ยุคใหม่ของธนาคารไร้สาขาที่เน้นบริการผ่านมือถือ กำลังสั่นสะเทือนโมเดลการเงินแบบดั้งเดิม ธนาคารดิจิทัลเหล่านี้มีประโยชน์อะไรบ้าง และพวกเขากำลังครองใจผู้ใช้หลายล้านคนได้อย่างไร
โลกการเงินของเอเชียกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อธนาคารดิจิทัลเริ่มก้าวขึ้นมาท้าทายบทบาทของธนาคารแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน สถาบันการเงินที่ไร้สาขาและเน้นการใช้งานบนมือถือเป็นหลักเหล่านี้กำลังดึงดูดลูกค้าหลายล้านคนด้วยการนำเสนอความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า และฟีเจอร์ที่เป็นนวัตกรรมตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่ ธนาคารเหล่านี้กำลังชนะใจผู้ใช้หลายล้านคนทั่วทั้งภูมิภาค
จากศูนย์กลางเทคโนโลยีในจีนและเกาหลีใต้ ไปจนถึงตลาดที่กำลังเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาทำความรู้จักกับธนาคารดิจิทัลชั้นนำในเอเชีย รวมถึงที่มา บุคคลที่อยู่เบื้องหลัง และการแข่งขันกับสถาบันการเงินดั้งเดิม
อ่านเพิ่มเติม: UNICORN คืออะไร? รู้จักสตาร์ทอัพพันล้านในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่อาจกลายเป็นคำสาป
WeBank 微众银行 (จีน)

Above อาคาร WeBank ในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ธนาคารดิจิทัลนี้ริเริ่มโดย Tencent (ภาพ: Getty Images)
WeBank ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดยได้รับการสนับสนุนจาก Tencent บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน และเป็นธนาคารดิจิทัลแห่งแรกที่เป็นของเอกชนในจีน WeBank ผสานรวมเข้ากับระบบนิเวศของ Tencent อย่างแนบแน่น ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยยอดนิยมอย่าง Weilidai (微粒贷) ได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชั่นส่งข้อความและการชำระเงินที่แพร่หลายอย่าง WeChat กระบวนการสมัครทั้งหมดเป็นแบบดิจิทัล 100 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิตได้ภายในไม่กี่นาที
ตามรายงานของ The Asian Banker ปัจจุบัน WeBank ให้บริการลูกค้ารายย่อยมากกว่า 400 ล้านราย และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) กว่า 5 ล้านราย ทำให้ WeBank เป็นหนึ่งในธนาคารดิจิทัลที่มีฐานลูกค้ามากที่สุดในโลก
GXS Bank (สิงคโปร์)

Above GXS Bank เป็นธนาคารร่วมทุนที่ให้บริการเฉพาะบนมือถือ โดย Grab ซึ่งเป็นซูเปอร์แอปพลิเคชั่น และบริษัทโทรคมนาคม Singtel (ภาพ: GXS Bank)
GXS Bank เป็นการร่วมทุนระหว่าง Grab ซูเปอร์แอปพลิเคชั่นแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Singtel ผู้นำด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ของสิงคโปร์ เปิดตัวในปี 2022 โดยให้บริการผ่านแอปมือถือ ผู้ใช้สามารถสมัครบัญชีได้ผ่านแอป Singpass ของรัฐบาล ทำให้การเปิดบัญชีเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ธนาคารมีบัญชีออมทรัพย์พร้อม "Pockets" สำหรับการตั้งเป้าหมาย และ "FlexiLoan" พร้อมตัวเลือกการชำระคืนที่ยืดหยุ่น
GXS Bank ผสานรวมเข้ากับระบบนิเวศของ Grab และ Singtel ทำให้ลูกค้าเหล่านี้ได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่อาจเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารแบบดั้งเดิมได้ยาก บัตร FlexiCard มีวงเงินสินเชื่อ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ และไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำในการสมัคร
อย่างไรก็ตาม GXS Bank ยังมีข้อจำกัดเรื่องเพดานเงินฝากตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล และการให้บริการทั้งหมดแบบออนไลน์อาจไม่เหมาะกับผู้ใช้บางกลุ่ม
Trust Bank (สิงคโปร์)

Above Trust Bank ดำเนินงานในสิงคโปร์ โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง Standard Chartered และ Fairprice Group ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ (ภาพ: Trust Bank)
ธนาคารดิจิทัลที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างธนาคารระดับโลก Standard Chartered และ FairPrice Group ผู้ค้าปลีกชั้นนำของสิงคโปร์ เปิดตัวในปี 2022 ผู้ใช้สามารถเปิดบัญชีผ่านแอป Trust Bank ด้วย Singpass พร้อมฟีเจอร์บัญชีออมทรัพย์ บัตรเครดิต และการเชื่อมต่อกับโปรแกรมสะสมแต้มของ FairPrice Group
แม้จะเน้นดิจิทัลเป็นหลัก แต่ Trust Bank ก็ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายตู้เอทีเอ็มทางกายภาพของ Standard Chartered เพื่อมอบประสบการณ์แบบไฮบริดให้กับผู้ใช้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ธนาคารได้ฉลองลูกค้าครบ 1 ล้านรายภายในเวลาเพียงสองปีหลังเปิดให้บริการ
MariBank (สิงคโปร์)
บริษัทในเครือของ Sea Limited เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Shopee และบริษัทเกม Garena เริ่มให้บริการ MariBank อย่างเป็นทางการในปี 2023 ผู้ใช้สามารถเปิดบัญชีผ่านแอปมือถือ ด้วยการลงทะเบียนผ่าน Singpass เช่นเดียวกับธนาคารดิจิทัลรายอื่น MariBank เน้นบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูง และผสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับแพลตฟอร์ม Shopee เพื่อมอบสิทธิพิเศษและความสะดวกในการทำธุรกรรม
แม้จะเปิดให้บริการเฉพาะในสิงคโปร์ แต่บริษัทแม่อย่าง Sea Limited ยังให้บริการธนาคารดิจิทัลในประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ภายใต้ชื่อ SeaBank
GoTyme Bank (ฟิลิปปินส์)
GoTyme Bank เป็นการร่วมทุนระหว่าง Gokongwei Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ และ Tyme Group กลุ่มธนาคารดิจิทัลที่มีการดำเนินงานในหลายประเทศ โดยเปิดตัวในปี 2022
จุดเด่นของ GoTyme คือโมเดล “phygital” ที่ผสานบริการออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ผู้ใช้สามารถเปิดบัญชีผ่านแอป จากนั้นไปพิมพ์บัตรเดบิต Visa ที่มีชื่อเฉพาะของตนเองได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาทีจากตู้คีออสก์ในร้านค้าปลีก Robinsons
ทั้งนี้ ตามรายงานของ Asian Banking and Finance ระบุว่า ภายในเวลาไม่ถึงสามปีนับตั้งแต่เปิดให้บริการ GoTyme ดึงดูดผู้ใช้ในฟิลิปปินส์ได้มากกว่า 6.5 ล้านคน และมียอดเงินฝากรวมกว่า 3 หมื่นล้านเปโซ
Tonik Bank (ฟิลิปปินส์)
Tonik Financial เป็นบริษัทฟินเทคจากสิงคโปร์ ซึ่งดำเนินงาน Tonik Bank ในฟิลิปปินส์ เป็นธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบแห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาตจาก Bangko Sentral ng Pilipinas (BSP) ในปี 2021
ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Tonik และเปิดบัญชีได้ภายในไม่กี่นาทีด้วยบัตรประจำตัวที่ถูกต้อง ธนาคารมีบริการเงินฝากประจำอัตราดอกเบี้ยสูง บัญชีออมทรัพย์ และ "Stashes" สำหรับเป้าหมายการออมที่เฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ยังให้บริการสินเชื่อผู้บริโภคด้วย
ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอป Tonik และเปิดบัญชีได้ภายในไม่กี่นาทีด้วยบัตรประชาชนที่ถูกต้อง ธนาคารมีบริการบัญชีเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง บัญชีออมทรัพย์ และฟีเจอร์ “Stashes” สำหรับตั้งเป้าหมายการออม นอกจากนี้ยังมีบริการสินเชื่อส่วนบุคคลอีกด้วย
นอกจากนี้ Mizuho Bank จากญี่ปุ่นได้ลงทุนใน Tonik Financial โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินทั่วเอเชีย
KakaoBank (เกาหลีใต้)

Above KakaoBank นำเสนอบัตรที่มีคาแร็กเตอร์ยอดนิยมจากกลุ่ม Kakao Friends (ภาพ: ภาพหน้าจอจาก KakaoBank)
กลุ่มผู้นำโดย Korea Investment Holdings และผู้ให้บริการแอปแชทยอดนิยม Kakao เปิดตัว KakaoBank ในปี 2016 และกลายเป็นธนาคารออนไลน์แห่งแรกของประเทศที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยมูลค่าหุ้นพุ่งขึ้นถึง 65 เปอร์เซ็นต์ จากราคา IPO ในปี 2021
เช่นเดียวกับ WeBank ผู้ใช้สามารถเข้าถึง KakaoBank ได้ผ่านแอปพลิเคชั่นส่งข้อความ KakaoTalk โดยการเปิดบัญชีเป็นกระบวนการที่ง่ายดายและทำได้บนมือถือในเวลาเพียงไม่กี่นาที เพียงมีเพียงสมาร์ทโฟนและบัตรประชาชน ธนาคารมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย รวมถึงบัญชีออมทรัพย์ สินเชื่อ และบัตรเดบิตที่มีดีไซน์คาแร็กเตอร์ยอดนิยม
ธนาคารดิจิทัลแห่งนี้ใช้งานง่ายและน่าสนใจ โดยใช้ประโยชน์จากความคุ้นเคยของแพลตฟอร์ม KakaoTalk กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 131.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (183 พันล้านวอนเกาหลี) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2025 เพิ่มขึ้น 23 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2024
ด้วยอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มที่คุ้นเคย KakaoBank ทำให้บริษัทมีผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2025 ถึง 131.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.25 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้น 23 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2024

Above ธนาคารดิจิทัลในเอเชียไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงการให้บริการของธนาคาร แต่ยังเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างความมั่งคั่งให้ครอบคลุมและเท่าเทียมมากขึ้นด้วย (ภาพ: Freepik)
จุดแข็งของธนาคารดิจิทัล: ความมั่งคั่งที่ไม่ผูกขาด
แพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลกำลังเปิดประตูให้ผู้คนเข้าถึงโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งได้มากขึ้นกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูงที่เข้าถึงได้ง่ายในสังคมที่ยังพึ่งพาเงินสด หรือสินเชื่อขนาดเล็กที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้มีเงินทุนไปซื้ออุปกรณ์หรือสินค้าคงคลังใหม่ นำไปสู่การเติบโตของรายได้อย่างแท้จริง
ฟีเจอร์อย่าง “Pockets” ของ GXS Bank หรือ “Stashes” ของ Tonik Bank ช่วยส่งเสริมวินัยทางการเงินและการตั้งเป้าหมายอย่างมีระบบ ลดค่าธรรมเนียมที่ไม่จำเป็น ทำให้เงินที่หามาได้อย่างยากลำบากอยู่ในมือของผู้ใช้มากขึ้น พร้อมต่อยอดเป็นการออมหรือการลงทุนในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม: ขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน: 10 ผู้ประกอบการพลิกโฉมธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม
การมาถึงของ Virtual Bank ที่พร้อมพลิกโฉมภูมิทัศน์การเงินในประเทศไทย
ภูมิทัศน์ทางการเงินของประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้น ด้วยการมาถึงของ Virtual Bank (ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) และกระตุ้นการแข่งขันในอุตสาหกรรม
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ธปท. ได้ประกาศรายชื่อสามกลุ่มที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การทำธุรกรรมทางการเงินของผู้คนในประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่
1. ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับกลุ่มพันธมิตร Gulf, AIS และกลุ่ม PTT (ผ่าน OR) โดยเป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งธนาคาร โทรคมนาคม และค้าปลีกพลังงาน ทำให้มีฐานลูกค้าจำนวนมหาศาล
2. กลุ่ม SCBX ร่วมกับ KakaoBank และ WeBank ซึ่งจะเป็นการประสานความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินไทยกับประสบการณ์และความสำเร็จของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาระดับโลก
3. บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด (True Money) ของกลุ่มซีพี ซึ่งมีฐานผู้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลขนาดใหญ่ และมีความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงินดิจิทัล โดยมี Ant Financial Services Group (ผู้ให้บริการ Alipay) เป็นพันธมิตร

Above SCB X แพลตฟอร์มเทคโนโลยีของธนาคารไทยพาณิชย์ (ภาพ: Matt Hunt/Anadolu via Getty Images)
หลังจากได้รับความเห็นชอบทั้งสามกลุ่มนี้จะเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด และเตรียมความพร้อมด้านระบบงาน เทคโนโลยี บุคลากร รวมถึงปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของ ธปท. ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจจริง โดยคาดการณ์ว่า Virtual Bank เหล่านี้จะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในกลางปี 2569
อย่างไรก็ตาม การมาถึงของ Virtual Bank ในประเทศไทยไม่ได้หมายถึงการมาแทนที่ธนาคารแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการเติมเต็มและสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ยังจะกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์เดิมต้องเร่งปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในอนาคตอันใกล้ Virtual Bank จะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง และทำให้คนไทยจำนวนมากสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น
This story was originally written in English by Valerie Lim.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2025 โดย Valerie Lim โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ





