกาทุกแบบจึงมีตัวล็อคพับสองชั้นเพื่อความปลอดภัย พร้อมระบบปรับความกระชับข้อมือแบบละเอียด
Citizen
Citizen Godzilla X Promaster Dive Limited Edition
สะท้อนความแข็งแกร่งของทั้ง Citizen และ Godzilla ผ่านโมเดลจากรุ่น Professional Diver’s 300 M. นาฬิกาดำน้ำที่ได้รับความนิยมจากไลน์ Promaster ที่โดดเด่น มาผสมผสานกับลวดลายของก็อตซิลลาอันทรงพลัง ปรากฏเป็นนาฬิกาซีรีส์ใหม่ทรงพลัง หน้าปัดสีดำ และสีน้ำแดงเข้มตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Adventure Sport Outdoor ไม่ว่าจะเป็น ฟังก์ชันสุดล้ำเทคโนโลยี Eco-Drive พลังงานจากแสง สามารถทำงานได้ต่อเนื่องนานถึง 6 เดือน ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ B837 กันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ตัวเรือนสเตนเลสสตีลสีเทาที่แข็งแกร่งขนาด 48.2 มม. ในรูปทรง Promaster Dive
Citizen L
Citizen L มากับโมเดลใหม่โดยนำความงดงามของดอกเมเบลล์มาสร้างสรรค์เป็นตัวเรือนที่มีเส้นโค้งอันอ่อนโยน ผสานกับหน้าปัด Mother of Pearl สื่อถึงความสวยงามของท้องทะเล ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความงามอันละเอียดอ่อนของระฆังแห่งเดือนพฤษภาคม ประดับเพชรที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกา ชวนให้นึกถึงหยดน้ำฝนที่วาววับบนดอกไม้รูประฆังเมื่อต้องแสงอาทิตย์ และเม็ดมะยมดีไซน์มงกุฎสีน้ำเงินใส ช่วยเน้นความมีสไตล์ เพิ่มความมีระดับด้วยเลขโรมัน
Hermès
Arceau Chorus Stellarum
Hermès เผยนาฬิกา อาร์โซ คอรัส สเตลลารัม (Arceau Chorus Stellarum) อีกหนึ่งผลงานจาก Watches & Wonders 2024 ที่กรุงเจนีวา มาพร้อมกับหน้าปัดโครงกระดูกนักขี่ม้าที่กำลังควบอยู่บนหลังม้ากระโจนชูขาหน้าทั้งสองข้างไปรอบๆ กลุ่มดาว โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอไหม คอรัส สเตลลารัม (Chorus Stellarum) ผลงานการออกแบบโดย ไดสึเกะ โนมูระ (Daiske Nomura) ตัวนาฬิกาจะขับเคลื่อนโดยจักรกลสปริงที่เชื่อมต่อเข้ากับปุ่มกด ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ที่ตัวละครจะสามารถแกว่งเคลื่อนไปมาแค่เพียงกดปลายนิ้ว เพื่อมอบภาพการเคลื่อนไหว “ตามจังหวะที่ต้องการ” (“on-demand impulse”) มีทั้งสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มและสีเทาเหลือบมุกแบบด้าน ซึ่งแต่ละรุ่นผลิตจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 6 เรือน
Arceau Duc Attele
อีกหนึ่งเรือนเวลาของ Hermès จากงาน Watches & Wonders 2024 กับ นาฬิกา อาร์โซ ดุค แอตเทเล (Arceau Duc Attele) ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสไตล์และความเชี่ยวชาญของ Hermès ด้วยองค์ประกอบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียวที่ถ่ายทอดผ่านทูร์บิญองแบบสามแกน (triple-axis tourbillon) และระบบตีเสียงบอกเวลา หรือมินิท รีพีทเตอร์ (minute repeater) ตัวเรือนเป็นรูปทรงกลมพร้อมด้วยหูตัวเรือนทรงโกลนอสมมาตรนี้ได้ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ พร้อมทั้งถ่ายทอดสไตล์อันเรียบง่ายของรุ่นอันคลาสสิกเหนือกาล อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยไทเทเนียมขัดเงาหรือโรสโกลด์ ขนาด 43 มม. มีให้เลือกทั้งในเวอร์ชันไทเทเนียมหรือโรสโกลด์ จับคู่มากับสายหนังจระเข้สีแอนทราไซต์แบบด้านหรือสีน้ำเงินเข้มแบบด้าน แต่ละเวอร์ชันผลิตเป็นรุ่นจำนวนจำกัดเพียง 24 เรือน
Credor

Above Credor Eichi II (ภาพ: Credor)
Credor มีที่มาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า crete d’or (เคทดอร์) หรือ “crest of gold” (เครสต์ ออฟ โกลด์ - ยอดแห่งทองคำ) อันเป็นคำที่บ่งบอกถึงระดับสูงสุดของศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกา และเนื่องในโอกาสที่ ค.ศ.2024 เป็นวาระแห่งการครบรอบ 50 ปีของ Credor เอดิชั่นพิเศษของ Eichi II (ไอชิ ทู) อันมีชื่อเสียงโด่งดัง
Eichi
นาฬิกาที่ระลึกเอดิชั่นนี้ มากับหน้าปัดกระเบื้องพอร์ซเลนสีน้ำเงินเข้มซึ่งเรียกว่า 'รูริ' อันเป็นคำในภาษาญี่ปุ่นของ 'ลาพิส ลาซูลี' ตัวอักษร Credor ถูกเขียนขึ้นด้วยมือโดยช่างฝีมือแห่ง ไมโคร อาร์ติสต์ สตูดิโอ นาฬิกาถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน สปริงไดรฟ์ คาลิเบอร์ 7R14 ซึ่งมีฝาครอบตลับลานที่ตัดฉลุมาในรูปแบบของดอกระฆัง อันเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองชิโอจิริ ซึ่งเป็นถิ่นที่ตั้งของ ไมโคร อาร์ติสต์ สตูดิโอ สะพานจักรทั้ง 2 ชิ้นถูกตกแต่งด้วยมือ และขัดผิวที่แนวขอบมาอย่างเงางาม เพื่อสร้างความแวววาวอันเงียบสงบจากทุกมุมมอง ส่วนเข็มแสดงพลังงานสำรองและสกรูนั้นถูกนำไปผ่านกระบวนการให้ความร้อนด้วยมือเพื่อให้เกิดเป็นสีน้ำเงินสดใส และกลไกคาลิเบอร์นี้ยังมากับ ทอร์ค รีเทิร์น ซิสเต็ม* ระบบส่งกลับแรงบิด ที่ทำให้สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 60 ชั่วโมง

























