Rolex waterproofs each finished watch, then tests it in a hyperbaric tank (Photo: courtesy of Rolex)
Cover Rolex จะกันน้ำนาฬิกาที่เสร็จแล้วแต่ละเรือน จากนั้นทำการทดสอบในถังไฮเปอร์บาริก (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดย Rolex)
Rolex waterproofs each finished watch, then tests it in a hyperbaric tank (Photo: courtesy of Rolex)

นาฬิกา Rolex ยังคงครองใจคนเสมอ ด้วยชื่อเสียงของคุณภาพและการออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา

ด้วยระยะเวลาอันยาวนานที่ Rolex สะท้อนภาพลักษณ์ของนาฬิกาที่เรียบหรูคู่คุณภาพในโลกแห่งการผลิตนาฬิกาชั้นสูง นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1905 ทางแบรนด์ได้มุ่งมั่นที่จะรังสรรค์นาฬิกาที่มีความสวยงามผสานศิลปะอันประณีต สั่งสมชื่อเสียงอันเป็นเลิศและมุ่งมั่นในการผลิตนาฬิกาที่เที่ยงตรงแม่นยำอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 1920 ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสแบรนด์นี้ ก้าวมาเป็นแบรนด์แรกที่ได้ Swiss Certificate of Chronometric Precision  ซึ่งเป็นการรับรองคุณภาพของนาฬิกาข้อมือ ที่มาพร้อมจุดเด่นในเรื่องของความเที่ยงตรงแม่นยำ ซึ่งนาฬิกา Rolex แต่ละเรือนจะผ่านการทดสอบและการรับรองอย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพสูงสุด 

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้แบรนด์นี้ แตกต่างจากผู้ผลิตนาฬิกาแบรนด์อื่นๆ คือกระบวนการผลิตแบบบูรณาการ ซึ่งหมายความว่า Rolex สามารถควบคุมซัพพลายเออร์และทุกวัสดุได้อย่างสมบูรณ์ โดยสามารถผลิตชิ้นส่วนประกอบได้เกือบทุกส่วนภายในโรงงาน ตั้งแต่ตัวเรือน สายนาฬิกาไปจนถึงหน้าปัด ซึ่งกลไก การควบคุมการผลิตในระดับนี้ช่วยให้โรงงานสามารถรักษามาตรฐานได้อย่างเข้มงวด

อ่านเพิ่มเติม: Blancpain นำเสนอนาฬิกา 3 รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ของคอลเล็กชั่น Fifty Fathoms

Tatler Asia
Rolex Oyster Perpetual Superlative Chronometer in yellow gold (Photo: courtesy of Rolex)
Above Rolex Oyster Perpetual Superlative Chronometer ในทองคำเหลือง (ภาพ: ความอนุเคราะห์จาก Rolex)
Rolex Oyster Perpetual Superlative Chronometer in yellow gold (Photo: courtesy of Rolex)

วัสดุที่ Rolex เลือกใช้ มีความโดดเด่นพิเศษ อาทิ สเตนเลสสตีล 904L ซึ่งเป็นวัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อนและสึกหรอได้ดีกว่าสเตนเลสสตีล 316L ที่นาฬิกาแบรนด์อื่นๆ เลือกใช้ นอกจากนี้ Rolex ยังใช้โลหะผสมทองที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้คงสีและความแวววาว แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม ส่วนสายนาฬิกามีให้เลือกสามประเภท คือ Oyster, Jubilee และ President สำหรับสายนาฬิกา Oyster เป็นตัวเลือกที่หลายคนนิยม ด้วยความทนทาน โดดเด่นด้วยข้อต่อสามส่วนที่มีตรงกลางแบนหรือขัดเงา และข้อต่อด้านนอกแบบด้านช่วยเสริมลุคให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นในนาฬิกาสปอร์ตบางรุ่นของ Rolex เช่น Submariner และ GMT-Master นอกจากนี้ยังมีตัวล็อกสายแบบ Oysterlock ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ช่วยทำให้มั่นใจว่านาฬิกาที่สวมอยู่บนข้อมือจะแนบแน่นอีกด้วย 

ส่วนสายนาฬิกา Jubilee เป็นตัวเลือกที่หรูหราสง่างาม ประกอบด้วยข้อต่อห้าชิ้นที่มีตรงกลางขัดเงาและข้อต่อด้านนอกแบบด้าน โดยสายนาฬิกา Jubilee เปิดตัวครั้งแรกในปี 1945 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของแบรนด์ และนับตั้งแต่นั้นมาสายนาฬิกาแบบนี้ก็ได้รับความนิยมสำหรับเดรสวอทช์ เช่น Datejust และ Day-Date ในขณะเดียวกัน สายนาฬิกาแบบ President ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1956 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดูหรูหรา มีข้อต่อแบบครึ่งวงกลมที่มีข้อต่อตรงกลางขัดเงาและข้อต่อด้านนอกแบบด้าน และมักจับคู่มากับนาฬิกา Day-Date รุ่นเรือธงของ Rolex

Tatler Asia
A President bracelet in 18-karat yellow gold being set with gems (Photo: courtesy of Rolex)
Above สร้อยข้อมือ President ทำจากทองคำเหลือง 18 กะรัตประดับด้วยอัญมณี (ภาพ: ได้รับความอนุเคราะห์จาก Rolex)
A President bracelet in 18-karat yellow gold being set with gems (Photo: courtesy of Rolex)

Rolex เสาะแสวงหาช่างฝีมือผู้ชำนาญงาน ซึ่งเชี่ยวชาญศิลปะในแต่ละสาขา เช่น  ช่างทำนาฬิกาในโรงงานผลิตจะต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด จึงจะได้รับอนุญาตให้ทำงานกับแบรนด์ได้ ส่วนช่างทำหน้าปัดต่างต้องมีความเชี่ยวชาญในงานฝีมือเฉพาะทาง โดยนำเทคนิคแบบดั้งเดิม เช่น การแกะสลักกิโยเช่ หรือการลงยา มาสร้างหน้าปัดที่สวยงาม การออกแบบหน้าปัดถือเป็นส่วนสำคัญของการผลิตนาฬิกา เพราะจะสื่อถึงเอกลักษณ์อันสุนทรีย์ของนาฬิกา แต่ละขั้นตอนของการผลิตหน้าปัดจึงจำเป็นต้องใช้การผสมผสานระหว่างเทคนิคโบราณที่สืบทอดและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อสร้างงานศิลปะขนาดเล็กลงบนหน้าปัด 

ในแต่ละปีหน้าปัดรูปแบบใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งนำเสนอตัวเลือกที่หลากหลาย และปรับเปลี่ยนไปตามศักยภาพในการผลิต เช่น การเปิดตัวนาฬิกา Oyster Perpetual Day-Date ในปีนี้ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์ในการลงสีปริศนาบนหน้าปัด Rolex ได้ใช้เทคนิคที่หลากหลายเพื่อสร้างหน้าปัดที่น่าจดจำ รวมถึงการลงแล็คเกอร์ ชุบด้วย PVD(ช่วยในการป้องกันริ้วรอย) และงานฝีมือการลงยา เป็นต้น

Tatler Asia
Exploded view of the Oyster case (1926) (Photo: courtesy of Rolex)
Above มุมมองจากการระเบิดของตัวเรือน Oyster (1926) (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดย Rolex)
Exploded view of the Oyster case (1926) (Photo: courtesy of Rolex)

Rolex ได้อุทิศตนเพื่องานฝีมืออย่างแท้จริง ซึ่งผลลัพธ์เป็นที่ปรากฏชัดในนาฬิกาแต่ละเรือน กลไกนาฬิกาได้รับการประกอบและทดสอบประสิทธิภาพอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดในด้านความเที่ยงตรงแม่นยำ ตัวเรือนนาฬิกา Oyster ที่เปิดตัวในปี 1926 ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในด้านความทนทาน ตัวเรือนได้รับการปิดผนึกอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันฝุ่น น้ำ และรองรับการกระแทก ส่วนโรเตอร์ Perpetual ที่เปิดตัวในปี 1931 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความมุ่งมั่นทางด้านนวัตกรรม โรเตอร์หมุนลานสปริงหลักของนาฬิกาขณะที่ผู้สวมใส่เคลื่อนที่ เพื่อให้แน่ใจว่านาฬิกาจะทำงานอย่างต่อเนื่อง

ความมุ่งมั่นของช่างนาฬิกาในด้านนวัตกรรมและคุณภาพไม่ได้ถูกมองข้าม เมื่อ Rolex ได้รับรางวัลและเกียรติบัตรมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมไปถึงใบรับรอง Swiss Certificate of Chronometric Precision(ใบรับรองความแม่นยำระดับ A) ในปี 1914 จากหอดูดาว Kew ในอังกฤษ ซึ่งเป็นสถิติโลกทางด้านความแม่นยำในขณะนั้น การทดสอบภายในหอดูดาวเนอชาแตลในช่วงทศวรรษปี 1940 และ 1950 ซึ่งนาฬิกาเหล่านี้ได้สร้างสถิติโลก เฉกเช่นเดียวกับรางวัลมากมายจากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève ซึ่งถือเป็นรางวัลออสการ์ของอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกา

Tatler Asia
A precision certificate attributed to a Rolex wristwatch by the Kew Observatory in 1914 (Photo: courtesy of Rolex)
Above ใบรับรองความเที่ยงตรงที่มาจากนาฬิกาข้อมือ Rolex โดยหอดูดาว Kew ในปี 1914 (ภาพ: เอื้อเฟื้อโดย Rolex)
A precision certificate attributed to a Rolex wristwatch by the Kew Observatory in 1914 (Photo: courtesy of Rolex)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Rolex ถูกเลือกสวมใส่โดยผู้ที่มีอิทธิพลมากมายหลากหลายสาขาในประวัติศาสตร์ รวมถึงนักสำรวจ ศิลปิน และผู้นำระดับโลก เช่น Winston Churchill, Paul Newman, Elvis Presley และแบรนด์แอมบาสเดอร์ Roger Federer เป็นต้น การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์และคุณภาพที่โดดเด่นทำให้ Rolex ยังคงเป็นที่ต้องการจากนักสะสมและผู้ชื่นชอบนาฬิกา

Rolex ไม่ใช่เพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็นงานศิลปะที่ออกแบบมาให้คงอยู่ตลอดไป ในขณะที่ยังคงสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น แต่มรดกแห่งความเป็นเลิศของ Rolex จะยังคงอยู่ยั่งยืนต่อไป

Topics