แม้ถูกขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริการวมสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจอินเดียยังมีแรงสนับสนุนและศักยภาพที่แข็งแกร่ง (ภาพ: anand purohit via Getty Images)
Cover ภาพรวมของเศรษฐกิจอินเดียยังมีแรงสนับสนุนและศักยภาพที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐอเมริกา (ภาพ: anand purohit via Getty Images)
แม้ถูกขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริการวมสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจอินเดียยังมีแรงสนับสนุนและศักยภาพที่แข็งแกร่ง (ภาพ: anand purohit via Getty Images)

แม้จะถูกขู่เรียกเก็บภาษีทรัมป์สูงสุดในโลกถึง 50 เปอร์เซ็นต์ภายหลังการประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2025 แต่อินเดียก็ยังมีพลังมากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก จากการเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก พร้อมการเป็นเจ้าภาพประชุม BRICS ในปี 2026 ที่ต้องจับตา

จากหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สู่หนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอินเดียได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตเต็มที่และกว้างขวาง และจำนวนสตาร์ทอัพที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้อินเดียกลายเป็นระบบนิเวศที่ใหญ่เป็นอันดับสามสำหรับสตาร์ทอัพทั่วโลก ปัจจุบันอินเดียยังได้นำเสนอระบบนิเวศที่เติบโตสำหรับการลงทุน ทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาระบบการเงินที่ช่วยให้การลงทุนในอินเดียน่าดึงดูดใจ กระทั่งกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญที่สุดภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกันแม้อินเดียจะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร หรือภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาโดยรวมสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เศรษฐกิจในบางภาค เช่น ส่งออกอัญมณี เครื่องนุ่งห่ม และภาคการผลิต ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจอินเดียยังคงมีแรงสนับสนุนและศักยภาพที่แข็งแกร่ง

อ่านเพิ่มเติม: 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน โครงสร้างใหม่แห่งความมั่งคั่ง: ความร่วมมือที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

Above The International Monetary Fund (IMF) ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียที่ 6.4 เปอร์เซ็นต์ทั้งในปี 2025 และ 2026 (รายงานข่าว ณ 8 สิงหาคม 2025 โดย CNN)

1. GDP ของอินเดียเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียยังคงได้รับการจับตาจากทั่วโลก ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมาขนาดเศรษฐกิจของอินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากช่วงปี 2014–15 ที่มีขนาด 106.57 แสนล้านรูปี (ประมาณ 53.29 ล้านล้านบาท) จะเพิ่มขึ้นเป็น 331.03 แสนล้านรูปีภายในปีนี้ (ประมาณ 122.48 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี

จากข้อมูลของรัฐบาลกลางอินเดีย (Government of India) ระบุว่า GDP ของอินเดียเติบโต 6.5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2024-2025 ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก และยังคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในปีหน้า ขณะเดียวกันสหประชาชาติหรือ UN คาดการณ์การเติบโตที่ 6.3 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้และ 6.4 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า ส่วนสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดียคาดการณ์ตัวเลขสูงกว่าเล็กน้อยที่ 6.40-6.70 เปอร์เซ็นต์

2. เงินเฟ้ออยู่ภายใต้การควบคุม

อัตราเงินเฟ้อในอินเดียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นำมาซึ่งความผ่อนคลายทั้งต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยในเดือนพฤษภาคม 2025 อัตราเงินเฟ้อรายปีตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อยู่ที่ 2.82 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2019 และลดลงจากเดือนก่อนหน้า (เมษายน 2025) ถึง 34 basis points

ตามรายงานความมั่นคงทางการเงินของธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ระบุว่า แนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในทิศทางที่ดี และธนาคารกลางอินเดียเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายระยะกลางที่ 4 เปอร์เซ็นต์

Above ผลสำรวจของ CNBC คาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอินเดียเดือนกรกฎาคมจะอยู่ที่ 1.3 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับ 2.1 เปอร์เซ็นต์ในเดือนมิถุนายน โดยตัวเลข 1.3 เปอร์เซ็นต์นี้จะเป็นดัชนีราคาผู้บริโภค ที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่เริ่มมีการรายงานในปี 2013

3. พลังโครงสร้างประชากร

อินเดียมี “การปันผลทางประชากร” (demographic dividend ซึ่งหมายถึงการที่ประเทศได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับประชากรในวัยเด็กและผู้สูงอายุ) ที่ไม่เหมือนใคร จึงเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักลงทุน ด้วยสัดส่วนประชากรจำนวนมากอยู่ในวัยทำงาน (15-64 ปี) ที่มากที่สุดในโลกกว่า 254 ล้านคน และมีอายุเฉลี่ยที่ประมาณ 28.4 ปี ประชากรที่อายุน้อยเหล่านี้จะขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของผู้บริโภคไปอีกหลายสิบปี สร้างโอกาสให้กับธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้การเติบโตของประเทศนี้จะส่งผลในเชิงเศรษฐศาสตร์และเป็นที่น่าจับตามอง

4. เงินทุนสำรองที่ยังแข็งแรง

ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2025 อินเดียมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ 697.9 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 22.62 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพียงพอสำหรับการนำเข้าสินค้ามากกว่า 11 เดือน จึงถือเป็นตาข่ายนิรภัยในยามเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก หมายความว่าแม้การส่งออกจะชะลอตัวลง อินเดียก็ยังคงมีเงินตราต่างประเทศเพียงพอที่จะชำระค่าสินค้านำเข้าที่จำเป็น ขณะเดียวกัน หนี้ต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็น 19.1 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ณ เดือนมีนาคม 2025

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าฐานะทางการเงินของอินเดียเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอยู่ในเกณฑ์ดีและมั่นคง

อ่านเพิ่มเติม: ธนาคารดิจิทัลแห่งเอเชีย: พลิกโฉมความมั่งคั่งที่ทุกคนเข้าถึงได้

5. ตลาดหุ้นยังคงสร้างความเชื่อมั่นให้กับ FII ในระยะยาว

การลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เร็วที่สุดในโลกเช่นอินเดีย และเป็นประเทศชั้นนำในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

อินเดียมีโอกาสการลงทุนมากมายในตลาดหุ้นสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในสถาบันต่างประเทศ หรือที่เรียกว่านักลงทุนตราสารต่างประเทศ (Foreign Institutional Investors: FII) นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1992 การลงทุนของ FII ในอินเดียส่วนยังคงเป็นไปในเชิงบวก

FII ได้ทุ่มเงินมหาศาล 6.03 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดหุ้นอินเดียตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 ในช่วงวิกฤติโควิด-19 เมื่อดัชนี Nifty ฟื้นตัวและพุ่งขึ้นจากประมาณ 8,000 จุด (เมษายน 2020) เป็น 18,600 จุด (ตุลาคม 2021) ตลาดอินเดียมีการลงทุนจาก FII สูงถึง 3.80 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีกำไรต่อเนื่องจนกระทั่งปี 2025 นักลงทุนต่างชาติก็ได้เทขายหุ้นไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังการประกาศของประธานาธิบดี Donald Trump ในการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากอินเดียเพิ่มเติมอีก 25 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 25 เปอร์เซ็นต์ จากสาเหตุที่อินเดียยังซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้อินเดียถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้ารวมแตะระดับ 50 เปอร์เซ็นต์นั้น กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้ตลาดหุ้นอินเดียอย่างหนัก โดยนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นรวมกว่า 900 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคม ที่มีเงินทุนไหลออกถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ดัชนี Nifty 50 และ Sensex ร่วง 2.9 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกรกฎาคม และลดลงอีก 0.7 เปอร์เซ็นต์ในเดือนสิงหาคม

Moody's Ratings ยังได้ออกมาเตือนว่า การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากอินเดีย อาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ พร้อมกระทบต่อความพยายามดึงดูดการลงทุนต่างชาติ กระนั้นในมุมมองระยะยาว เศรษฐกิจอินเดียจะยังคงแข็งแกร่ง โดย Morgan Stanley คาดว่าหุ้นอินเดียจะทำสถิติสูงสุดใหม่ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า จากการเติบโตของประชากรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งสถาบันการเงินในประเทศอินเดียได้ลงทุนในตลาดหุ้นราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และเมื่อรวมกับนักลงทุนรายย่อย พวกเขาถือครองสัดส่วนตลาดที่ใหญ่กว่านักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะช่วยพยุงตลาดจากการเทขายที่รุนแรง

ดังนั้นแม้ผลกระทบจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่คาด แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาและอินเดียจะยังเจรจากันได้ และในระยะยาวแล้วอินเดียยังคงมีความน่าสนใจ จากการเติบโตที่โดดเด่นในบรรดาประเทศเศรษฐกิจใหม่ ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ก็ประเมินว่า การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ครั้งนี้อาจมีนัยเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาเพื่อทวงคืนส่วนแบ่งตลาดพลังงานของสหรัฐฯ

Tatler Asia
Indian rupee cash bills and stock market indicator board (money, economy, business, finance, inflation, crisis) (ภาพ: Javier Gherisi)
Above Morgan Stanley คาดว่าหุ้นอินเดียจะทำสถิติสูงสุดใหม่ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า จากการเติบโตของประชากรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (ภาพ: Javier Gherisi)
Indian rupee cash bills and stock market indicator board (money, economy, business, finance, inflation, crisis) (ภาพ: Javier Gherisi)

6. การมอบโอกาสการลงทุนที่หลากหลาย

เศรษฐกิจของอินเดียมอบโอกาสการลงทุนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และ AI: อินเดียยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย statista.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลและสถิติเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดและอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก คาดการณ์ว่า ขนาดตลาด AI ในอินเดียจะสูงถึง 7.84 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.54 แสนล้านบาท) ในปี 2025 และจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR 2025-2031) ที่ 26.37 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าตลาดอยู่ที่ 31.94 พันล้านดอลลาร์ (1.03 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2031
  • โครงสร้างพื้นฐาน: อินเดียมีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล การริเริ่มของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟ และเมืองอัจฉริยะใหม่ๆ ได้สร้างแหล่งรวมโครงการสำหรับนักลงทุน
  • พลังงานหมุนเวียน: อินเดียมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว โดยมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ สิ่งนี้ทำให้ภาคส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการลงทุน
  • การดูแลสุขภาพและยา: ด้วยจำนวนประชากรที่มากและเพิ่มขึ้น ความต้องการบริการด้านการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และยายังคงสูงอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของอินเดียก็มอบโอกาสที่ไม่เหมือนใคร
  • สินค้าอุปโภคบริโภค: ชนชั้นกลางที่เติบโตและมีรายได้เพิ่มขึ้นนำไปสู่ตลาดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะภาคส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคที่เติบโตเร็ว (FMCG) กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
Above อินเดียกำลังกำหนดอนาคตของตนผ่านแนวทางด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

7. นโยบาย FDI ที่ผ่อนคลาย

รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินนโยบายอย่างแข็งขันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับนักลงทุน มีการปรับปรุงและผ่อนคลายกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลอินเดียได้อนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) 100 เปอร์เซ็นต์ในบางภาคส่วน เช่น โทรคมนาคม การป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมอวกาศ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตที่สำคัญในระดับโลก

ทั้งนี้ สัดส่วนประเทศที่เข้ามาลงทุนโดยตรงตามรายงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้าภายในของอินเดีย (DPIIT) ระหว่างเดือนเมษายน 2020 ถึงมีนาคม 2025 อินเดียมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะสมอยู่ที่ 9.30 ล้านล้านรูปี (1.07 ล้านล้านดอลลาร์) โดยมีสัดส่วนประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดคือ มอริเชียส (25%) รองลงมาคือสิงคโปร์ (24%) สหรัฐอเมริกา (10%) เนเธอร์แลนด์ (7%) และญี่ปุ่น (6%) ตามลำดับ

8. การยกระดับอินเดียให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านระบบนิเวศสตาร์ทอัพ

โครงการ Startup India ซึ่งริเริ่มโดยรัฐบาลอินเดียในปี 2016 มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษจนถึงเดือนมิถุนายน 2025 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้าภายในของอินเดีย (DPIIT) ได้ให้การรับรองสตาร์ทอัพภายใต้โครงการนี้แล้วทั้งสิ้น 140,803 แห่ง ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการสร้างงานสร้างอาชีพ

เพื่อเป็นการส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพของอินเดียครั้งใหญ่ ในเดือนกันยายน 2024 รัฐบาลอินเดียยังได้เปิดตัวโครงการ “BHASKAR” (Bharat Startup Knowledge Access Registry) โดย DPIIT ที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างบทบาทของอินเดียในฐานะผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Startup India Initiative

กระทรวงพาณิชย์ของอินเดียกล่าวว่า เป้าหมายหลักของ BHASKAR คือการสร้างทะเบียนดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในระบบนิเวศสตาร์ทอัพ โดย BHASKAR จะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พร้อมปฏิวัติวงการ ด้วยการรวมศูนย์ ปรับปรุง และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักภายในระบบนิเวศของผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงสตาร์ทอัพ นักลงทุน ที่ปรึกษา ผู้ให้บริการ และหน่วยงานกำกับดูแล

ปัจจุบันอินเดียเป็นระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก มีสตาร์ทอัพที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลมากกว่า 140,000 แห่ง และจ้างงานเยาวชนมากกว่า 1 ล้านคน นอกจากนี้ อินเดียยังเป็น “บ้าน” ของสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นมากกว่า 110 แห่ง และมีสิทธิบัตรที่ยื่นโดยสตาร์ทอัพประมาณ 12,000 ฉบับ BHASKAR จึงมุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์จากศักยภาพนี้ด้วยการนำเสนอแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความท้าทายที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องเผชิญ โดยคำว่า “Bhaskar” ในภาษาสันสกฤตแปลว่า “อาทิตย์อุทัย” สะท้อนถึงเป้าหมายที่จะเปิดศักราชใหม่ให้กับสตาร์ทอัพของอินเดีย

Above BHASKAR หรือ Bharat Startup Knowledge Access Registry แพลตฟอร์มออนไลน์ที่จะปฏิวัติวงการสตาร์ทอัพด้วยการรวมศูนย์

9. บทบาทผู้นำใน BRICS ที่ต้องจับตา

BRICS เป็นชื่อใช้เรียกกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มาจากสี่ประเทศเมื่อเริ่มต้นในปี 2006 กระทั่งปัจจุบันมีสมาชิกอย่างเป็นทางการทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นสมาชิกอย่างไม่เป็นทางการ และไทยมีสถานะประเทศหุ้นส่วน)

ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม BRICS ได้รับความสนใจากการที่มีสมาชิกเป็นชาติมหาอำนาจ และการเป็นประเทศที่ล้วนทรงอิทธิพล หากมองในแง่มูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว กล่าวได้ว่า ขนาดเศรษฐกิจของ BRICS มีมูลค่ากว่า 28.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 28 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมของเศรษฐกิจโลก และครอบคลุมประชากรกว่า 3.5 พันล้านคน หรือราว 45 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS ยังเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบป้อนตลาดโลกราว 44 เปอร์เซ็นต์

BRICS มีเป้าหมายสำคัญคือความพยายามสร้างดุลอำนาจใหม่ในเวทีโลก และการผลักดันให้มีการใช้สกุลเงินตราที่จะมีศักยภาพเพียงพอในการแข่งขันกับดอลลาร์สหรัฐ และพยายามอย่างแข็งขันในการพัฒนาธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank: NDB) ที่จะเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญของ BRICS ในการออกเงินกู้ที่ยืดหยุ่นกับประเทศรายได้น้อย เพื่อลดการผูกขาดทางอำนาจจากชาติใดชาติหนึ่ง

ทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียตั้งใจชูบทบาทตนเองในฐานะผู้นำกลุ่มโลกใต้ (Global South) โดยพยายามวางหมากอย่างรอบคอบในกระดานนโยบายการค้าระดับโลก แต่หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากอินเดียสองระลอกรวม 50 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่อินเดียซึ่งจะเป็นเจ้าภาพการประชุม BRICS ในปีหน้า กำลังเตรียมตัวเดินทางเยือนจีนเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี และจะเข้าร่วมการประชุมขององค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization: SCO) ที่ทั้งอินเดียและจีน ตลอดจนรัสเซียและอีกหลายประเทศในเอเชียกลางและเอเชียใต้เป็นสมาชิกอยู่ (จะเริ่มต้นในวันที่ 31 สิงหาคมนี้) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนพันธมิตรเพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างอินเดีย-จีน-รัสเซีย ซึ่งล้วนอยู่ในกลุ่ม BRICS ที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

Above สงครามภาษีของทรัมป์กำลังผลักดันอินเดียให้เข้าใกล้ปักกิ่งมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรี Narendra Modi เตรียมเดินทางเยือนจีนเพื่อร่วมการประชุมสุดยอด SCO ซึ่งนิวเดลีกำลังพิจารณาเปิดโอกาสบางส่วนให้กับการลงทุนจากจีนในสินค้าอุปโภคบริโภค พลังงานหมุนเวียน และภาคการผลิต
Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด