เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ Kitt.Ta.Khon โดดเด่นด้วยการผสมผสานงานคราฟต์จากชุมชนไทยและแรงบันดาลใจจากทั่วโลกในการสร้างสรรค์สินค้าที่มีเอกลักษณ์และความหมาย โดยการทำงานร่วมกับช่างฝีมือในท้องถิ่นและการออกแบบที่มุ่งเน้นความยั่งยืน
พีท ธีรพจน์ ธีโรภาส นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Kitt.Ta.Khon เล่าให้ฟังถึงการผสมผสานงานคราฟต์จากชุมชนไทยและแรงบันดาลใจจากทั่วโลกในการสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์ที่มีเอกลักษณ์และความหมาย โดยการทำงานร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่นและการออกแบบที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน ผลงานของแบรนด์ไม่เพียงสะท้อนถึงความงามและความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเล่าเรื่องราวของการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
พีทได้พูดคุยกับ Tatler เกี่ยวกับงานคราฟต์ไร้พรมแดน แฟล็กชิปสโตร์ย่านเจริญกรุง เก้าอี้ซักผ้า และการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของ Kitt.Ta.Khon
อ่านเพิ่มเติม: ผลงานแสนเชย และภารกิจการนำเสนอ good taste กับ bad taste ในระดับโลกของศรัณย์ เย็นปัญญา

Above แฟล็กชิปสโตร์ของ Kitt.Ta.Khon ในย่านเจริญกรุง
ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวคุณและจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Kitt.Ta.Khon ได้ไหม
แบรนด์ ‘Kitt.Ta.Khon’ เกิดจากความหลงใหลในงานคราฟต์และการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมชื่นชอบการออกแบบที่เชื่อมโยงกับผู้คนมากกว่าการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ครั้งแรกที่สัมผัสงานชุมชนอย่างจริงจังคือที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเรียนรู้กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้หลงใหลในความเรียบง่ายและความหมายของงานฝีมือ
หลังเรียนจบก็ได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับชุมชนทั่วไทยผ่านโครงการของหน่วยงานภาครัฐ ผมยังเดินทางไปค้นหาแรงบันดาลใจในประเทศที่มีงานสานน่าสนใจอย่างอินโดนีเซียและโมร็อกโก แนวคิดของแบรนด์คือการผสมผสานวัฒนธรรมและงานฝีมือจากหลายพื้นที่ เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ไร้ซึ่งพรมแดนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
อะไรที่ทำให้งานฝีมือของ Kitt.Ta.Khon โดดเด่น และมีเอกลักษณ์ในแวดวงงานเฟอร์นิเจอร์
สำหรับผม การนำเสนอของ Kitt.Ta.Khon ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสินค้า แต่คือการเล่าเรื่องราวของชุมชนและงานฝีมือที่ซ่อนอยู่ในแต่ละชิ้นงาน จุดเริ่มต้นมาจากการเดินทางไปฝรั่งเศส ซึ่งเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่าการตกแต่งบ้านไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ แต่ยังรวมถึงชิ้นงานขนาดเล็ก ที่ช่วยเติมเต็มความโดดเด่น เช่นเดียวกับต่างหูที่เสริมลุคให้ผู้หญิง ผมจึงเลือกผสมผสานงานฝีมือไทยเข้ากับแนวคิดสากล พร้อมออกแบบชิ้นงานที่มีขนาดเล็กและไม่ซับซ้อนเกินไป เพื่อให้คนในชุมชนสามารถสร้างสรรค์ได้จากที่บ้านอย่างสนุกและไร้ความกดดัน หนึ่งในผลงานชิ้นแรกๆ อย่างเก้าอี้ซักผ้า เป็นตัวอย่างของงานที่สะท้อนเสน่ห์เฉพาะตัวและรายละเอียดแบบไทย
อะไรคือความท้าทายที่สุดสำหรับคุณและแบรนด์จนถึงตอนนี้
การเป็นนักออกแบบควบคู่กับการเป็นนักธุรกิจนั้นท้าทายมาก สำหรับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันมันต้องใช้งานได้อย่างคงทนและอยู่ได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่สวยงามเพียงอย่างเดียว วัสดุที่ใช้ต้องมีคุณภาพดี และในส่วนของการทำธุรกิจคือการบริหารงาน
ตอนเริ่มทำแบรนด์ผมยังไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง เรียกได้ว่าให้ความหวังชาวบ้านหลายๆ ราย ผมรู้สึกว่าอาจจะทำให้คนอื่นเสียเวลา หรือทำให้งานไม่ราบรื่นเท่าที่ควร เพราะยังไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ผมก็มีหลุดบ้าง เพราะไปผูกติดกับความรักในงานออกแบบมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถมองภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจน วันนี้แบรนด์ก้าวสู่ปีที่ห้า และผมมองทุกอย่างกว้างขึ้น
ทำไมการนำเสนอวิถีของแบรนด์ Kitt.Ta.Khon ในคอมมูนิตี้งานเฟอร์นิเจอร์จึงสำคัญสำหรับคุณ
ความตั้งใจของผมคือนำเสนอความเป็นชีวิตผ่านงานออกแบบให้มากขึ้น เพราะงานแมสโปรดักชั่นในปัจจุบันมักดูแข็งและขาดความรู้สึก เราสามารถเติมเส้นสายที่นุ่มนวลให้กับพื้นที่ผ่านงานทำมือที่มักถูกมองข้าม เช่น ตะกร้าสานที่บางครั้งถูกขายในราคาต่ำ ผมต้องการสร้างคุณค่าและเรื่องราวให้กับงานฝีมือเหล่านี้ แบรนด์จะเป็นเหมือนหัวหอกที่นำไปก่อน อีกอย่างคือความภาคภูมิใจในรากเหง้า ความรู้สึกก็เป็นสิ่งที่สำคัญ
อ่านเพิ่มเติม: มุก พรทิพย์ ดีไซเนอร์ที่เชื่ออย่างสุดใจว่าแฟชั่นและความยั่งยืนเป็นเรื่องไปด้วยกันได้
มรดกทางวัฒนธรรมมีบทบาทอย่างไรในงานของคุณ และนำมาผสมผสานเข้าไปในงานออกแบบของคุณอย่างไรบ้าง
มันลงลึกถึงรากเหง้าใช่แค่เรื่องของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นการต่อสู้กับปัญหาสังคม ผมต้องการให้คนหันมามองว่า การบริโภคควรจะช้าลงและให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลดปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นภาพใหญ่ที่ผมต้องการพูดถึง
ช่างฝีมือก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะบางครั้งช่างเก่งๆ ถูกละเลย หรือไม่ได้รับโอกาสที่ดี ทำให้บางคนต้องออกไปทำงานอื่นๆ ในต่างประเทศ ทั้งที่มีฝีมือสูงและมีประสบการณ์มากมาย สำหรับผมเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
มีวิธีการรักษาสมดุลระหว่างงานคราฟต์ ความยั่งยืน และการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดสมัยใหม่อย่างไร
เรื่องการรักษามาตรฐานของการผลิตที่เน้นงานทำมือ รวมถึงการตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแง่ของความยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผมที่ต้องการนำเสนอ ไม่เพียงแค่การรีไซเคิลวัสดุ แต่ยังรวมถึงการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงและสามารถใช้งานได้ยาวนาน โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงกระบวนการรีไซเคิลตลอดเวลา เช่น การได้ร่วมงานกับ Jim Thompson ที่มีจุดเริ่มต้นในช่วงโรคระบาด ก็เป็นการปรับตัวสู่ตลาดออนไลน์ การได้ทำสินค้าจำนวนจำกัด ขยายการรับรู้แบรนด์ แต่ยังคงรักษาความสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เอาไว้
การตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแง่ของความยั่งยืน รวมถึงการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงและสามารถใช้งานได้ยาวนาน ไม่จำเป็นต้องพูดถึงกระบวนการรีไซเคิลตลอดเวลา

Above ธีรพจน์ ธีโรภาส ที่แฟล็กชิปสโตร์ของ Kitt.Ta.Khon ในย่านเจริญกรุง
มีความมุ่งหวังสำหรับ Kitt.Ta.Khon อย่างไร และมองว่าแบรนด์จะพัฒนาไปในทิศทางใด
ผมต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้น จะยังคงมีการทำงานกับศิลปินและนักออกแบบจากหลากหลายสาขา เพื่อสร้างสรรค์งานหัตถกรรมที่มีความยั่งยืนร่วมกัน อีกโปรเจ็กต์สำคัญคือการเข้าร่วมงาน Bangkok Design Week ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะเป็นการร่วมมือกับบริษัทสุชัยโลหะการที่เชี่ยวชาญด้านการปั๊มโลหะเป็นขันน้ำ ซึ่งจะนำเสนอความสนุกสนานและด้านไลฟ์สไตล์ของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ๆ สำหรับโชว์รูมในย่านเจริญกรุงที่มีความหลากหลาย เป้าหมายคือการทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น
อ่านเพิ่มเติม:
โชน ปุยเปีย เล่าถึงผลงานสร้างสรรค์ กลุ่มลูกค้า ชุดวิวาห์ และโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์
จิรวัฒน์ ศรีเลื่อนสร้อย กับการนำตัวอักษรและวัฒนธรรมไทย มาผสมผสานวิถีชีวิตสมัยใหม่ สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ The Only Market Bangkok
เมย์ วัจณา กับเส้นทางกว่า 7 ปีของ Chato Studio: การปั้นแบรนด์ที่ต้องหาจุดสมดุลระหว่าง Passion และ Business ให้ลงตัว





