พลังความร่วมมือไทย-จีน ที่จะเปลี่ยนอนาคตประเทศไทยไปจากเดิมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (ภาพ: Mr.Cole_Photographer via Getty Images)
Cover พลังความร่วมมือไทย-จีน ที่จะเปลี่ยนอนาคตประเทศไทยไปจากเดิมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (ภาพ: Mr.Cole_Photographer via Getty Images)
พลังความร่วมมือไทย-จีน ที่จะเปลี่ยนอนาคตประเทศไทยไปจากเดิมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (ภาพ: Mr.Cole_Photographer via Getty Images)

ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่นิยามของ “ความมั่งคั่ง” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขการค้าหรือมูลค่าการลงทุนอีกต่อไป แต่คือ “พลังอำนาจ” ที่จีนและไทยร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต

ในปี 2025 นับเป็นวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง การเติบโต และความร่วมมือที่แข็งแกร่งตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงรัฐบาล แต่ยังครอบคลุมถึงระดับประชาชนและภาคเอกชน ซึ่งทำให้รากฐานของมิตรภาพยั่งยืนยิ่งขึ้น เมื่อมองไปในอนาคต ความร่วมมือในด้านใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์ให้ก้าวไปข้างหน้า และสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในทศวรรษต่อๆ ไป

Tatler พามาย้อนรอยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนานของสองชาติที่เปรียบดั่งญาติพี่น้อง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงยุคปัจจุบัน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้น และผลประโยชน์ร่วมกันที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

อ่านเพิ่มเติม: การเดินทางของเชฟแพมแห่งร้าน Potong และจดหมายรักถึงแผ่นดินเกิดผ่านอาหารไทย-จีน

มิตรภาพ 50 ปี

ก่อนจะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ประเทศไทยและจีนมีการติดต่อค้าขายระหว่างกันย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้) ของจีน ที่เด่นชัดก็คือสมัยสุโขทัยที่ไทยได้รับเทคโนโลยีเครื่องปั้นดินเผามาจากจีน

ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518 (ค.ศ.1975) โดยมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย (ขณะนั้น) และโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีของจีน ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วม

การตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปลี่ยนแปลงไป และความต้องการของทั้งสองประเทศที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งไทยมองว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ส่วนจีนเองก็ต้องการขยายความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในโลก

จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีนได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ความร่วมมือในด้านต่างๆ ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า ที่จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและประชาชนก็มีความสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

กระทั่ง 50 ปีผ่านไป ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในวันนี้ ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนสินค้าหรือการตั้งโรงงานเหมือนในอดีต แต่เป็นการร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน

Tatler Asia
“สองมังกรเล่นดวงแก้ว” ตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันออกแบบ
Above “สองมังกรเล่นดวงแก้ว” ตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันออกแบบ
“สองมังกรเล่นดวงแก้ว” ตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันออกแบบ

เทคโนโลยี: จากผู้บริโภคสู่ผู้พัฒนาร่วม

ในอดีต คนไทยเป็นเพียงผู้บริโภคสินค้าเทคโนโลยีจากจีน แต่ในยุคใหม่นี้บทบาทได้เปลี่ยนไปจากเดิม บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Huawei, Xiaomi หรือผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ CATL ไม่ได้มองไทยเป็นเพียงแค่ตลาดอีกต่อไป แต่เป็นฐานที่มั่นสำหรับการวิจัยและพัฒนา (R&D)

อ่านเพิ่มเติม: Kasing Lung ศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังความคลั่งไคล้ Labubu

Huawei: ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย

Huawei เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี 5G โดยในปี 2023 บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 46 ของตลาด 5G ทั่วโลก ปัจจุบันบริษัทหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI และ Computing มากยิ่งขึ้น โดยเป็นการรวม AI เข้ากับระบบการประมวลผลเพื่อสร้างนวัตกรรมและโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อใช้ในการยกระดับอุตสาหกรรมเป็นดิจิทัล

Huawei เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี 2000 รวมกว่า 20 ปี มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนาบุคลากร ผ่านการจัดตั้ง Huawei ASEAN Academy (Thailand) และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่า 40 แห่งในไทย เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในภูมิภาค ทั้งยังมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน ผ่านโครงการนำร่องหลายโครงการ เช่น โรงพยาบาลอัจฉริยะแห่งแรกของไทย (Siriraj Hospital – 1st Smart Hospital) ท่าเรืออัจฉริยะแห่งแรกของไทย (Hutchison Port – 1st Smart Sea Port) เหมืองแร่อัจฉริยะแห่งแรกของไทย (SCG – 1st Smart Mining) สถานีรถไฟอัจฉริยะแห่งแรกของไทย (Bangsue Station – 1st Smart Railway Station)

Above คลิปแนะนำ Huawei ASEAN Academy (Thailand) แห่งแรกของไทยในพื้นที่ EEC

Xiaomi: ความร่วมมือด้าน AI ไปจนถึงเวิ้งฟ้าอวกาศ

Xiaomi เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก และยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น อุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์

Xiaomi มีความร่วมมือกับบริษัทไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะการขยายการลงทุนในประเทศไทยด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี IoT ซึ่งในปีนี้ Xiaomi ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ระหว่างหน่วยงานไทย-จีน ในด้านเทคโนโลยีหลายฉบับ เช่น

  • ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
  • ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมด้านการลงทุนในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กับกระทรวงพาณิชย์สาธารณรัฐประชาชนจีน
  • ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
  • ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับสำนักงานบริหารอวกาศแห่งชาติจีนเกี่ยวกับอุปกรณ์สำรวจสภาพอวกาศโดยรอบของดวงจันทร์ไทย – จีน ภายใต้พันธกิจอวกาศยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ หมายเลข 7
Tatler Asia
การพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและ Alain Lam, CFO และ Vice President  ของ Xiaomi, เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในประเด็นความร่วมมือที่ Xiaomi ตอกย้ำถึงการขยายกิจกรรม R&D เพื่อสนับสนุนตลาด IoT และอุปกรณ์อัจฉริยะในประเทศไทยและตลาดอาเซียน (ภาพ: FB ไทยคู่ฟ้า)
Above การพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและ Alain Lam, CFO และ Vice President ของ Xiaomi, เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในประเด็นความร่วมมือที่ Xiaomi ตอกย้ำถึงการขยายกิจกรรม R&D เพื่อสนับสนุนตลาด IoT และอุปกรณ์อัจฉริยะในประเทศไทยและตลาดอาเซียน (ภาพ: FB ไทยคู่ฟ้า)
การพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและ Alain Lam, CFO และ Vice President  ของ Xiaomi, เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในประเด็นความร่วมมือที่ Xiaomi ตอกย้ำถึงการขยายกิจกรรม R&D เพื่อสนับสนุนตลาด IoT และอุปกรณ์อัจฉริยะในประเทศไทยและตลาดอาเซียน (ภาพ: FB ไทยคู่ฟ้า)

CATL: จิ๊กซอว์สำคัญผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV เอเชีย

CATL (Contemporary Amperex Technology) หนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากมณฑลฝูเจี้ยน (มณฑลฮกเกี้ยน) ได้ร่วมมือกับ Arun Plus (บริษัทในเครือ ปตท.) ในการตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Cell-To-Pack (CTP) ในประเทศไทย มูลค่ากว่า 3.6 พันล้านบาท โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของ CATL ภายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี

การลงทุนครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกสู่การเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ครบวงจรของอาเซียน และการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค โดยปัจจุบันประเทศไทยเราคือผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 10 ของโลก ที่มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน 30 เปอร์เซ็นต์ของศักยภาพการผลิตเกือบ 3 ล้านคันต่อปี ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ภายในปี 2030

Above ความร่วมมือระหว่าง CATL และ Arun Plus บริษัทในเครือ ปตท. ในการตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Cell-To-Pack (CTP)

การเงิน: ยุทธการเชื่อมโลก

การเงินคืออีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สะท้อนถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีน ธนาคารจีนชั้นนำอย่าง ICBC (Industrial and Commercial Bank of China) และ People’s Bank of China (PBOC) ได้เข้ามามีบทบาทในไทยอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้แค่ให้บริการกับบริษัทจีนที่มาลงทุนในประเทศไทย แต่ยังอำนวยความสะดวกในการค้าขายสองสกุลเงิน (บาท-หยวน) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินดอลลาร์สหรัฐ

ICBC สร้าง Financial Hub ผลักดันโครงการ Belt and Road Initiative

ICBC (Industrial and Commercial Bank of China) เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจีน และเป็นธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์มากที่สุดในโลก ได้ยกระดับความร่วมมือทางการเงินและเศรษฐกิจระหว่างไทย–จีน เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีการเพิ่มบทบาทของ ICBC ในประเทศไทยที่สำคัญๆ คือ

  • การเชื่อมโยงธนาคาร ICBC กับโครงการ Financial Hub ไทย และเป็นช่องทางใหม่ให้ธนาคารมีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการ Belt and Road Initiative ของรัฐบาลจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายใต้ Financial Hub
  • การใช้กลไกทางการเงินสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างไทย-จีน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นต้น ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มุ่งสู่ตลาดจีน
  • ประสานและยกระดับการลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และการพัฒนาแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัล เพื่อรองรับธุรกรรมข้ามพรมแดน และพัฒนา e-CNY (Digital Yuan) คู่ขนานกับการพัฒนา CBDC ของไทย
  • การพัฒนาศักยภาพของสถาบันการเงินของรัฐในด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) ร่วมกับ EXIM Bank
Tatler Asia
เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้อนรับและหารือร่วมกับ Lin Liao ประธานธนาคาร ICBC ในการยกระดับ FinTech ไทย เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2025
Above เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้อนรับและหารือร่วมกับ Lin Liao ประธานธนาคาร ICBC ในการยกระดับ FinTech ไทย เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2025
เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้อนรับและหารือร่วมกับ Lin Liao ประธานธนาคาร ICBC ในการยกระดับ FinTech ไทย เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2025

People’s Bank of China กับทางเลือกสกุลเงิน

ในปีที่แล้ว People’s Bank of China (PBOC) หรือธนาคารกลางของจีน ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ลงนามใน MoU ว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึงการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าและบริการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของ ธปท. ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศทางการเงินให้เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในภูมิภาค

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายในการทำธุรกรรม แต่คือการสร้างทางเลือกใหม่ในระบบการเงินระดับภูมิภาค การที่ธุรกิจไทยสามารถใช้เงินหยวนในการซื้อขายกับคู่ค้าจีนได้โดยตรง เท่ากับเป็นการเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนโดยมีไทยเป็นพันธมิตรสำคัญ

Tatler Asia
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  และ Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและธนาคารระหว่างสองประเทศ พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2024 (ภาพ: ธนาคารแห่งประเทศไทย)
Above เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและธนาคารระหว่างสองประเทศ พร้อมลงนาม MoU ว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2024 (ภาพ: ธนาคารแห่งประเทศไทย)
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  และ Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและธนาคารระหว่างสองประเทศ พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2024 (ภาพ: ธนาคารแห่งประเทศไทย)

Smart Infrastructure: อนาคตเมืองอัจฉริยะในพื้นที่ EEC

โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ EEC เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ Thailand 4.0 มีเป้าหมายในการยกระดับพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและประชากรในพื้นที่

จีนในฐานะประเทศคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ของไทย ได้เข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจนในการพัฒนาโครงการ EEC โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเมืองอัจฉริยะ การลงทุนจากจีนในไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนักลงทุนจากจีนมีความเชี่ยวชาญในด้านการก่อสร้างและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเมืองอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็น

  • เทคโนโลยี 5G และดิจิทัล: บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีนหลายแห่ง เช่น Huawei และบริษัทในเครือ Alibaba Cloud ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี 5G ในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับระบบอัจฉริยะต่างๆ เช่น การขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) และระบบบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)
  • นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ: นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งใน EEC ได้รับการออกแบบให้เป็นนิคมอัจฉริยะ (Smart Park) โดยดึงดูดนักลงทุนจีนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน: โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงทางบกและทางรางตามแนวคิด “Belt and Road Initiative (BRI)” ของจีน ได้ช่วยยกระดับการเดินทางและการขนส่งสินค้าในพื้นที่ EEC และเชื่อมโยงไทยกับภูมิภาคอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวได้ว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในพื้นที่ EEC เป็นการผนึกกำลังกันของยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองประเทศ จีนเข้ามาพร้อมกับเงินลงทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่ช่วยให้โครงการใน EEC เป็นรูปธรรมได้เร็วขึ้น ขณะที่ไทยเองก็ได้รับประโยชน์จากการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างงาน และเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์นี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคต

Above โครงการ Smart City ในพื้นที่ EEC อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

“จงไท่อี้เจียชิน” (中泰一家亲) จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

“จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” วลีที่ติดหูคนไทยมาช้านาน สะท้อนถึงมิตรภาพและความแน่นแฟ้นที่มีมายาวนาน

ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในโอกาสสำคัญนี้ เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้ก้าวข้ามจากมิติเดิมๆ สู่มิติใหม่ที่เน้นการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่การลงทุนเพื่อผลกำไร แต่เป็นการร่วมกันสร้าง “มิติใหม่แห่งความมั่งคั่ง” ที่จะหล่อหลอมเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศให้เติบโตไปพร้อมกันในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด