มุก พรทิพย์ อรรถการวงศ์ ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แกลเลอรี ATT 19 (แอทไนน์ทีน) พื้นที่แสดงศิลปะที่เธอสื่อสารแนวคิด slow fashion ให้กับคนทั่วไปที่สนใจ
ความสนใจเรื่องแฟชั่นอยู่กับเธอมาตั้งแต่เด็ก หากแต่ปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบจากแฟชั่นที่ตามกระแสเป็น slow fashion ที่ต้องการสื่อให้ทุกคนรู้ว่า...
“Slow fashion นั้นไม่ได้มีอะไรกำกับว่า คุณต้องทำอย่างนี้อย่างนั้น ทุกคนมีวิธีการในแบบของตัวเอง เราอาจไม่ได้เป็น zero waste girl แต่เราตระหนักได้ว่าจะไม่ซื้อเสื้อผ้าเกินความจำเป็น ถ้าเราช่วยกันคนละเล็กละน้อย มันจะช่วยโลกได้เยอะมากเลย”
ความใส่ใจเรื่องความยั่งยืนของของ มุก พรทิพย์ แสดงออกมาอย่างชัดเจนในวันที่เธอเดินทางมาถ่ายแฟชั่นกับ Tatler ในฐานะ Asia's Most Stylish 2024 เพราะชุดที่เลือกใส่ล้วนคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เราจึงพูดคุยกับเธอในหัวข้อแฟชั่นและความยั่งยืนที่เธอยืนยันกับเราว่าแฟชั่นและความยั่งยืนเป็นเรื่องไปด้วยกันได้
อ่านเพิ่มเติม: ความกบฏในคอลเล็กชั่นล่าสุดของ ฟ้า จักษุเวช ที่จะสร้างไวป์ใหม่ให้กับวงการแฟชั่นไทย

Above มุก พรทิพย์ อรรถการวงศ์ ในชุดถ่ายแบบสำหรับ Asia's Most Stylish 2024 ที่มากับคอนเซ็ปต์ Slow fashion (ภาพ: Termsit Siriphanich)

Above มุก พรทิพย์ อรรถการวงศ์ ในเสื้อขนนกสีแดงที่ผสมผสานขนนกจริงและวัสดุเหลือใช้ (ภาพ: Termsit Siriphanich)
เพราะแฟชั่นคือตัวตน
“เราเชื่อมาตลอดว่าแฟชั่นช่วยพูดและสื่อความเป็นเราได้”
ความเชื่อของ มุก พรทิพย์ ทำให้เธอเลือกหยิบเสื้อผ้าที่กระบวนการผลิตส่งผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุด และเลือกใช้แบรนด์ของดีไซเนอร์ไทย
“วันที่ได้โจทย์มาถ่ายแบบให้ Tatler มุกเลือกเสื้อผ้าแบรนด์ไทยและดีไซเนอร์ที่เรียกว่าทำงานที่ sustainability จริงๆ คือ โชน ปุยเปีย เขาจะทำงานในระบบ made to order ลูกค้าต้องวัดตัวก่อนที่จะตัดชุด เพราะฉะนั้นแทบจะไม่มี waste ในการผลิตเลย และทุกอย่างเป็นการทำมือ
ชุดที่มีขนนกสีแดงจะไม่ใช้ขนนกล้วน แต่จะผสมกับผ้า Organza และผ้าไหม โครงชุดเป็นการผูกมือคล้ายๆ Macrame เรารู้สึกว่ามัน craft มาก ส่วนเสื้อลายดอกไม้เป็นชุดของแบรนด์ Endproof แบรนด์หน้าใหม่ของคนไทย ดอกไม้แต่ละชิ้นจะใชัวัสดุต่างกันมีทั้ง Denim ฟอกกับผ้าที่เหลือจากการตัดเย็บชุดอื่น
เราชอบทำงานกับน้องๆ รุ่นใหม่ แล้วเราก็รู้สึกว่าสมัยนี้ในโลกของแฟชั่นไม่จำเป็นต้องทำเสื้อผ้าสี่คอลเล็กชั่นต่อปี มุกคิดว่าเราต้องคิดถึงโลกด้วยเวลาจะเลือกใส่อะไร การเป็นคนที่ตามแฟชั่น แล้วเราทำลายโลก มุกคิดว่านั่นไม่ค่อยแฟชั่นเท่าไหร่”
อ่านเพิ่มเติม: พาชมโมเมนต์เด่นของเหล่าดารา คนดังและดีไซเนอร์ชาวไทยในนิวยอร์กแฟชั่นวีค

Above มุก พรทิพย์ อรรถการวงศ์ (ภาพ: Instagram / @mookiemoo )
โลกที่หมุนเร็วของ fast fashion
หลังจบการศึกษาด้านแฟชั่นจาก Parsons School of Design มุก พรทิพย์ เป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ไทยที่ใช้ชีวิตและทำงานในนิวยอร์ก ที่นั่นเธอได้สัมผัสกับการทำงานในวงการแฟชั่นที่ดูเหมือนโลกจะหมุนเร็วกว่าที่คิดไว้มาก
“ตอนทำงานที่นั่นรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานกับแบรนด์ดีๆ มากมาย ทั้งแบรนด์ลักซ์ชูรีและ fast fashion มุกทำหน้าที่เป็นคนคุมการผลิตทุกอย่าง ดูตั้งแต่ขั้นตอนการ fitting จากนั้นก็รับฟีดแบ็กจากดีไซเนอร์เพื่อนำไปผลิตตามดีไซเนอร์ต้องการ
ชีวิตตอนนั้นเหมือนทำ collection หนึ่งเสร็จ ก็ต้องเริ่ม collection ต่อไปเลย เหมือนเราเห็นชุดที่เราทำกะพริบตาเดียวก็ต้องทิ้งแล้วไปทำสิ่งใหม่แล้ว”
จุดเริ่มต้นความสนใจ slow fashion
จากคนทำงานที่โลดแล่นในวงการแฟชั่น Tatler ถามถึงที่มาของความตระหนักถึงผลกระทบจากกระบวนการผลิตเสื้อผ้าว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจจากอะไร และเริ่มขึ้นเมื่อใด
“ตอนแรกต้องบอกว่าไม่รู้จักคำว่า slow fashion ด้วย คือจริงๆ มุกว่าทุกคนปกติจะไม่ได้รู้ว่าแฟชั่นสร้างของเหลือทิ้งมากแค่ไหน ตอนเด็กๆ มุกเหมือนคนอื่นเลยค่ะที่เสพแฟชั่นตามเทรนด์
วันหนึ่งตอนเรียนแฟชั่นที่นิวยอร์กได้ดูหนังสารคดีเรื่อง The True Cost แล้วเราตกใจมาก คือเราไม่รู้ว่า industry ที่เราทำอยู่มันเป็นแบบนี้ แล้วเราก็อายมาก คือเรารู้สึกว่ามันเหมือนอยู่คนละโลกเลย"

Above มุก พรทิพย์ อรรถการวงศ์ (ภาพ: Instagram / @mookiemoo )
ความตระหนักนั้นสำคัญ เราช่วยโลกได้ในแบบของเรา และโลกจะดีขึ้นมาก
"หนังเรื่องนี้ มุกอยากแนะนำให้คนไปหาดูกันเลยนะคะ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับแรงงานทำเสื้อผ้า กระบวนการผลิตนั้นทำให้เกิดโศกนาฎกรรมมากมาย ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ เพียงเพราะจะทำเสื้อผ้าราคาถูกให้เราใส่
จริงๆ แล้วเรื่องของ fast fashion ไม่ได้มีอะไรที่ผิดหรือถูก เพราะว่าถ้าพูดถึงเมืองไทย คนที่มีกำลังซื้อได้ระดับนั้นก็จะซื้อเสื้อผ้าราคานั้น เขาไม่ได้ซื้อฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว คนที่เป็นปัญหาคือ กลุ่มคนที่เสพเทรนด์ ใส่ชุดไปงานครั้งเดียวแล้วทิ้ง นั่นคือปัญหา พอดูหนังแล้วย้อนกลับมาดูสิ่งที่เราทำ ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่า ทำไมนิวยอร์กต้องทิ้งของเยอะจัง”
Life Calling
“เรารู้สึกว่าพูดอะไรไม่ได้เลยในฐานะเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้เกิดของเหลือทิ้งเยอะขนาดนั้น”
ด้วยความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและอาการ burnout จากจังหวะการทำงานที่หมุนเร็ว มุก พรทิพย์ เดินทางกลับไทยเพื่อมาเปิด ATT 19
“ตอนนั้นที่บ้านมีแผนเปิดแกลเลอรีเลยกลับมา ถามว่ากลับมาทำธุรกิจของตัวเองเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยค่ะ เพราะเราไม่ได้เป็นแค่หนึ่งองค์ประกอบในองค์กรแล้ว เราต้อง make sure ว่าทุกอย่าง run แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกอีกแบบเพราะเรามีความสุข เรากำหนดสิ่งที่เราทำได้
การกลับมาทำแกลเลอรีรู้สึกตอบโจทย์ มุกขอเรียกว่า life calling ส่วนในด้านแฟชั่น เราก็ยังทำงานในมุมอื่นๆ อยู่ อาจจะเป็นเหมือน spokesperson ที่ช่วย represent แบรนด์ที่คำนึงถึงความยั่งยืน”
วิถีแห่งความยั่งยืนที่ทุกคนทำได้
แม้จะคำนึงถึงเรื่องความยั่งยืน แต่ มุก พรทิพย์ เชื่อว่าทุกอย่างเริ่มจากความตะหนักและความรู้ว่าทุกคนสามารถช่วยโลกได้ในแบบของตัวเองที่ไม่ฝืนธรรมชาติจนเกินไป
“มุกว่าทุกคนมีวิธีในการลด footprint ในแบบของตัวเอง เราอาจจะไม่ได้เป็น zero waste girl ที่ไม่ใช้หลอด ไม่ใช้พลาสติก แต่ความตระหนักนั้นสำคัญ เราช่วยโลกได้ในแบบของเรา และโลกจะดีขึ้นมากเลย มุกคิดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมา point the finger เธอทำผิดทำถูก ทุกคนมีเวลา และวิธีของตัวเอง"
"สำหรับมุกที่สนใจเรื่องแฟชั่น ก็บอกได้ว่าเราเลือกสนับสนุนแบรนด์ที่มีองค์ประกอบการผลิตที่ดีต่อโลกและสิทธิมนุษยชนได้ รวมไปถึงการเลือกใส่เสื้อผ้า คนก็จะเห็นว่าเราใส่ชุดซ้ำออกงาน เพราะสาระสำคัญที่เราอยากสื่อไม่ได้เกี่ยวกับมูลค่าของชุด มันเกี่ยวกับเรา carry ตัวเองยังไง เราเคยใส่ชุด 200 บาทไปงานมาแล้ว หรือใส่ชุดซ้ำไปงานก็มี อยากจะพูดด้วยว่า style ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงิน แต่ขึ้นกับวิธีคิดของเราค่ะ”





