หมู พลพัฒน์ อัศวะประภา หรือ หมู Asava ดีไซเนอร์ชั้นนำของวงการแฟชั่นไทย เจ้าของอาณาจักรแบรนด์เครือ Asava Group
ภายใต้เครือ Asava Group เขาแตกขยายสไตล์เสื้อผ้าออกเป็นแบรนด์หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้สวมใส่ เช่น ASV, MOO, White Asava, Uniform by Asava ทว่ายังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่มีจุดยืนชัดเจนแต่ร่วมสมัย เพราะนั่นแปลว่าผลงานชิ้นนั้นเข้าถึงและอยู่ร่วมกับผู้ใช้ได้
ในโอกาสที่ หมู Asava ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Asia’s Most Stylish 2024 Tatler พูดคุยกับเขาถึงหลักคิดการสร้างสรรค์ผลงาน ส่วนผสมอะไรที่ทำให้แบรนด์ในเครือ Asava Group ยังเป็นที่สนใจของคนในวงการ และความคิดตกตะกอนจากการใช้ชีวิตบนเส้นทางการเป็นดีไซเนอร์มากว่าสิบปี
อ่านเพิ่มเติม: Asia’s Most Stylish 2024: พบกับเหล่าซูเปอร์สตาร์วงการแฟชั่น ผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของสไตล์

Above หมู Asava ดีไซเนอร์ไทย ผู้บริหารแบรนด์ในเครือ Asava Group (ภาพ: Termsit Siriphanich)
ความสร้างสรรค์ในงานศิลป์
“ถามว่าจะรอเวลาให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาเองได้ไหม ไม่ได้ เหมือนทุกอย่างในชีวิต คือเราต้องฝึก” หมู Asava ตอบคำถามเรื่องที่มาของความคิดสร้างสรรค์
คำตอบนั้นน่าสนใจไม่น้อย เพราะสายตาของคนทั่วไป การทำงานด้านศิลปะมักมาพร้อมกับขุมพลังความคิดสร้างสรรค์ที่คนทั่วไปไม่มี
“อืม มันก็จริงที่เป็นทางที่เราชอบ คือ มี purpose กับ มี passion แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าอะไรก็ตามในชีวิตจะประสบความสำเร็จได้ มันต้องมีความสม่ำเสมอ ความเพียร มุมานะ คนที่มี passion แต่ปราศจากความเพียร สำหรับเรามันอาจจะรู้สึกว่าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป
เราต้องฝึก ต้องรู้จักใช้มันทุกวัน รู้จักมองสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วนำมาผสมผสานรวมความในแบบของเรา อาจจะผิดหรือถูกบ้าง แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้”
อ่านเพิ่มเติม: Asia’s Most Stylish: บรรดาชายหนุ่มที่มีสไตล์ที่สุดในเอเชีย พิสูจน์ให้เห็นว่าแฟชั่นเป็นศิลปะที่แสดงออกถึงความรู้สึกสำหรับทุกคน

Above หมู Asava ในการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” และงานหัตถกรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาพ: Instagram / @polpatasava)
วัตถุดิบความคิดสร้างสรรค์
หนึ่งในปัญหาของคนทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์คือ ภาวะอุดตันทางความคิด หรือ creative block ความคิดสร้างสรรค์ที่เคยลื่นไหลกลับเหือดหายไปจนไม่สามารถผลิตผลงานออกมาได้ หมู Asava บอกกับเราว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยตัวเขามีวิธีแก้ด้วยการปรับมุมมอง
“ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นได้ มันเป็นธรรมชาติ ฉะนั้นอย่าไปกลัวหรือตกใจ บางทีลองขยับตัวสักนิด หันตัวสักหน่อย เราอาจได้เห็นอะไรที่มันสามารถจุดประกายความคิดเราได้ดี ยกตัวอย่างบางทีเล่นโยคะ เวลาครูให้ทำท่าบิดตัว เราก็มองเห็นห้องในมุมใหม่ มันก็สอนเราได้เหมือนกันว่าจริงๆ ชีวิตอยู่ที่การบิดมุมมอง เพื่อจะได้เห็นสิ่งใหม่ ถึงบอกว่าของแบบนี้ต้องฝึก ถ้าไม่ฝึกเราจะไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่เราต้องบิด
แต่จะต้องระวังเหมือนกัน การทำแฟชั่นถ้าเราบิดเยอะเกินไป ตัวตนก็จะหาย คนก็จะจำไม่ได้ว่าอะไรคือ Asava อะไรคือสิ่งที่เราทำ แต่ถ้าเราไม่บิดเลย ก็ซ้ำซากจำเจ เพราะฉะนั้นวิธีไหนล่ะที่จะหาความสมดุลระหว่างความต่อเนื่องกับความสดใหม่ อันนี้คือศิลปะอย่างหนึ่ง ศิลปะของการหาความสมดุลให้คนรู้สึกว่า เราไม่ได้ตกสมัย แต่คนก็ยังรู้สึกคุ้นเคยกับเรา”
ชีวิตอยู่ที่การบิดมุมมอง เพื่อที่จะได้เห็นสิ่งใหม่

