เรื่องราวของ ‘กรุงเทพมหานคร’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวอักษรของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สู่ธุรกิจรีเทลไลฟ์สไตล์ ความยั่งยืน รวมถึงโปรเจ็กต์ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยล่าสุด
Tatler มีนัดกับ แม่น จิรวัฒน์ ศรีเลื่อนสร้อย ณ อาคารที่เป็นทั้งออฟฟิศและที่พักอาศัยของเขาในย่านสาทร โดยพูดคุยอย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ กฎเกณฑ์ การสร้างสรรค์แบรนด์ไลฟ์สไตล์ The Only Market Bangkok
กว่า 20 ปีที่แม่นเป็นทั้งไดเร็กเตอร์ บรรณาธิการแฟชั่น สไตลิสต์ และอีกหลายบทบาท เรียกได้ว่ารอบด้านในแวดวงแฟชั่น จนต่อยอดไปถึงการทำแบรนดิ้งที่มีส่วนร่วมสร้างแบรนด์แฟชั่นฝีมือคนไทยมาแล้วมากมาย
อ่านเพิ่มเติม: Marimekko ฉลองครบรอบ 60 ปีของลายพิมพ์ Unikko พร้อมเผยวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ต้องการอยู่เหนือกาลเวลาและยั่งยืน
“เราทำงานกับดีไซเนอร์ จากการทำภาพแคมเปญ เรื่อยไปจนถึงถ่ายชิ้นงานและทำคอนเทนต์ให้เขา พอฝังรากไปเรื่อยๆ ก็เริ่มลงลึกรายละเอียดมากขึ้น เช่น คอลเล็กชั่นนี้ต้องทำเสื้อยืดแขนพองหรือต้องมีกระโปรงนะ ความที่เป็นสไตลิสต์ก็เพิ่มเรื่องแบรนดิ้งเข้าไป เรามีดีไซเนอร์ที่เราชื่นชอบก็อยากเห็นเขาไปได้ไกล เลยได้โอกาสทำโชว์รูมสินค้าไลฟ์สไตล์ของดีไซเนอร์ไทยแล้วนำผลงานดีไซเนอร์บางส่วนไปขาย ทั้งไทย ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และปารีส ทำอยู่ 3-4 ปีก่อนเจอโควิด จากนั้นรู้สึกว่าอยากทำเรื่องวิธีคิดของแบรนด์ อยากให้เรื่องราวของแบรนด์มีความชัดเจนกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นนักธุรกิจ เป็นพ่อค้าแม่ค้าแฟชั่นไป เลยเลิกทำ และมาทำออฟฟิศนี้”
แม่นเล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานก่อนจะกลายมาเป็น The Only Market Bangkok ในทุกวันนี้ว่า เริ่มจากปี 2017 ที่ยังทำโชว์รูม มีโอกาสไปปารีสบ่อยครั้ง และได้พบปะดีไซเนอร์ ร้านเสื้อ ร้านรีเทลจากประเทศต่างๆ ทำให้เขาตกตะกอนความคิดได้ว่า การมีวิธีคิดที่แตกต่างนั้นยังไม่พอ ทุกคนควรมีราก
“เลยคิดว่าทำอย่างไรจะดึงดีไซน์แบบไทยออกมาให้ชัดเจน เห็นแล้วรู้ว่านี่แหละงานดีไซเนอร์ไทย ถึงผมจะไม่ชอบใช้คำว่าไทยดีไซเนอร์ก็ตาม"

Above แม่น จิรวัฒน์ ศรีเลื่อนสร้อย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ไลฟ์สไตล์ The Only Market Bangkok (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
"ปีนั้นเป็นปีที่ Gosha Rubchinskiy แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวรัสเซียและดีไซเนอร์คนอื่นๆ จากทั้งรัสเซีย เปรู เกาหลีใต้ และประเทศที่ไม่ใช่หัวเมืองแฟชั่น เริ่มไปทำโชว์ที่ปารีสเยอะขึ้น คอลเล็กชั่นเหล่านั้นมีการใช้ ‘ภาษา’ บนเสื้อผ้า เลยคิดว่าอาจถึงเวลาแล้วที่คนจะทำความรู้จักกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยบ้าง คือได้เห็นภาษาแปลกๆ บนแฟชั่น เลยร่วมกับแบรนด์ Dry Clean Only ทำคอลเล็กชั่นกรุงเทพฯ โดยเราออกแบบเขียนคำว่า ‘กรุงเทพมหานคร’ ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากตัวอักษรของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จากตัวหนังสือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และหากสังเกต จะเห็นว่าเป็นตัวหนังสือที่อยู่บนท่อประปาด้วย”
เสียงตอบรับคอลเล็กชั่นแรกของ Dry Clean Only นั้นเกินคาด โดยเฉพาะในต่างประเทศที่บรรดาคนเก๋ๆ เท่ๆ ดีเจ และคนดังระดับโลก ต่างเลือกสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ตกแต่งด้วยชื่อเมืองหลวงของไทยในภาษาที่แปลกตา ผลลัพธ์จึงเป็นการสร้างแบรนด์ที่ชูตัวอักษรไทยโดยเฉพาะ
“คนก็เริ่มเอ๊ะ อันนี้เขียนว่าอะไร เรารู้สึกว่าน่าสนใจ เลยคุยกับน้องเบสท์ (ปฏิพัทธ์ ชัยภักดี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dry Clean Only) ว่ามาทำอีกแบรนด์แยกจากเดิมกันดีกว่า เป็นชื่อ The Only Market Bangkok โดยนำความสำคัญของตัวอักษรมาต่อยอด ผสมผสานกับการเดินทางที่มักมีหลากหลายสิ่งของข้างทางที่เราเห็น แต่เราลืมไป"
"เริ่มดีไซน์ตัวอักษรไทยวิจิตร (Thai calligraphy) ซึ่งรู้เลยว่าเหมือนเป็นการลงโทษของสวรรค์ เพราะตอนเด็กๆ เคยเขียนชอล์กบนกระดานดำหน้าห้อง ตอนจัดบอร์ดก็ต้องทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำโดยไม่ได้จำอะไร พอเข้าศิลปากร ก็เรียนวิชาตัวหนังสือไทย อาจารย์สอนให้เขียนปากกาหัวตัด ที่ตอนเด็กๆ เราเกลียด ก็ไม่ส่งงาน เป็นวิชาเดียวที่ไม่ส่งงาน มาถึงตอนนี้มันคงฝังอยู่ในตัว พอช่วงโควิดที่ต้องกักตัวก็มาปัดฝุ่นเรื่องนี้ใหม่ เพราะมันเชื่อมโยงกับ The Only Market Bangkok ที่รับรู้ได้ถึงการมีราก พอกลับไปดูเส้นทางที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าจริงๆ สิ่งนี้แหละที่เราสนใจมาตลอด"
"ส่วนความรู้ความเข้าใจด้านรีเทล ก็ได้จากตอนทำโชว์รูม อย่างเราจะรู้ว่าคอลเล็กชั่นนี้ ดร็อปแรกมีสักสิบ SKU คือมีเสื้อยืดสักสามแบบเพื่อสร้างยอด มีของจุกจิกที่สามารถทำราคาได้ดีแล้วยังช่วยเติมเรื่องราว และอาจมีของซื้อง่ายขายคล่อง หมวกแก๊ปสักสองแบบ อะไรอย่างนี้ แล้วก็จะมีของโชว์ออฟ โชว์ไอเดีย เช่น จานหรือของใช้แนวไลฟ์สไตล์เพิ่มเข้าไปอีกหน่อย ก็ช่วยให้เห็นโครงสร้างแบรนด์ที่เราอยากมุ่งไป และเป็นโครงสร้างของสินค้าที่คนชอบและอยากเป็นเจ้าของ”
นอกจากสินค้าที่น่าสนใจหลากหลายรายการแล้ว การออกแบบร้านค้าและจุดขายของ The Only Market Bangkok ยังมีเอกลักษณ์และแตกต่างกันในแต่ละสาขา
“เราจะทำเป็น exhibition ของเมืองไทย ที่นำเสนอร้านค้าที่ขายของเมืองไทยตอนช่วงปี 1950 ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเชยๆ หน่อย พวกตู้อะไรอย่างนี้ แต่โจทย์คือต้องน้อยนะ เพราะอยู่ใน exhibition แล้วของที่นำมาวางต้องถูกจัดวางเหมือนงานนิทรรศการ อย่างที่ Central World จะหยิบความเป็นท้องถนนของกรุงเทพฯ มาใช้ ในอนาคตอยากมีร้าน stand alone แต่ติดที่อากาศร้อน ซึ่งพอเล่าคอนเซ็ปต์ คนก็เริ่มเห็นภาพการนำเอาวัฒนธรรมไทยมาผสมผสานกับการใช้ชีวิตสมัยใหม่"
"สินค้าที่ขายดีที่สุดคือกระเป๋าโท้ท คนรับรู้แบรนด์ได้ง่าย เพราะใช้งานง่ายและอยู่ระหว่าง fashionable กับทั่วไป เลยไม่ดูโดดเด่นเกินไปเมื่ออยู่บนร่างกาย แปลกใจเหมือนกันที่กลุ่มลูกค้าเป็นไปอย่างที่คิดไว้มาก คือเป็นคนที่เหมือนเรา ที่ไปท่องเที่ยวเมืองต่างๆ แล้วไปซื้อของฝากจากร้านเฉพาะทาง อย่างไปบาหลีก็จะไปร้านเล็กๆ ที่อยู่ข้างสวนลิง หรือสมมติว่าเป็นสาวปารีเซียงมาเมืองไทย ก็ต้องหาซื้อจานเซรามิกจาก The Only Market Bangkok ซึ่งเขาจะจดจำและใช้มันไปตลอด อยากทำให้ร้านตัวเองเป็นอย่างนั้น”
อีกความสำคัญที่ทำให้ชิ้นงานต่างๆ ของแม่นมีความพิเศษคือ การเลือกใช้ dead stock (สินค้าค้างสต็อกเป็นเวลานาน) และการผลิตจำนวนจำกัด
“เราเชื่อในความยั่งยืน ไม่ต้องการผลิตจำนวนมาก อยากให้ค่อยเป็นค่อยไป ให้ชีวิตละเอียดอ่อนขึ้น ผ้าที่ใช้ในการทำกระเป๋าเป็นผ้าสต็อกจากโรงงานเสื้อผ้าแฟชั่น จานต่างๆ ทำขึ้นโดยสตูดิโอของลูกสาวอาจารย์ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ที่ใช้เวลาทำเกือบสองปี ที่ชอบคือสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกทั้งตัวอักษรและจาน นี่เป็นอนุสาวรีย์ของเรา”
แม่นยังเล่าด้วยว่า “มีวันหนึ่งเพื่อนไปเกียวโต ไปร้านอาหารไทยแล้วเห็นทุกโต๊ะใช้จานจาก The Only Market Bangkok ซึ่งร้านเขาต้องมีเงินนะ เพราะราคาเราสูง งานของเราใช้พลังงานเยอะ เป็นร้านขายของฝากที่พรีเมียม ในที่นี้หมายถึงพรีเมียมทั้งวิธีคิดและวิธีทำ”
อ่านเพิ่มเติม: 8 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ sustainable ฝีมือคนไทย ที่จะปรับไลฟ์สไตล์การแต่งบ้านของคุณให้ยั่งยืน

Above ห้องโถงเพดานสูง ณ อาคารที่เป็นทั้งออฟฟิศและที่พักอาศัยของ The Only Market Bangkok ในย่านสาทร (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ห้องโถงเพดานสูงที่เรานั่งสนทนากับแม่นนั้น รายล้อมด้วยตู้เก็บของ ชั้นหนังสือขนาดใหญ่ รวมถึงสิ่งพิมพ์หลากหลาย
“ชีวิตในออนไลน์ ข้าวของก็จะประมาณนี้ เป็นรูปแบบอัลบั้ม เอาไว้หาแรงบันดาลใจที่คนอื่นไม่มีอย่างแน่นอน เราก็ต้องโดดเด่น ต้องศึกษาด้วย จะไม่ดึงรูปจาก Pinterest มาใช้ง่ายๆ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในงานดีไซน์ก็ไม่เคยหวั่นใจ เพราะเราเก็บความรู้ต่างๆ เป็นลิ้นชักในหัวเยอะมาก จึงสามารถหยิบลิ้นชักต่างๆ ออกมาได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และรู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่ทำให้การทำงานของเราแตกต่าง และพร้อมรับโจทย์ใหม่ๆ เป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้ข้อมูล คล้ายๆ เป็นร้านขายยา ใครปวดหัวมาก็มียาให้”
ล่าสุดแบรนด์ The Only Market Bangkok ได้กลายเป็นต้นแบบให้กับโปรเจ็กต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
“เราได้ทำเสื้อ 17 จังหวัดภาคกลางกับ ททท. ชื่องานว่า ‘เที่ยวฟิน in ภาคกลาง’ เพื่อให้เสื้อยืดทำหน้าที่เหมือนเป็น token เวลาไปเที่ยวจังหวัดไหน ก็สะสมใบเสร็จรายการใช้จ่ายเพื่อสแกนและส่งรายชื่อไป Mc Jeans ซึ่งมีทั่วประเทศไทย คิดว่าเป็นโครงการที่น่ารัก ไปเที่ยว ถ่ายรูป ใส่แฮชแท็ก ทำตามที่เขาบอกแล้วไปรับเสื้อได้ ซึ่งเหมาะกับโปรเจ็กต์ที่ต้องการดึงนักท่องเที่ยว เรารู้สึกว่าอยากทำงานอย่างนี้"
"คือเราอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นก็จะมีความแปลกแยกอยู่บ้าง ฉะนั้นเราอยากทำงานกับคนหมู่มากด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่เราชอบ การออกแบบเซ็ตนี้จึงต้องดึงองค์ประกอบแต่ละที่มาจัดการเสียใหม่ อย่างเสื้อที่บ่งบอกถึงจังหวัดปทุมธานีจะไม่ได้ใช้วัดวาอารามอะไร ส่วนกรุงเทพฯ เรายังชอบตุ๊กตุ๊ก ประจวบคีรีขันธ์เป็นรถไฟกับเปลือกหอย ของจังหวัดเพชรบุรีเราคุยกับ สจ. และ สส. ประจำจังหวัด รู้ว่าเขากำลังโปรโมตว่าเป็นจังหวัดแห่ง gastronomy ก็ต้องนึกถึงขนม ซึ่งยอมรับว่าไม่เคยทำรูปขนมบนสินค้าใดๆ มาก่อนเลย ถือว่าท้าทายและสนุกมาก"
"ตอนเริ่มต้น เราทำงานกันสองสามคนเอง ตอนนี้มีประมาณสิบห้าคน ซึ่งถือว่าเป็นทีมงานที่ไม่ใหญ่ แบ่งหน้าที่ตามตำแหน่งการทำงานแบบแมกกาซีนเลย” แม่นเล่าอย่างคุ้นเคยกับการทำงานที่เขาถนัดเมื่อครั้งประจำที่นิตยสาร Lips
“แผนกเซลส์ดูเรื่องการขาย เออีประสานงานลูกค้า เลขากองก็ช่วยจัดการทุกอย่าง แผนกโปรดักชั่น แผนกดีไซน์และกราฟิก เมื่อเปรียบเทียบงานกันแล้วจึงไม่ต่างกันหรอก เพราะคือการสื่อสารข้อมูล วิธีคิด และผลลัพธ์ก็คือรายได้”
เมื่อถามถึงความท้าทายในการสร้างทีม และการทำงานที่อาจมีช่องว่างระหว่างวัย แม่นตอบอย่างติดสนุกว่า “โชคดีที่ข้ามพ้นความท้าทายไปแล้ว เพราะพนักงานขายของเราดูคล้ายแอร์โฮสเตสที่บริการในชั้นเฟิร์สคลาสของสายการบินเลยทีเดียว เธออายุประมาณหกสิบ แต่งตัวสวย เรียบร้อย น้ำเสียงเป็นผู้หญิงโบราณ ซึ่งลูกค้าก็หลงรัก ถือเป็นโชคดี"
"รู้สึกว่าเราจะดึงดูดกับมนุษย์ที่แตกต่าง และความที่เป็นคนชอบเก็บข้อมูล คุยกับใครก็เก็บข้อมูลไว้ พอคุยเยอะๆ ก็เริ่มรัก ไม่ก็เกลียดกันเลย พอเจอน้องหลายคนที่เข้ามาช่วย แต่ละคนจะมีความดี แตกต่างกัน เป็นเรื่องของแต่ละเจเนอเรชั่น ก็ต้องมาเขย่าเข้าด้วยกัน นั่นรวมถึงวิธีคิดเราเองด้วย"
"อยากให้เป็นเสื้อที่มีคนมาซื้อแบบใครไปนิวยอร์ก ก็ซื้อเสื้อ I Love NY มาเมืองไทยต้องซื้อเสื้อ The Only Market Bangkok ตอนแรกอยากให้เป็นเสื้อที่เห็นกันในวงกว้าง แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องการถูกก๊อปปี้ ตั้งแต่รูปลักษณ์ของสินค้า ไปจนถึงวิธีคิด และการทำคอนเทนต์ เลยรู้สึกอยากให้เป็นของชำร่วยอย่างที่บอก ซึ่งก็กำลังเป็นไปในทิศทางนั้น"
"อย่างเวลามีผู้บริหารแบรนด์ลักซ์ชูรีหรือแขกคนสำคัญมาประชุมในเมืองไทย ก็จะมีติดต่อมาขอให้จัดชุดของขวัญแพ็กให้ มีกระเป๋า มีจาน คือมันได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว หรือกลุ่มศิลปินชาวญี่ปุ่น เกาหลี เวลามาเมืองไทย เขามาที่ร้านเพื่อซื้อสินค้า ยอดขายออนไลน์ก็ดีขึ้นมาก แต่จุดที่อยากไปถึงให้ได้คือการเป็นหน้าตาของประเทศในมุมมองที่นอกเหนือจากการเป็นสินค้าเชิงวัฒนธรรม ไปไกลกว่าคำว่า high culture เช่น ตุ๊กตุ๊ก อยากให้เป็น premium souvenir brand ที่เข้าใจง่าย ใช้ง่าย เป็นเสื้อที่คนทั่วไปสามารถมีในตู้เสื้อผ้า เป็นของที่ essential เช่น เสื้อยืด เสื้อกีฬา เสื้อฮาวาย กางเกงขาสั้น ขายาว ยีนส์ และเชิ้ต แล้วก็เปลี่ยนดีเทลใหม่ๆ โดยไม่ต้องทำเป็นคอลเล็กชั่นอะไร"
"เมื่อก่อนโลกจะแบ่งเป็นหลายส่วน แต่หลังโควิด แฟชั่นจะมีความน่าสนใจตรงที่มีความเปิดกว้างมากขึ้น และไม่ได้ถูกจำกัดแค่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด อย่างแฟชั่นโชว์ที่พร้อมจะเผยกับคนหมู่มาก ในทางกลับกันก็มีตัวเลือกเยอะขึ้นมาก แล้วเราจะเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นได้อย่างไรหากไปเอาสิ่งต่างๆ ในโลกมาประกอบเป็นแบรนด์ ซึ่งใครก็ทำได้เหมือนกัน"
"แต่สิ่งที่คนอื่นไม่มีคือรากเหง้าแห่งความคิด อย่างการทำแบรนด์ The Only Market Bangkok เป็นการเขียนขึ้นใหม่ เราเขียนกฎนี้ขึ้นมาเอง จะทำจานเป็นรูปอะไร สินค้าจะมีอะไรบ้าง จึงไม่ต้องถูกเปรียบเทียบกับใคร"
"อีกเรื่องคือสื่อโซเชียล คนข้างบ้านอาจกลายเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง ความ valid ต่างๆ เกิดขึ้นได้ง่ายเหลือเกิน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นได้ ถือว่าเก่งมากเพราะมันอยู่ในโลกของคอนเทนต์ที่ไร้พรมแดนของความสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่ทำให้น่าสนใจขึ้นไปอีกก็คือ การที่ผู้คนต่างนำเรื่องราวที่เขาพบเห็นมาผ่านกระบวนการคิด ความคิดเห็นเลยไม่ได้อยู่ที่ title แต่เป็นใครที่สนใจด้านไหนมากจนรู้ลึกรู้จริง นั่นต่างหากคือสิ่งที่เราอยากฟัง”
แม่นปิดการสนทนาด้วยมุมมองและความตั้งใจในการสร้างแบรนด์อักษรไทย เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมร่วมสมัยของกรุงเทพฯ พร้อมออกตัวขอจัดวางสิ่งของต่างๆ จากแบรนด์ The Only Market Bangkok เคียงข้างของรักและหนังสือที่สะสมให้เราได้เก็บภาพประทับใจ





