สิงคโปร์และฮ่องกงยังคงยืนหนึ่งมหานครที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก ขณะที่กรุงเทพฯ ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเมืองที่มีไลฟ์สไตล์หรูหราที่สุดในโลกสำหรับสินค้าลักซ์ชูรี อย่างแฟชั่นสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ รวมถึงรถยนต์และนาฬิกา
เมื่อเร็วๆ นี้ Julius Baer ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่งระดับโลก ได้นำเสนอรายงานความมั่งคั่งและไลฟ์สไตล์จากทั่วโลก ประจำปี 2025 (Global Wealth and Lifestyle Report 2025) ซึ่งมีภาพน่าสนใจเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงของการใช้ชีวิตหรูหราใน 25 เมืองทั่วโลก โดยมีถึง 10 เมืองที่อยู่ในเอเชีย เป็นการสะท้อนว่าผู้มั่งคั่งทั่วโลกเลือกที่จะลงทุนไม่เพียงแค่ทรัพย์สินและความมั่งคั่ง แต่ยังรวมถึง “ชีวิต” ของพวกเขาด้วย
สำหรับกลุ่ม High Net-Worth Individuals หรือ HNWIs ในเอเชีย การจัดอันดับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์แสดงสถานะ แต่ยังบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในด้านค่านิยม นโยบายภาครัฐ และคำจำกัดความของไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมในเมืองต่างๆ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง โตเกียว กรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ
อ่านเพิ่มเติม: ส่องตลาด Branded Residences อสังหาฯ หรูยุคใหม่ของเอเชีย ผ่านพลังสร้างสรรค์ของแบรนด์ระดับโลก
10+1 เมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตหรูหราในปี 2025
- สิงคโปร์
- ลอนดอน
- ฮ่องกง
- โมนาโก
- ซูริค
- เซี่ยงไฮ้
- ดูไบ
- นิวยอร์ก
- ปารีส
- มิลาน
- กรุงเทพมหานคร
การเคลื่อนไหวของเมืองชั้นนำในเวทีความหรูหราระดับโลก

Above 10 อันดับเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2025 ตามรายงาน Julius Baer Global Wealth and Lifestyle Report 2025 (ภาพ: Julius Baer)
แม้สิงคโปร์และฮ่องกงจะยังคงครองตำแหน่งสูงสุดในการใช้ชีวิตหรูหราระดับโลก แต่รายงานนี้ก็เผยให้เห็นแผนที่แห่งความหรูหราที่กระจายตัวมากขึ้น และเติบโตผ่านเรื่องราวที่แตกต่างกันในแต่ละเมือง
สิงคโปร์ ยังคงครองอันดับ 1 อย่างไร้คู่แข่ง ทั้งในด้านต้นทุนและชื่อเสียง ด้วยจุดแข็งด้านบริการระดับสูง ความมั่นคงทางการเมือง และนวัตกรรมด้านสุขภาพ ขณะที่ ฮ่องกง ยังคงรักษาอันดับที่ 3 ของโลกไว้ได้ แม้จะมีการปรับฐานราคาลงเล็กน้อย แต่ยังคงเดินหน้าด้วยนโยบายดึงดูดนักลงทุนผ่านโครงการพำนักอาศัยและการวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง เซี่ยงไฮ้ ซึ่งรั้งอันดับ 6 กำลังเข้าสู่ช่วง “ชะลอตัว” ขณะที่ โตเกียว และ กรุงเทพฯ ขยับอันดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกรุงเทพฯ รั้งอันดับ 11 (จากอันดับ 17) และโตเกียวอยู่ที่อันดับ 17 (จากอันดับ 23) ด้วยพลวัตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน นั่นคือ อันดับความมั่งคั่งของโตเกียวมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนบริการ ขณะที่กรุงเทพฯ มาจากสินค้าหรูที่จับต้องได้
อินไซต์ว่าด้วยการใช้ชีวิตในมหานครสุดหรู
สิงคโปร์: เมืองที่แพงที่สุดในโลกสำหรับกลุ่ม HNWIs
ตั้งแต่การดูแลสุขภาพระดับสูงไปจนถึงค่าเล่าเรียนในโรงเรียนระดับอินเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้น สิงคโปร์ยังคงเป็นเมืองที่ไร้คู่แข่งในฐานะเมืองที่มีค่าครองชีพหรูหราแพงที่สุดในโลก โดยครองตำแหน่งเป็นปีที่สามติดต่อกัน อย่างไรก็ดี สำหรับกลุ่ม HNWIs ในสิงคโปร์ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่อยู่ที่ความมั่นคง ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตที่เน้นอายุยืนยาวอย่างมีความคุณภาพ
ฮ่องกง: แม่เหล็กที่ดึงดูดความมั่งคั่งระดับโลก
แม้จะหล่นจากอันดับ 2 มาอยู่ที่อันดับ 3 แต่ฮ่องกงยังคงเป็นเมืองในฝันของกลุ่มผู้มั่งคั่งในเอเชีย โดยความน่าดึงดูดใจของฮ่องกงขับเคลื่อนด้วยอัตราภาษีที่ต่ำ วิถีชีวิตแบบคอสโมโพลิแทน และการเติบโตของ “เศรษฐกิจสีเงิน” (silver economy) เพื่อตอบรับประชากรสูงวัยที่ยังคงมีกำลังซื้อสูง

Above การเปรียบเทียบอันดับขึ้นลงของเมืองต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ภาพ: Julius Baer)
โตเกียวและกรุงเทพฯ: แรงหนุนในรูปแบบที่ต่างกัน
ทั้งสองเมืองเลื่อนขึ้นมา 6 อันดับ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน โดยโตเกียวนั้นเติบโตจากค่าใช้จ่ายด้านบริการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในการท่องเที่ยวและการศึกษา ซึ่งสะท้อนกลุ่มผู้มั่งคั่งที่มุ่งเน้นประสบการณ์ ความเชื่อมโยงระดับโลก และการพัฒนาตนเอง
ในขณะที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโดยเฉลี่ย แต่กลับติดอันดับต้นๆ ของโลกในหมวดแฟชั่น รถยนต์ และนาฬิกาหรู บ่งบอกถึงตลาดที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในกลุ่มสินค้าหรูหราที่จับต้องได้ ซึ่งอาจมาจากกลุ่มชนชั้นสูงในประเทศที่กำลังเติบโต หรือนักท่องเที่ยวผู้มีกำลังซื้อสูง

Above กรุงเทพมหานคร ติดอันดับเมืองแห่งความมั่งคั่งของโลกด้วยไลฟ์สไตล์สุดหรู (ภาพ: Waranont (Joe) / Unsplash)
เซี่ยงไฮ้: กำลังปรับสมดุลหลังจากที่เคยครองอันดับสูงสุด
จากที่เคยครองอันดับ 1 ของโลก เซี่ยงไฮ้เผชิญการลดลงของราคาเฉลี่ย 3.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจสะท้อนทั้งการปรับฐานของตลาดสินค้าหรู หรือภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยรายงานระบุว่าเป็นเพียง “ความผันผวนชั่วคราว” อันดับที่ลดลงนี้สะท้อนถึงความรู้สึกของกลุ่ม HNWIs ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจขับเคลื่อนโดยแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคในจีนที่มีขนาดกว้างขึ้น แม้จะยังคงอยู่ในอันดับสูง แต่เส้นทางของเซี่ยงไฮ้ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์หรูและนักลงทุนอาจต้องวางแผนระยะยาวอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น
เมืองอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิก: ความหลากหลายที่น่าจับตา
แม้สิงคโปร์ ฮ่องกง โตเกียว กรุงเทพฯ และเซี่ยงไฮ้ จะครองบทสนทนาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหรูหราในเอเชีย แต่รายงานของ Julius Baer ฉบับนี้ยังฉายภาพเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ในปี 2025 ที่สะท้อนถึงความหลากหลายด้านความมั่งคั่ง โครงสร้างต้นทุน และศักยภาพการเติบโตของตลาดหรูหราในภูมิภาค
ไทเป ขยับขึ้นหนึ่งอันดับมาอยู่ที่ 12 บ่งชี้ถึงการเติบโตที่มั่นคงและเสน่ห์เฉพาะตัวในกลุ่ม HNWI ที่มองหาความมั่นคงมากกว่าความหรูหราอลังการ การคงอยู่ของไทเปในครึ่งบนของดัชนีอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นถึงตลาดสินค้าหรูที่เรียบง่ายแต่ยืดหยุ่น แต่ในทางกลับกัน จาการ์ตา มีความมั่งคั่งลดลง 4 อันดับมาอยู่ที่ 18 ซึ่งอาจสะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้น หรือจากความชอบของกลุ่ม HNWIs ที่เปลี่ยนแปลงไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน แม้ มะนิลา จะลดลง 2 อันดับมาอยู่ที่ 23 ซึ่งอยู่ใกล้ด้านล่างของดัชนี แต่ก็ยังมีการเพิ่มขึ้นของราคาเฉลี่ยสกุลเงินท้องถิ่นที่น่าสังเกตถึง 7.5 เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มขึ้นนี้บ่งชี้ถึงโมเมนตัมอีกแบบหนึ่งที่ยังไม่ถูกกำหนดด้วยความอิ่มตัว แต่เป็นการเติบโตของตลาดสินค้าหรูในระยะเริ่มต้น แทนที่จะเลียนแบบรูปแบบของเมืองที่เติบโตเต็มที่ มะนิลากำลังสร้างเส้นทางของตัวเอง ซึ่งขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้มั่งคั่งที่กำลังเติบโตและความต้องการสินค้าและบริการระดับพรีเมียมที่เกิดขึ้นใหม่
มุมไบ ยังคงอยู่ที่ 20 บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมสินค้าหรูที่เติบโตเต็มที่แต่มีการเปลี่ยนแปลงช้ากว่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีพลวัตมากกว่า
แม้ว่าเมืองเหล่านี้อาจยังไม่สามารถเทียบชั้นกับผู้เล่นระดับต้นๆ ของตารางได้ แต่ก็ยังคงนำเสนอศักยภาพการเติบโตในกลุ่มสินค้าหรูบางประเภท และเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงได้สำหรับกลุ่ม HNWIs หน้าใหม่
เศรษฐีโลกเปลี่ยนโฟกัสจาก “ของหรู” สู่ “ประสบการณ์อันล้ำค่า”
รายงานยืนยันแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านจากการบริโภคสินค้าไปสู่การเน้นประสบการณ์ ในขณะที่การใช้จ่ายสำหรับสินค้าหรูหราชะลอตัวลง แต่ความต้องการสำหรับการรับประทานอาหารสุดหรู (fine dining) การท่องเที่ยวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรยังคงเติบโตได้ดี สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของนิยามของ “ความหรูหรา” ที่เปลี่ยนไปของกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งระดับสูง โดยพวกเขาไม่ได้มองความหรูหราที่การครอบครองสิ่งของอีกต่อไป แต่หันมาให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ ความเป็นอยู่ที่ดี (wellbeing) และประสบการณ์ที่มีความหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เติมเต็มคุณค่าทางจิตใจและสร้างความทรงจำที่ยั่งยืนมากกว่าการเป็นเจ้าของวัตถุ
อ่านเพิ่มเติม: Phuket Dining Festival 2025 ยกระดับภูเก็ตสู่ผู้นำด้าน ‘Green Gastronomy’ ระดับโลก ผสานเสน่ห์ Peranakan Chic ร่วมสมัย

Above ประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟคือสิ่งที่กลุ่ม HNWIs มองหา (ภาพ: Pixabay / Pexels)
อินไซต์เชิงกลยุทธ์

Above วิธีการเปรียบเทียบเมืองที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดในเอเชีย ตามรายงาน Julius Baer ปี 2025
รายงานฉบับนี้ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่าตลาดลักซ์ชูรีไม่ใช่เรื่องของสูตรสำเร็จแบบเดียว โดยรายงานแยกความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้า (กรุงเทพฯ, จาการ์ตา) และเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยบริการ (โตเกียว, สิงคโปร์) สำหรับแบรนด์หรูและนักวางแผนความมั่งคั่ง สิ่งนี้บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการวางกลยุทธ์เฉพาะตลาด การค้าปลีกอาจเฟื่องฟูในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ในขณะที่โตเกียวต้องการการลงทุนในการศึกษา การดูแลสุขภาพ และบริการเชื่อมโยงระดับสูง
หนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตามองมากที่สุดคือการเติบโตของ “เศรษฐกิจสีเงิน” ที่เน้นบริการสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะดี เช่น เทคโนโลยีสุขภาพ การดูแลผู้สูงวัย และบริการวางแผนมรดก โดยมีสิงคโปร์และฮ่องกงเป็นผู้นำ
ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐ เช่น โครงการที่อยู่อาศัย (ฮ่องกง, ดูไบ) หรือกรอบนโยบายจำกัดจำนวนรถยนต์ (สิงคโปร์) ก็มีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการกำหนดไม่เพียงแค่ค่าครองชีพของเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความน่าดึงดูดใจโดยรวมด้วย
สำหรับผู้มั่งคั่งและรัฐบาลที่ต้องการดึงดูดพวกเขา นี่คือแผนที่แห่งอนาคต
รายงาน Julius Baer Global Wealth and Lifestyle Report 2025 ไม่ใช่เพียงรายชื่อเมืองที่มีค่าครองชีพสูงและไลฟ์สไตล์ที่แพงที่สุดในโลก แต่คือแผนที่เชิงกลยุทธ์สำหรับการใช้ชีวิตอย่างมั่งคั่งในเอเชีย
ผู้มั่งคั่งยุคใหม่ต้องเลือกเมืองที่สอดคล้องกับคุณค่าชีวิตของตน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สุขภาพ ประสบการณ์ หรือการส่งต่อมรดก นั่นหมายถึงไม่เพียงแต่มองที่ “ราคา” แต่ต้องพิจารณา “คุณค่า” ของเมืองในมิติต่างๆ เช่น ธรรมาภิบาล คุณภาพชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
สำหรับนักวางแผนความมั่งคั่ง รายงานชี้ชัดว่า การวางแผนมรดกข้ามรุ่นและการเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในแง่ของสุขภาพ การดูแลระยะยาว และผลประโยชน์จากการพำนักระยะยาว
และสำหรับภาครัฐและภาคธุรกิจหรู เส้นทางข้างหน้าบ่งชี้ว่า เมืองที่สามารถปรับตัวให้ตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมากกว่าการแข่งขันเรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียว จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักของความมั่งคั่งระดับโลกที่แท้จริง
เมื่อเอเชียยังคงนิยามใหม่ให้กับความหรูหรา การเข้าใจทั้งเสน่ห์และต้นทุนของเมืองชั้นนำเหล่านี้จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการใช้ชีวิตในโลกแห่งความมั่งคั่งในปี 2025 และในอนาคต
This story was originally written in English by Kristine Fonacier.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2025 โดย Kristine Fonacier โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
Topics