Above หมู Asava ดีไซเนอร์ไทย ผู้บริหารแบรนด์ในเครือ Asava Group (ภาพ: Termsit Siriphanich)
ศาสตร์แห่งการออกแบบแบรนด์ให้อยู่ในใจคน
กว่าสิบปีบนเส้นทางการเป็นดีไซเนอร์ และเจ้าของเครือ Asava Group เราชวน หมู Asava ขบคิดต่อถึงการสร้างสรรค์ผลงานว่าส่วนผสมใดทำให้ผลงานของแบรนด์ยังคงถูกพูดถึงเสมอ
“อย่างแรกน่าจะเป็นความร่วมสมัย เราชอบคำว่า modern เพราะมันมีเหตุผลซ่อนในนั้นว่าคนเราไม่ได้อยากจะอยู่กับอนาคต คนที่นำสมัยเกินไปบางทีก็เข้าถึงยาก แต่คนที่ร่วมสมัย ดูแล้วรู้สึกเป็นกันเองมากกว่า และคำว่าร่วมสมัยนั้นแปลว่า เราต้องรู้จักอดีต รู้จักตัวตน รู้จักปัจจุบัน และมองไปข้างหน้าได้
สุดท้ายแล้วคิดว่าคนทำงานศิลปะ ความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเข้าใจเรา แต่คนที่เราพยายามจะสื่อสารด้วย พวกเขาควรจะเข้าใจเรา ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มเล็กหรือคนกลุ่มใหญ่ ในฐานะคนทำงาน คุณตั้งใจจะสื่อสารกับคนคนนี้ แล้วเขาไม่เข้าใจคุณ คุณต้องตั้งคำถามกับกระบวนการทำงานของคุณ ว่ามันมีตัวแปรตัวไหนที่มองผิดไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นโจทย์สำหรับคนในปัจจุบันคือต้องสัมฤทธิผลในการสื่อสาร ในสิ่งที่เราต้องการจะทำ แม้กระทั่งการทำเสื้อผ้าเองก็ตาม”

Above หมู Asava ดีไซเนอร์และเจ้าของเครือ Asava Group ผู้คำนึงถึงความร่วมสมัยและการสื่อสารที่สัมฤทธิผลในกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ (ภาพ: Asava)
หมู Asava กับการตกตะกอนทางความคิด
“เราอาจจะมองชีวิตไม่เหมือนคนอื่น แต่เราเรียนรู้ว่าเราเลือกเอง แล้วต้องรับผิดชอบมัน แต่ที่สำคัญคือ เรารู้สึกว่าเราเลือกไม่ผิด”
มุมมองของหมู Asava ที่มีต่อการใช้ชีวิตและการทำงาน ปัจจุบันนอกจากบริหารงานในเครือ Asava Group แล้ว ดีไซเนอร์คนเก่งยังมีร้านอาหาร Sava และ Co-limited นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายสาขาร้านอาหารด้วย หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า การขยับขยายสายงานจากด้านดีไซน์สู่การบริหารร้านอาหารนั้นมีความแตกต่างหรือยากง่ายเพียงใด
“ไม่ต่างนะ แค่อาจมีเรื่องให้คิดมากขึ้น มีคนในความรับผิดชอบมากขึ้น เมื่อก่อนตอนเราเป็นเด็ก เราอาจรับผิดชอบแค่ความฝันของเรา แต่วันนี้เราไม่ใช่เด็กคนนั้นแล้ว เราเติบโตและต้องรับผิดชอบคนอีก 400 คน คนเหล่านี้ยังมีลูกและสามี หรือคนอื่นที่เขาต้องเลี้ยงดู แต่ว่าแน่นอนที่สุด เรายังดีใจว่าเด็กคนนั้นที่รู้สึกตื่นเต้นในการทำงานยังไม่เคยหายไปจากชีวิต ยังคงวิ่งเล่นอยู่ในออฟฟิศ เพราะทุกวันนี้การตื่นมาทำงานยังเป็นความสนุก และยังมีแรงทำในสิ่งที่รักต่อไปอีกนาน"
ทุกวันนี้การตื่นมาทำงานยังเป็นความสนุก และยังมีแรงทำในสิ่งที่รักต่อไปอีกนาน
"พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าชีวิตไม่มีขวากหนามหรือปัญหา เพราะยิ่งเราทำอะไรเยอะปัญหาก็ยิ่งเยอะ เพียงแต่มุมมองเราเปลี่ยนไป เราไม่ได้มองปัญหาเป็นศัตรูแล้ว เรามองมันเป็นบารมี สิ่งนี้ได้จากการเรียน acting กับครูช่าง (ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง) สมัยเรียนปริญญาตรีที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ตอนนั้นอายุยี่สิบก็ยังไม่เข้าในสิ่งที่ครูบอกหรอกนะครับ มาเข้าใจเอาก็ตอนนี้ ตอนที่เราโตแล้ว ฉะนั้นวิธีการ approach ชีวิตเลยเปลี่ยนไป เราเลยละมุนละม่อมกับปัญหา รู้สึกว่าปัญหาไม่ได้มีไว้พุ่งชน แต่มีไว้ให้เราแก้ไขจัดการ”
ความคิดที่ตกตะกอนนี้ ทำให้เราถามคำถามสุดท้ายว่า ปัญหาประเภทใดที่ หมู Asava คิดว่าจัดการได้ยากหรือยังจัดการไม่ได้
“ปัญหาแต่ละอย่างบางทีอาจแก้ไขจัดการกับมันไม่ได้ในวินาทีนี้ เพราะอาจจะยังไม่ใช่เวลาของมัน ปล่อยไปสักพัก ถึงเวลามันอาจจะค่อยๆ คลายตัวลงเอง หรือบางเรื่องจนเราตาย เราก็อาจจะแก้ไขมันไม่ได้ ฉะนั้นเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้สึกว่า ถ้าเราเจอสิ่งนี้เราต้องเอาตัวเข้าอัดตลอดเวลา เราอาจจะต้องอยู่กับมันยังไงให้มีความสุข แล้วจะใช้มันให้เป็นประโยชน์กับชีวิตเรายังไง สิ่งนี้เลยทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตมีความสุขมาก”





