อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)
Cover อูน ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)
อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)

เมื่อความยากในธุรกิจคือความกลัว และการลดทอนตัวเองจนเหลือแค่ความต้องการของลูกค้า สำรวจมุมมองการทำงาน และวิธีคิด เบื้องหลังความสำเร็จที่ไม่มีสูตรลับของ Brunchtime Co.,Ltd. กับอีก 6 แบรนด์ในเครือกับ 'อูน’ ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ CEO ผู้เป็นนักเล่าเรื่อง

ย้อนกลับไปในปี 2012 อูน ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ แนะนำ Diamond Grains ออกสู่ตลาดไทยให้ผู้บริโภครู้จักกับ ‘กราโนล่า’ ธัญพืชที่ตอบรับกระแสอาหารสุขภาพ เทรนด์ที่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก

จากธุรกิจที่ลองผิดลองถูกและบททดสอบมากมายที่ถาโถมเข้ามาทุกทาง จนนำไปสู่การก่อตั้ง Brunchtime Company Limited มาพร้อมกับการต่อยอดแบรนด์สินค้าอีกในหลายรูปแบบ เพื่อตอบรับความต้องการในการบริโภค ด้วยแนวคิดการเจาะกลุ่มตลาด niche เธอพยายามสร้างตัวตนให้แข็งแรง ก้าวผ่านความกลัว เรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต และทำความเข้าใจมุมมองการทำธุรกิจ Tatler ชวนไปรู้จักเธอด้วยกัน

อ่านเพิ่มเติม: GEN.T INTERVIEW: เชฟตาม ชุดารี เทพาคำ ในวันที่เธอพาร้านบ้านเทพาคว้า 2 ดาวมิชลิน

Tatler Asia
อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)
Above อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)
อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)

รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไรว่า อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ

อูนว่าอูนโชคดี ที่เราไม่ได้มีเป้าหมายในชีวิตว่าเราอยากทำธุรกิจค่ะ มันต่างจากคนที่เขามีเป้าหมายว่าเขาอยากทำธุรกิจ เพราะเขาจะทำและมุ่งไป แต่ถ้าให้มองตัวเอง อูนรู้สึกว่าเราเป็นแค่คนที่ชอบทำโปรเจ็กต์ เราอยู่กับพี่แพ็ค (วุฒิกานต์ วงศ์ดีประสิทธิ์) เขาก็บอกอย่างชัดเจนว่า เขาต้องการเป็นนักธุรกิจ

พอเรารับรู้ว่าเขาชอบ เราก็รู้สึกว่า ได้รับมอบหมายโปรเจ็กต์นี้มา แล้วอูนเป็นคนที่ชอบทำอะไรให้สุด ชอบทำอะไรให้ดีมากๆ พอเริ่มก้าวขาเข้ามา มันคือเราต้องทำให้ดีที่สุด พอทำให้ดีที่สุดไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นนักธุรกิจโดยที่เราไม่ได้นิยามตัวเอง

มันก็ดีในแง่ของความ healthy สำหรับการประกอบกิจการ คือเราสามารถมีชุดความคิด ที่อาจจะนอกกรอบผู้ประกอบการทั่วไป เราไม่ได้วางแพทเทิร์นขององค์กรให้ดูเป็นองค์กรจ๋าๆ เพราะเราแค่อยากจะทำโปรเจ็กต์นี้ให้ดีที่สุด มาเริ่มรู้ตัวตอนที่ Diamond Grains เริ่มเข้าห้างจริงจัง เริ่มมีเรื่องราวอะไรรอบๆ ตัวมากมายที่ต้องรับผิดชอบ ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเมื่อไรก็เมื่อนั้นเลยค่ะ

คอนเซ็ปต์ของแบรนด์เริ่มต้นจากไหน

อันนี้ก็เป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้วางคอนเซ็ปต์ไว้ก่อน ตอนนั้นเราทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อให้มันผ่านไปได้ พอเราทำแบบนั้น ก็เลยทดลองเยอะ ซึ่งลองแล้วใช้ไม่ได้ก็เยอะ จนเจอสิ่งที่ไปได้ก็คือ Diamond Grains ค่ะ

พอมาเจอสิ่งที่ทำได้ เราก็เลยเข้าใจว่า ทำไมมันถึงได้ เราเห็นภาพชัดเจนว่า ต้องถอดตัวเองออกทิ้งทั้งหมดเลย เป็น customer centric ไปเลย เพราะฉะนั้น Brunchtime ก็เลยมีเสาที่ชัดเจนและในวันที่ Diamond Grains เริ่มชัดเจนขึ้นค่ะ ก็ตั้งเสาไว้เลยว่า ต่อจากนี้ไป ไม่มีตัวเอง มีแต่ผู้บริโภคเท่านั้น

เราเลยทำงานด้วยจุดมุ่งหมายแบบนี้ สโลแกนแบบนี้ตั้งแต่นั้นมา แต่ถ้าเราไม่ได้ลองทำก่อน แล้วตั้งคอนเซ็ปต์ไว้ มันก็นึกภาพไม่ออกอยู่ดีว่า โอกาสจะไปตรงไหน คำว่า customer centric คืออะไร สมมติเราบอกว่า เราอยากทำสินค้าให้ลูกค้า แต่ลูกค้าต้องการอะไรเราก็ไม่รู้ เราเลยลองแบบที่เขาไม่ซื้อ ไปจนวันหนึ่งเขาซื้อแต่ก็ซื้อน้อย มันก็จะมีคำตอบอยู่ในนั้นว่า อะไรที่ทำให้เขากลับมา อะไรที่ทำให้เขาซื้อ

อะไรที่ทำให้คุณอูนตัดสินใจถอดความเป็นตัวเองออกจาก product จนปัจจุบันเหลือแต่ความต้องการของลูกค้า

เพราะเรียนรู้ผ่านการทำงานของเรา จำได้ว่ามีประโยคหนึ่งที่อยู่ในหัวอูน แล้วรู้สึกว่าปิ๊งเลยก็คือ ถ้าเราจะซื้อสินค้าสักหนึ่งชิ้น แต่มันไม่ตอบสนองความต้องการของเรา เราจะจ่ายเงินทำไม เราก็วนถามตัวเองแบบนั้นซ้ำๆ เราจ่ายเงินนี่คือสิทธิ์ของเราในการเป็นเจ้าของมัน ทำไมเราต้องจ่ายเงินเพื่อไปซื้อไอเดียของคนอื่นเฉยๆ โดยที่มันไม่ได้สื่อสารอะไรเราเลย ซึ่งก็ไม่มีคำตอบ

อูนมองสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตอนนั้นและยังไม่เวิร์กว่า อันนี้เราไม่ได้คิดแทนลูกค้าเลย เราคิดแค่เราอยากขายให้ได้ จนเริ่มมีความรู้สึกว่า เราเห็นแก่ตัว ซึ่งอูนว่าจริงๆ แล้ว ในมุมธุรกิจมันจะรู้สึกไปแล้วว่า เราทำงานสิ่งนี้เพื่อหาเงิน แต่อย่างน้อยในขณะที่เราหาเงิน เราจะเสิร์ฟคนที่จ่ายด้วยได้ไหม ทีนี้ก็เลยโละความคิดตัวเองใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ทำตั้งแต่กล่องไปรษณีย์ ถ้วย ฝา ช้อน วัตถุดิบ รสชาติ โปรไฟล์ทุกอย่างที่มันอยู่ในสินค้าเรา เราถอดตัวเองทิ้ง จากความที่เราอยากได้ อยากมี อยากขายได้ กลายเป็นผู้บริโภค ว่าเขาจะได้อะไรจากเราบ้าง

อ่านเพิ่มเติม: รวมเครื่องดื่มสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในงาน Tatler Off Menu Bangkok 2024

ระหว่างความกล้าที่จะก้าวออกมาทำธุรกิจ กับการทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ อะไรท้าทายสำหรับคุณอูน มากกว่ากัน

อูนว่าการอยู่รอดยากกว่า เพราะตอนก้าวมาเราไม่กลัว เพราะเราไม่รู้ว่าเราต้องกลัวอะไร เรายังเป็นเด็กที่ดูหนัง ดูรายการ แล้วสร้างแรงบันดาลใจ เราไม่มีความกลัว อูนว่าศัตรูเดียวของการทำธุรกิจคือความกลัว ถ้าไม่นับด้านกายภาพนะคะ

มันไม่ใช่ความไม่รู้ ความไม่รู้นี่ดีที่สุดเลยสำหรับอูน เพราะถ้าคุณมี budget support พอสมควร หรือต่อให้ไม่มี budget support ในวันหนึ่งที่คุณไม่รู้ คุณก็จะยังอยากหาคำตอบไปเรื่อยๆ มันจะกระวนกระวายที่อยากจะหาคำตอบนั้นให้ได้ว่า อะไรมันเวิร์กสำหรับเรา

ถ้าวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเงินเริ่มน้อยลง สังคมเปลี่ยนไป กระแสเปลี่ยนไป ความกลัวเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด แล้วถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณเริ่มกลัว คุณจะเริ่มใช้เงินกับอะไรที่แปลกๆ เราจะใช้งบฯไปกับสิ่งที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล คุณจะเริ่มเอางบฯ ไปลงกับสิ่งที่เรากลัว เอาไปใช้กับเรื่องอะไรก็ตามที่มันไม่ได้เกิดประโยชน์จริงๆ เช่น กลัวว่ารูปเซ็ตนี้มันจะไม่ดีพอ ก็ไปอัดฉีดเงินตรงนั้น ทั้งที่ในใจลึกๆ รู้อยู่แล้วว่าเครื่องมือในการสื่อสารของเราเป็นแบบไหน คุณจะไปขวนขวายกับวิธีที่คนอื่นเขาทำกันแล้วดูว่าเวิร์ก เพราะคุณไม่เชื่อ inner voice ของตัวเองอีกต่อไป เมื่อข้างในเราไม่แข็งแรง ความกลัวจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดจริงๆ

Tatler Asia
อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)
Above อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)
อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)

ซึ่งคุณอูนก็เคยเผชิญกับความกลัวเช่นนั้นมา

จริงๆ Diamond Grains เคยมีปีที่ยอดตกมากๆ แล้ววิธีที่อูนใช้ก็คือ จ้างผู้บริหารเก่งๆ หรือคนที่เก่งๆ เข้ามารับมือกับมันแทน เพราะตอนนั้นยังรู้สึกว่าเราเด็ก ในใจลึกๆ ไม่ได้เชื่อว่า เรามีความสามารถในการบริหาร พอเราไม่เชื่อ ก็เริ่มรู้สึกว่ารับมือไม่ได้ ถ้ามันโตไปมากกว่านี้ มันอยู่ในมือเราไม่ไหวแน่ๆ

จนวันหนึ่งที่เริ่มจ้างคนเข้ามา เราก็เห็นภาพเลยว่า องค์กรมันไม่ได้มีแบบแผน มันขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งธงที่จะเป็นองค์กรแบบไหน ต้องการอะไรจากการทำงาน แล้วทำมันให้ดีที่สุด ปีนั้นเป็นปีที่อูนได้เรียนรู้เยอะมาก ว่าจริงๆ การมีคนนอกเข้ามาช่วย ก็ทำให้เป็นระบบได้มากขึ้น แต่ว่าจิตวิญญาณขององค์กรมันหายไป มันกลายเป็นแหล่งหาเงิน มันไม่ใช่ระบบนิเวศที่เราชอบ ซึ่งอูนว่าผู้บริหารมีหน้าที่สำคัญในการเซ็ตระบบนิเวศ ว่าเราต้องการระบบนิเวศแบบไหนในการทำงาน

ดูเหมือนว่าความกลัวจะเป็นปัจจัยที่มีผลสำคัญในการทำธุรกิจของคุณอูน

ต้องใช้คำว่า มันเป็นตัวแปรที่สำคัญมากในการทำงาน อูนว่าอันนี้เป็นกับ young entrepreneur ทุกคน เพราะบางคนเขาเก๋าเกมมาก่อน แล้วเขาค่อยมาจับ เช่น เขามี field ของการทำงานมาเยอะ เขาก็จะไม่มีความสงสัยในตัวเอง ว่า what if… เพราะว่าเขาไปเจอหลายๆ สถานการณ์มาแล้ว แต่เรายังอยู่ด้วยความรู้สึกที่ว่า ถ้าโตไปแล้วลูกน้องจะอยู่อย่างไร

มันมี what if… เยอะ เพราะเราไม่รู้ อูนไม่เคยทำงานองค์กรด้วยซ้ำ เคยแค่ฝึกงาน เพราะฉะนั้นวิธีการของเราคือ เรา custom ทุกอย่างเลย ตามสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันดีที่สุดสำหรับเราและเขา มันก็เลยมี what if… เยอะ ซึ่งมัน matter มาก เพราะถ้าเรามี what if… เยอะเกินไป เราจะเริ่มไม่อยากรับมือกับมันด้วยตัวเอง เราก็จะเริ่มกลับเข้าลูป
อย่างที่เล่าไป

ระหว่างการเปิดตัวธุรกิจใหม่ กับการปิดธุรกิจเก่า อะไรทำให้ตัดสินใจยากกว่ากัน

ง่ายมากๆ ทั้งคู่ค่ะ อูนไม่ได้รู้สึกว่ามันยากเลยในการเปิดอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง เพราะว่าจริงๆ ในหัวอูน สามารถทำได้อีกร้อยอย่าง แล้วก็ไม่ได้ยากเลยในการปิด เพราะว่าเราเห็นตัวเลข เรารู้ เราทำงานอยู่บนความจริง เราไม่ได้ทำงานอยู่บนความฝัน เราเริ่มด้วยฝัน เราจบด้วยความจริงได้ ไม่ผิด เจ๊งได้เลย ไม่โกรธ ไม่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

เพราะก่อนหน้าที่จะมี Diamond Grains มันมีเป็นร้อยอย่างที่เราพับไป เพราะฉะนั้นอูนไม่ได้มองว่า สิ่งที่สร้างขึ้นมาจะต้องอยู่ตลอดไป สิ่งเดียวที่อยากให้อยู่คือบริษัท อาจจะเป็นเพราะว่าเรามี mindset เกี่ยวกับความผิดพลาดที่ค่อนข้าง healthy แล้วค่ะ ปิดแบรนด์ไปมันเป็นเรื่องดีนะ เพราะเรา cut loss ได้เลย สิ่งที่ยากที่สุดคือการ maintain ให้มันมีชีวิตอยู่ต่างหาก

Tatler Asia
อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)
Above อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)
อูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ (ภาพ: Tulika Tippamas)

ที่ผ่านมาคุณอูนขับเคลื่อนการขายด้วยการเล่าเรื่องมาตลอด มีสูตรสำเร็จบ้างไหม

อูนเคยปฏิเสธการเป็นสิ่งนี้มากๆ เพราะรู้สึกว่า การเป็น storyteller ในมุมมองของอูนเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้วคือ เราพยายามสร้างสตอรี่เพื่อขายสินค้า เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรา เราพยายามจะทำสินค้า ส่งมอบให้ลูกค้า แต่หลังๆ มานี้ เริ่มรู้สึก embrace ความเป็น storyteller ของตัวเอง

ตอนที่ไปทัวร์ของดิสนีย์แล้วได้ฟังที่คุณวอลต์ ดิสนีย์เคยพูดกับทีมไว้ว่า ถ้าเกิดวันหนึ่งเขาหายไป หรือตายไป สิ่งหนึ่งที่เขาอยากจะเป็นและให้ผู้คนพูดถึงเขาคือ storyteller เราก็เลยว้าว!นิดหนึ่งว่าทำไม จนมา realize ว่าจริงๆ แล้ว การเป็น storyteller ที่ดี มันไม่ต้องสร้างอะไรขึ้นมาใหม่เลย มันคือการหยิบ element ที่ละเอียดอ่อนมาเรียบเรียงใหม่ เพื่อให้ผู้คนใช้เยียวยาตัวเองได้ เขาสัมผัสแล้วได้ประโยชน์ บางคนได้แรงบันดาลใจ บางคนได้ความเชื่อ บางคนได้ความรู้สึก บางคนได้ความรู้ ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะหยิบเอาไปใช้ได้

คิดว่าทักษะอะไรที่ผู้ประกอบการ หรือคนที่อยากจะก้าวเข้ามาในโลกของการประกอบธุรกิจควรจะมีในอนาคตอันใกล้

problem solving กับ crisis management ค่ะ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าการทำธุรกิจไม่ใช่การทำเพื่อให้ได้อย่างเดียว แต่ในวันที่ไม่ได้ เราจะทำอย่างไร อันนั้นสำคัญกว่า ในวันที่ไม่ได้ เราจะหาเงินอย่างไร หมุนเงินอย่างไร แล้วรับมือกับร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างไร เพื่อจัดการกับปัญหาทั้งหมด

อีกอย่างหนึ่งก็คือมาตรฐานสินค้า อูนไม่แน่ใจว่าบริษัทอื่นเป็นอย่างไร แต่ว่าสำหรับอูน พอตลาดมันไปทางนี้แล้ว QC บริษัทอูนก็ต้องเข้มมาก เข้มสุดๆ เลย ซึ่ง budget ก็จะสูงขึ้น อูน QC เสื้อล็อตเดียว 2 เดือน นั่นหมายความว่ามันมีค่าแรงคนที่เพิ่มขึ้น

เป็นสิ่งที่ต้อง acknowledge ก่อน ทีมที่หาเงิน หรือดูแลเรื่องเงิน ก็ต้องเอามา support การแก้ปัญหา เพราะฉะนั้น crisis mangement มันไม่ใช่แค่ความรู้สึก หรือว่าการออกมาแถลง แต่ในที่นี้รวมไปถึงการบริหารจัดการเงิน เผื่อการทำ crisis management ด้วย

สุดท้ายแล้วการควบคุมความเสียหายในแบบของชนิสราเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเป็นก่อนหน้าที่จะมีโซเชียลเยอะๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะว่าการควบคุมความเสียหายของเรา ทำแต่พอตัวอยู่แล้วค่ะ พี่แพ็คเขาค่อนข้างเก่งในการ support เรื่องการจัดการเงิน ส่วนเรื่อง communication เราก็สื่อสารแบบตรงไปตรงมากับลูกค้าอยู่แล้ว แต่ว่าหลังๆ มา พอเริ่มมีตัวเราอยู่ในสื่อมากขึ้น การจัดการกับปัญหาที่ดีที่สุดคือการเวิร์กกับตัวเองให้จบ

อูนเรียนรู้เลยว่า สิ่งที่พลาดมาเยอะที่สุดคือ อูนไม่ใจเย็นมากพอ ยิ่งเราเป็นคนที่แก้ปัญหาได้เลยทันที ถ้าเราทำโดยที่ไม่ได้ถอยออกมา แล้วมองภาพกว้าง อันตรายคือการที่เราเข้าไปแก้ โดยที่จริงๆ แล้วเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ปัญหานั้นต้องการการรับมือแบบไหน

Topics

Bharanroj Dhanabhudhinitikorn
Lifestyle Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia