ศรัณย์ เย็นปัญญา นักสร้างสรรค์ที่มุ่งสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับประเทศไทย
Cover ศรัณย์ เย็นปัญญา นักสร้างสรรค์ที่มุ่งสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับประเทศไทย
ศรัณย์ เย็นปัญญา นักสร้างสรรค์ที่มุ่งสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับประเทศไทย

การสำรวจภารกิจของศรัณย์ เย็นปัญญา การท้าทายบรรทัดฐานและกรอบความคิดของสังคมผ่านสิ่งที่ถูกมองว่า "เชย" เพื่อสร้างความเข้าใจและเทรนด์ใหม่เกี่ยวกับประเทศไทย

Tatler มีนัดกับ ศรัณย์ เย็นปัญญา ที่สตูดิโอของเขา ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านตลาดน้อยของกรุงเทพฯ ณ อาคารพาณิชย์สองชั้นครึ่งเก่าแก่ที่ได้รับการรีโนเวทอย่างสร้างสรรค์ แบ่งพื้นที่ชั้นล่างเป็นเคาน์เตอร์บาร์ที่มีลวดลายตารางจากการจัดวางกระเบื้องสลับสี มิกซ์แอนด์แมตช์กับเก้าอี้ และอาร์มแชร์ผลงานของเขาเอง ส่วนชั้นบนเป็นโถงห้องทำงานที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นภาพต่างๆ บนผนัง หนังสือ ตัวอย่างผ้า ชิ้นงานที่ดูเหมือนว่ากำลังรอฟีดแบ็กจากใครสักคนและสิ่งของอื่นๆ ที่สะท้อนถึงผลงานสีสันสดใสแฝงแนวคิดสนุกที่กลายเป็นลายเซ็นไปเรียบร้อยแล้ว

อ่านเพิ่มเติม:  4 เทเลอร์กับการสร้างสรรค์งานอันเปี่ยมไปด้วยรสนิยมที่พร้อมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล

Tatler Asia
Above ศรัณย์ในสตูดิโอ ณ อาคารพาณิชย์สองชั้นครึ่งเก่าแก่ไม่ไกลจากย่านตลาดน้อยของกรุงเทพฯ

"ปีนี้ผมแทบไม่ได้รับงานเลย หรืออาจจะเรียกว่าผมเลือกรับงานก็ได้ เพราะป่วย" ศรัณย์เริ่มเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาต้องเข้าออกโรงพยาบาลในปีที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาสุขภาพ เขาก็ยังได้เข้าร่วมงานใหญ่ของ Cartier ในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี ของคอลเล็กชั่น Trinity จิวเวลรีสุดไอคอนิก โดยงานนิทรรศการและปาร์ตี้ล่าสุดจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในครีเอทีฟ 100 คนจากทั่วโลกที่ได้รับเชิญมาร่วมคอลลาบอเรชั่นกับแบรนด์

"ประโยคแรกที่ผู้บริหารชาวฝรั่งเศสพูดกับผมบนโต๊ะอาหารคือ ‘ที่ Cartier เราไม่เคยบังคับศิลปิน’ มันเหมือนเป็นน้ำชโลมใจ ผมก็แบบ ‘อ๋อเหรอ ยูคิดว่าดีแล้วใช่ไหม อันนี้ยูชอบใช่ไหม โอเคเลย’ ผมคิดว่า Cartier เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เปิดกว้างมากๆ ในแง่ที่ชื่นชมและให้คุณค่ากับศิลปิน โดยแทบไม่แทรกแซงกระบวนการคิด" 

จุดเริ่มต้นของการร่วมงานระหว่างศรัณย์และแบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาหรูสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Cartier เกิดขึ้นเมื่อเขาได้รับมอบหมายให้ออกแบบ Thai Patrimony Room ซึ่งเป็นห้องจัดแสดงไฮจิวเวลรีสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอลเล็กชั่น Beautés du Monde ที่นำเสนอจิวเวลรีและเรือนเวลากว่า 300 ชิ้นในปีที่ผ่านมา

“งานออกแบบของผมมักอยู่ตรงกลางระหว่างรสนิยมที่ดี (good taste) และรสนิยมที่ไม่ค่อยดี (bad taste) ซึ่งผมรู้สึกดีใจที่ในช่วงหลัง แบรนด์ลักซ์ชูรีหลายแบรนด์ไม่กลัวที่จะนำเสนอความเป็นไทยในรูปแบบใหม่ๆ” ศรัณย์กล่าว พร้อมเผยว่าสิ้นปีนี้เขาจะมีผลงานกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่กำลังเตรียมเปิดบูติกแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ

หนึ่งในโปรเจ็กต์แรกๆ ของศรัณย์เริ่มต้นเมื่อ 15 ปีก่อน ในช่วงที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งเขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นสี่ปี โดยสองปีแรกเน้นการเรียน และหลังจากนั้นก็เริ่มทำงานต่อ เขาจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเล่าเรื่อง (storytelling) จากมหาวิทยาลัย Konstfack College of Arts, Crafts and Design ในสตอกโฮล์ม และผลงานที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักคือการออกแบบเก้าอี้ที่นำตะกร้าจากปากคลองตลาดมาดัดแปลงประกอบกับขาแบบเฟอร์นิเจอร์หลุยส์ ซึ่งได้กลายเป็นจุดสนใจในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในยุโรป เช่น มิลานและปารีส เมื่อผลงานนี้ได้รับการยอมรับก็ทำให้ชื่อเสียงของเขาเริ่มแพร่หลายในวงการออกแบบมากขึ้น

"ความสนใจในวัฒนธรรมไทยของผมเข้มข้นขึ้นเมื่ออยู่ที่สวีเดน เพราะที่นั่นทุกอย่างเป็นระบบและตรงเวลามาก จนทำให้ผมคิดถึงความวุ่นวายของเมืองไทย เช่น การที่ไม่รู้ว่ารถเมล์จะมาถึงเมื่อไหร่ หรือแท็กซี่ที่เลือกผู้โดยสาร ความวุ่นวายเหล่านี้กลับทำให้ผมเห็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของ 'ความเป็นไทย' ที่ย้อนแย้งและมีสีสัน" เขากล่าวในเชิงบวก

"ผมชอบที่เราสามารถซื้อ Rolex ปลอมและของจริงในที่เดียวกัน กินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง หรือไปรูฟท็อปบาร์ได้ ผมเลยอยากถ่ายทอดความย้อนแย้งนี้ในงานของผม ที่มักมีความกวนนิดๆ"

อ่านเพิ่มเติม: 10 ดีไซเนอร์เอเชียที่น่าจับตาอย่างมากในปี 2024

Tatler Asia
Above ศรัณย์ เย็นปัญญากับกระบวนการสร้างสรรค์ที่มักเริ่มต้นจากการค้นหาและทดลอง

เมื่อศิลปะดั่งเป็นภาษาสากล ผลงานที่เขานำเสนอในเวทีที่กว้างขึ้นกลับทำให้ความเป็นไทยในชิ้นงานโดดเด่นชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องตะโกน

“คนมองแล้วเข้าใจโดยที่ไม่ต้องติดป้ายว่า 'Thai design' หรือ 'exotic' อะไรแบบนั้น แต่ผลงานมันสามารถสื่อสารได้เอง อย่างเช่นเก้าอี้ที่นำเอาของถูกกับของแพงมาผสมกัน ถามว่ามันเป็นไทยไหม ก็ใช่ เราสามารถมีทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวสองดาวมิชลินอย่างเจ๊ไฝ และร้านอาหารสามดาวมิชลินในโรงแรมหรูได้ ผมคิดว่าคนต่างชาติสามารถรับรู้สิ่งที่เราต้องการสื่อสารออกและอยากนำเสนอ”

แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจระบุตัวเองว่าต้องเป็น 'มนุษย์ไทย' แต่ทุกสิ่งที่เขาสนใจและนำเสนอ มักจะวนกลับมาสู่รากเหง้า

"ผมไม่เคยติดป้ายให้ตัวเองว่าต้องเป็นอะไร สนใจเรื่องไหนก็พูดเรื่องนั้น แต่สุดท้ายมันก็วนกลับมาความคิดเดิมตลอด"

นอกจากการทำงานกับแบรนด์ระดับโลกแล้วศรัณย์ยังได้มีโอกาสร่วมงานกับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โปรเจ็กต์ที่สะท้อนมุมมองแบบไทยๆ ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาว รวมถึงงานที่ท้าทายและน่าสนใจอื่นๆ

“เมื่อก่อนผมตอบตกลงทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรือใหญ่ แต่ตอนนี้ผมเริ่มเลือกมากขึ้น ถ้าคนที่ชวนเราทำงานด้วยสบายใจและคิดว่าน่าจะสนุก ผมก็โอเคแล้ว ขอแค่เงินพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ นี่น่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมผมยังไม่รวยสักที (หัวเราะ) แต่ผมก็มีความสุข ผมชอบโปรเจ็กต์ที่พาเราไปยังสถานที่ใหม่ๆ และทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน อย่างล่าสุดมีวัยรุ่นคนหนึ่งเปิดร้านข้าวมันไก่ในปั๊มน้ำมัน ค่าจ้างผมอาจจะเกินงบประมาณของเขา แต่ผมรู้สึกอยากทำ เลยตัดสินใจรับงาน” เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม

Tatler Asia
Above ภายในสตูดิโอใกล้ย่านตลาดน้อย; จานชามของสะสมที่รัก
Tatler Asia
Above สตูดิโอใกล้ย่านตลาดน้อย; เก้าอี้ดีไซน์ของเขา

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขาคือช่วงที่มีปัญหาสุขภาพจนเดินไม่ได้ ศรัณย์ใช้เวลานั้นทบทวนหลายสิ่ง และระหว่างที่นั่งรถตู้ไปเที่ยว เขาค้นพบว่าผลิตภัณฑ์ โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

“คนมักมองว่าสินค้าโอท็อปเป็นของที่ใช้เฉพาะในกลุ่ม แต่จริงๆ แล้วมันเป็นของเท่ๆ ที่ใครก็ใช้ได้”

เขาจึงเริ่มสนใจศึกษาและพบว่าปัญหาหลักเกิดจากการที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำไม่ได้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์

“ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะผลิตอะไร หรือขายสินค้าให้ใคร สินค้าเลยถูกทิ้งไว้โดยไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้พวกเขาไม่แฮปปี้ ผมจึงตัดสินใจเปิดแบรนด์หัตถกรรมของตัวเองขึ้นมา และเปิดแฟล็กชิปร้านชาที่ตลาดน้อย ซึ่งเป็นทั้งสถานที่ดื่มชาและซื้อสินค้าหัตถกรรมด้วย”

ผลลัพธ์คือหน่วยงานภาครัฐเริ่มเห็นความตั้งใจของเขาจึงเริ่มติดต่อให้เข้าร่วมโปรเจ็กต์และแผนงานต่างๆ

“ผมไม่คิดว่างานสร้างสรรค์จำเป็นต้องทำตามลำดับ 1-10 ผมคิดว่ามันสามารถเริ่มจากหนึ่ง ไปหก แล้วกระโดดไปแปดได้ แต่ที่สำคัญคือต้องนับให้ครบทุกขั้นตอน กระบวนการทำงานของผมค่อนข้างเปิดกว้าง ผมไม่รู้แน่ชัดว่าปลายทางจะเป็นอะไร” ศรัณย์กล่าวพร้อมยกตัวอย่างเรื่องความเหลื่อมล้ำหรือความย้อนแย้งแบบไทยๆ ซึ่งอาจถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของจานรองแก้ว เก้าอี้ ผ้า หรืองานปัก ในกระบวนการสร้างสรรค์นั้น เขาเริ่มต้นจากการค้นหาและทดลอง

“อย่างภาพที่ผมถ่ายนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรกับมัน ผมซื้อมาเพราะเห็นว่ามันมีมุมมองที่น่าสนใจ แล้วค่อยวิเคราะห์กันทีหลัง”

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของ AI ในการทำงานสร้างสรรค์ ศรัณย์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ต้องใช้ AI ต้อง prompt ให้เก่ง ผมไม่ต่อต้านเลย AI ก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วคนที่มีทักษะก็ยังสามารถใช้เครื่องมือไหนก็ได้ แต่ถ้าไม่มีทักษะ ต่อให้มี AI หรือเครื่องมือดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี” เขายิ้ม

Tatler Asia
Above เคาน์เตอร์บาร์ลายตารางซึ่งสะท้อนความสนใจในการสร้างบรรยากาศและไวบ์ที่ดี

ผมอยากพิสูจน์ให้เห็น ว่าของที่คนมองว่าเชย เห่ย หรือแก่ ไม่มีอยู่จริงหรอก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองของคนมอง ในฐานะนักออกแบบ เรามีหน้าที่สร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น

- ศรัณย์ เย็นปัญญา -

เมื่อถึงช่วงท้ายของการสนทนาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและมุมมองที่น่าสนใจ

“คุณชอบดื่มชาไหม ผมชงให้” เขาถามพร้อมกับบอกเราว่า เคาน์เตอร์บาร์ที่เรานั่งอยู่นี้เป็นสถานที่ที่เขามักใช้ประชุมกับลูกค้าในบรรยากาศสบายๆ ซึ่งสะท้อนความเป็นตัวตนของเขา

“พูดจริงๆ นะ ผมไม่เคยรู้สึกว่าขาดแรงบันดาลใจเลย แค่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็ดีมากพอแล้ว ผมชอบเจอคนใหม่ๆ ชอบคุยกับคน และผมยังรู้สึกว่ามันมีความคันบางอย่างที่ยังเกาออกไปไม่หมดเลย มันเหมือนกับความอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างให้เห็น ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาของ Apple บางคนอาจไม่ชอบแต่นั่นผมใช้ชีวิตในแบบนั้น นั่งเรือ รถเมล์ รถตู้ หรือแม้กระทั่งร้านอาหารที่มีไฟสลัวๆ พื้นปูกระเบื้องลายหมากรุก เหมือนในออฟฟิศผมเลย (เขามองไปรอบๆ) ซึ่งมันเป็นชีวิตที่ผมรัก”

“ผมอยากพิสูจน์ให้เห็น ว่าของที่คนมองว่าเชย เห่ย หรือแก่ จริงๆ แล้วมันไม่มีอยู่จริงหรอก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองของคนมอง ในฐานะนักออกแบบ เรามีหน้าที่สร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นให้มันมีความหมายใหม่ๆ นั่นแหละเหตุผลที่ผมยังคงรู้สึกตื่นเต้นกับการทำงาน เพราะมันยังไม่มีวันสำเร็จสมบูรณ์ ผมเริ่มสนใจเรื่องอาหารและเครื่องดื่มมากขึ้นด้วย เพราะผมสนุกกับการสร้างบรรยากาศและไวบ์ที่ดีในการรับประทานอาหาร ผมอยากสร้างภาษาใหม่ในงานดีไซน์ ที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยในแบบที่ไม่ถูกดูถูก ผมอยากให้สิ่งที่เราทำมันกลายเป็นการสร้างเทรนด์ที่สามารถสร้างความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศไทย” เขาทิ้งท้ายอย่างเรียบง่ายลึกซึ้ง

Topics

Nitnada Panpipat Herve
Style Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

นิตนดา พันธุ์พิพัฒน์ แอร์เว บรรณาธิการด้านสไตล์ มีประสบการณ์การทำงานกับสื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง Grazia, Town & Country และ Vogue Thailand อีกทั้งยังเคยทำงานด้านการตลาดให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่างหลากหลาย