ออกไปสัมผัสความงดงามของเมืองน่าเที่ยวทั่วเอเชีย ที่ซึ่งความงามของสถาปัตยกรรมทั้งเก่าและใหม่จะยิ่งเผยเสน่ห์โดดเด่นเป็นพิเศษในยามสายฝนโปรยปราย พร้อมเติมเต็มแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้านดีไซน์และการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร
บ่อยครั้งที่เสน่ห์อันน่าดึงดูดของสถาปัตยกรรมสวยๆ ในหลากหลายเมืองทั่วเอเชีย กลายเป็นแรงบันดาลใจทำให้เราอยากเก็บประเป๋าออกเดินทาง ไม่ใช่แค่เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางสายตา ได้รูปถ่ายสวยๆ โดยมีงานดีไซน์เก๋ๆ เหล่านี้เป็นฉากหลัง พร้อมทำความรู้จักเรื่องราวความเป็นมาของพื้นที่ไปพร้อมกัน การเที่ยวตามรอยสถานที่ที่โดดเด่นด้านดีไซน์และประวัติศาสตร์จึงเป็นทริปที่น่าสนใจไม่น้อย
ยิ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนที่หลายคนอาจมองว่าเป็นอุปสรรคของการเดินทาง แท้จริงแล้วสายฝนที่ตกลงมาอาจไม่ใช่แค่เรื่องของฤดูกาล หากแต่ยังเป็นเหมือนม่านธรรมชาติที่ช่วยขับเน้นความงามของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สร้างบรรยากาศโรแมนติกและสวยงามน่าค้นหา
สำหรับใครที่หลงใหลในงานดีไซน์และสถาปัตยกรรม นี่คือ 6 เมืองในเอเชียที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างในช่วงฤดูฝน พร้อมชวนให้คุณออกเดินทางไปสัมผัสความงดงามในอีกมิติ
อ่านเพิ่มเติม: ชวนเที่ยว 9 อุทยานแห่งชาติให้คุณได้สัมผัสความงามของธรรมชาติในฤดูฝน
เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
อีกหนึ่งเมืองสวยของเอเชียที่อยู่ใน bucket list ของนักเดินทางทั่วโลก เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นแห่งนี้มีความงามเหนือกาลเวลาซ่อนอยู่ในสายฝนและสถาปัตยกรรมไม้โบราณ ภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยภูเขาของเกียวโตไม่เพียงสร้างทัศนียภาพที่งดงามราวภาพวาด แต่ยังช่วยกักเก็บความชื้น ทำให้เมืองนี้มีอากาศที่ชุ่มฉ่ำอยู่เสมอโดยเฉพาะในช่วงเวลาฝนตก ป่าไม้ใบหญ้าและภูเขาจะยิ่งเขียวขจี ขับเน้นความโดดเด่นของศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ยังคงความสง่างามตามสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม
นอกจากวัดและศาลเจ้าแล้ว เกียวโตยังมีแม่น้ำคาโมะไหลผ่านใจกลางเมือง เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ การเดินเลียบแม่น้ำคาโมะในวันฝนพรำ ชมบ้านเรือนเก่าแก่ริมน้ำ และสะพานหินที่เปียกชื้น จะให้ความรู้สึกราวกับเราได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ผสมผสานไปกับบรรยากาศความเงียบสงบที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ ทำให้เกียวโตเป็นเมืองที่มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรมที่ลึกซึ้ง
สถานที่เที่ยวแนะนำ
- Kinkaku-ji (วัดคินคาคุจิ - วัดทอง): วัดพุทธนิกายเซนที่มีศาลาทองอันงดงามตั้งตระหง่านอยู่ริมสระน้ำ Kyōkochi สร้างขึ้นในปี 1397 เดิมเป็นเรือนพักผ่อนของโชกุน อะชิคางะ โยชิมิตซึ (Ashikaga Yoshimitsu) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวัดตามพินัยกรรม ภายหลังได้มีการสร้างขึ้นใหม่ในปี 1955 หลังจากถูกเผา ภาพความยิ่งใหญ่ของศาลาทองที่สะท้อนกับผิวน้ำที่นิ่งสงบแม้ในวันฝนโปรย ถือเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจราวภาพวาดในฝันเลยทีเดียว
- Arashiyama Bamboo Grove (ป่าไผ่อาราชิยามะ): แม้ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่ป่าไผ่แห่งนี้ก็ถือเป็นสถาปัตยกรรมธรรมชาติที่น่าทึ่ง ทางเดินที่ขนาบข้างด้วยต้นไผ่สูงเสียดฟ้าทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดไปอีกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันฝนตก เสียงลมพัดผ่านกอไผ่และกลิ่นดินที่ชุ่มชื้นจะยิ่งเพิ่มความรู้สึกสงบและชวนให้เรารู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย
- Fushimi Inari Taisha (ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ): ศาลเจ้าชินโตที่แสนโด่งดังจากทางเดินซุ้มประตูโทริอิสีแดงนับหมื่นที่ทอดยาวไปตามเนินเขา ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งข้าวและพืชผล ซุ้มประตูแต่ละอันมาจากจิตผู้ศรัทธาบริจาค ในวันฝนตก สีแดงสดของซุ้มประตูโทริอิจะตัดกับความเขียวชอุ่มของป่าเขียวโดยรอบ ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
เมื่อมาเยือนเกียวโต ลองเข้าพักในเรียวกังสุดหรูสไตล์ญี่ปุ่นที่มีสวนส่วนตัวให้คุณได้พักผ่อนท่ามกลางความเงียบสงบ หากมีเวลาเพิ่มเติม อย่าลืมร่วมกิจกรรมพิธีชงชาแบบส่วนตัวในบ้านสไตล์มาชิยะเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมอันลึกซึ้งในแบบฉบับเกียวโตอย่างแท้จริง
อ่านเพิ่มเติม: สำรวจเสน่ห์บ้านมาชิยะ พิพิธภัณฑ์ และร้านศิลปะงานคราฟต์ในเกียวโต ที่คนรักดีไซน์ต้องไปเยือน
เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

Above ย่านถนน Nanjing ในเซี่ยงไฮ้ หลังฝนตก (ภาพ: guowei ying/Getty Images)
ที่นี่ไม่ใช่ยุโรป แต่เป็นมหานครแห่งอนาคตของจีนที่ยังคงร่องรอยประวัติศาสตร์ไว้ในสถาปัตยกรรมสไตล์อาร์ตเดโคและนีโอคลาสสิก ด้วยอิทธิพลจากการเป็นเมืองท่าตามสนธิสัญญา (Treaty Port) และเขตเช่าต่างชาติ (Foreign Concessions) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้เซี่ยงไฮ้ได้รับฉายาว่า ‘ปารีสแห่งตะวันออก’ และกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของเอเชียนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เซี่ยงไฮ้คือเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และในวันที่ฝนโปรยปราย สายฝนก็ยิ่งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่น่าหลงใหลให้กับเมืองนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาคารเก่าแก่สไตล์โคโลเนียลที่ดูขลังและมีเสน่ห์ยามฝนพรำ ตัดกับแสงไฟระยิบระยับของย่านผู่ตง (Pudong) ที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกอย่างลึกลับ สร้างภาพที่ชวนฝันราวกับหลุดเข้าไปในภาพยนตร์คลาสสิก

Above The Bund อาคารสไตล์อาร์ตเดโคและนีโอคลาสสิกจากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มรดกจากยุคสัมปทานต่างชาติริมแม่น้ำหวงผู่ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน (ภาพ: CJFAN/Getty Images)

Above Shanghai Tower ตึกระฟ้าสูง 632 เมตร โดดเด่นด้วยรูปทรงเกลียวหมุน 120 องศาขึ้นไปด้านบน ซึ่งไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังเป็นนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดแรงลมและประหยัดพลังงาน (ภาพ: Tony Shi Photography/Getty Images)
สถานที่เที่ยวแนะนำ
- The Bund (เดอะบันด์): พื้นที่ประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำหวงผู่ที่เรียงรายไปด้วยอาคารสไตล์อาร์ตเดโคและนีโอคลาสสิกที่ดูโอ่อ่าจากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นมรดกจากยุคสัมปทานต่างชาติ อาคารเหล่านี้สร้างขึ้นโดยสถาปนิกจากหลากหลายประเทศ ทำให้เกิดความหลากหลายทางสถาปัตยกรรมที่สวยงาม
- Shanghai Tower (เซี่ยงไฮ้ ทาวเวอร์): ตึกระฟ้าสูง 632 เมตร ออกแบบโดยบริษัท Gensler โดดเด่นด้วยรูปทรงเกลียวหมุน 120 องศาขึ้นไปด้านบน ซึ่งไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังเป็นนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดแรงลมและประหยัดพลังงาน การมองลงมาจากจุดชมวิวที่สูงที่สุดบนยอดตึกในวันฝนตก จะเห็นกลุ่มเมฆที่เคลื่อนผ่านอาคาร หรือภาพเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกและสายฝน
- Expo Cultural Park Greenhouse Garden: ผลงานการออกแบบของ Delugan Meissl Associated Architects (DMAA) สถาปนิกชาวออสเตรีย ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2022 โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย โครงสร้างเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่ผสานเส้นสายโค้งมนเข้ากับความโปร่งแสง สร้างพื้นที่จัดแสดงพืชพรรณและกิจกรรมทางวัฒนธรรม
- Shanghai Astronomy Museum: พิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์แห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างเสร็จในปี 2021 ออกแบบโดย Ennead Architects จากนิวยอร์ก โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเชิงแนวคิดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวงโคจรของดาวเคราะห์และรูปทรงเรขาคณิตของจักรวาล ภายในมีนิทรรศการที่น่าสนใจมากมาย และรูปทรงอาคารที่ล้ำสมัยนี้จะยิ่งดูน่าค้นหาและลึกลับเมื่อถูกโอบล้อมด้วยเมฆหมอกและม่านฝน
Tatler Tip: ลองไปดินเนอร์สุดหรูที่ร้านอาหารริมแม่น้ำ The Bund พร้อมชมวิวสองฝั่งน้ำ และพักที่โรงแรม The Peninsula Shanghai หรือ Waldorf Astoria Shanghai on the Bund ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางหรูหราแบบคลาสสิกที่หาไม่ได้ที่ไหน
อ่านเพิ่มเติม: ส่องบ้านสีดำสไตล์โมเดิร์นในกรุงปักกิ่ง มืดแต่ไม่คับแคบ เชื่อมต่อกับธรรมชาติ
สิงคโปร์

Above น้ำตกภายใน Jewal สนามบินชางงี สิงคโปร์ (ภาพ: pigphoto / Getty Images)
เมืองแห่งดีไซน์และสถาปัตยกรรมล้ำยุคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตอบรับทุกสภาพอากาศด้วยสมาร์ตโซลูชั่นโดยไม่ลดทอนความสวยงาม สิงคโปร์เป็นเมืองที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อรับมือกับสภาพอากาศเขตร้อนชื้น สวนในร่มขนาดใหญ่ยังกลายเป็นที่หลบฝนชั้นเยี่ยม ให้เราได้ดื่มด่ำความงามทางสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ที่น่าทึ่ง สะท้อนถึงดีไซน์การออกแบบที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับธรรมชาติได้อย่างลงตัวและชาญฉลาด
ด้วยความโดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย การบริหารจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทำให้สิงคโปร์ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการจัดงานระดับโลกที่สำคัญในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมบันเทิง ศิลปินระดับโลกมากมาย อาทิ Taylor Swift, Coldplay, Ed Sheeran ต่างเลือกสิงคโปร์เป็นจุดหมายหลักในการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น แลนด์มาร์กสำคัญของสิงคโปร์หลายแห่งยังได้รับเลือกให้เป็นฉากหลังในผลงานสร้างสรรค์ระดับโลก อย่างเช่นล่าสุด Jin สมาชิกวง BTS ที่เพิ่งมาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Don't Say You Love Me’ ที่ Gardens by the Bay, National Gallery Singapore และ Marina Bay Sands ซึ่งล้วนเป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น สะท้อนถึงการยอมรับในความงามและศักยภาพของสิงคโปร์ในเวทีโลก
สถานที่เที่ยวแนะนำ
- Gardens by the Bay (การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์): ที่นี่โดดเด่นด้วย Supertrees ยักษ์และโดมเรือนกระจกขนาดใหญ่อย่าง Cloud Forest และ Flower Dome ที่เป็นสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต Cloud Forest มีน้ำตกจำลองขนาดใหญ่และพันธุ์ไม้เขตร้อนที่ปกคลุมด้วยหมอก ซึ่งยิ่งสวยงามและสมจริงในวันฝนตก ที่นี่สร้างขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของสิงคโปร์ที่จะเป็น ‘เมืองในสวน’ ซึ่งเปลี่ยนความคิดเรื่องพื้นที่สีเขียวในเมืองไปอย่างสิ้นเชิง
- Marina Bay Sands (มารีน่า เบย์ แซนด์ส): สถาปัตยกรรมสุดไอคอนิกของสิงคโปร์ที่ออกแบบโดย Moshe Safdie โดดเด่นด้วย 3 ตึกที่เชื่อมต่อกันด้วย Sands Skypark บนยอดตึก ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในโลก ภายใน Marina Bay Sands ยังมีโรงละคร Sands Theatre ที่จัดแสดงละครเพลงบรอดเวย์ระดับโลกที่ได้รับรางวัลหลายเรื่อง เช่น The Lion King, Wicked, The Phantom of the Opera นอกจากนี้ ยังมี Spectra โชว์การแสดงแสงสีเสียงและสายน้ำ ณ อ่าว Marina Bay ซึ่งผสานรวมเทคโนโลยีการฉายเลเซอร์ ระบบไฟ และเทคนิคการปล่อยน้ำพุ พร้อมด้วยเสียงเพลงประกอบที่เข้าบรรยากาศซึ่งสร้างสรรค์โดย Kenn C. นักแต่งเพลงที่ได้รับรางวัล
- ArtScience Museum (พิพิธภัณฑ์ศิลปะวิทยาศาสตร์): อาคารรูปดอกบัวที่ออกแบบโดย Moshe Safdie เช่นกัน เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ มีแนวคิดการออกแบบที่รวมศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน ภายในมีการจัดแสดงที่น่าสนใจผสมผสานศิลปะและวิทยาศาสตร์ เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการหลบฝนและค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ
- National Gallery Singapore (หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์): หอศิลป์ขนาดใหญ่แห่งนี้เป็นการรวมอาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์สองแห่งเข้าด้วยกัน นั่นคือ ศาลฎีกาเก่า (Former Supreme Court) และศาลาว่าการเก่า (Former City Hall) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลคลาสสิกช่วงทศวรรษ 1920-1930s การออกแบบเชื่อมต่ออาคารเก่าโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Jean-François Milou (studioMilou) ได้สร้างทางเชื่อมกระจกและเหล็กที่ทันสมัยอย่างลงตัว ทำให้เกิดเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสิงคโปร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเดินชมภายในอาคารที่สวยงามโอ่อ่าในวันฝนตก ให้ความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปพร้อมกับดื่มด่ำงานศิลป์ระดับโลก
เชียงใหม่ ประเทศไทย

Above AI-generated image
อดีตนครแห่งอาณาจักรล้านนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปี ที่สถาปัตยกรรมไม้เก่าแก่และวัดวาอารามจะงดงามยิ่งขึ้นท่ามกลางป่าเขียวที่ชุ่มฉ่ำ เชียงใหม่ในฤดูฝนเรียกได้ว่าถ่ายรูปสวยทุกมุม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง บรรยากาศของวัดโบราณสไตล์ล้านนาที่มีหลังคาซ้อนชั้นและไม้แกะสลักอันวิจิตร เมื่อมีฝนพรำจะสร้างความรู้สึกที่เงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์ สีเขียวของมอสส์ที่เกาะตามกำแพงเก่าแก่และต้นไม้ที่ชุ่มฉ่ำจะยิ่งขับเน้นความงามและความขลังของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ภูมิทัศน์ของเมืองเชียงใหม่โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างธรรมชาติที่สวยงามที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาดอยสุเทพ-ปุย และพื้นที่สีเขียวอันอุดมสมบูรณ์ กับโครงสร้างเมืองเก่าที่ยังคงรักษากำแพงและคูเมืองโบราณไว้ ทำให้เห็นถึงการวางผังเมืองในอดีตที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ เชียงใหม่ยังได้รับการประกาศให้เป็น ‘เมืองสร้างสรรค์’ (Creative City) ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านจาก Unesco ในปี 2017 ตอกย้ำถึงความโดดเด่นของงานฝีมือ ศิลปะ และการออกแบบที่เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของเมือง ปัจจุบัน ยังมีการผลักดันเมืองเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมของ Unesco ซึ่งยิ่งทำให้เมืองนี้เป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับผู้ที่หลงใหลในประวัติศาสตร์และงานดีไซน์ทั่วโลก

Above วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร วัดศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ที่ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 (ค.ศ. 1386) โดดเด่นด้วยเจดีย์ทรงเชียงแสนสีทองอร่ามที่เปล่งประกายแม้ในวันฝนตก
สถานที่เที่ยวแนะนำ
- วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร: วัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1888 (ค.ศ. 1345) ในสมัยพญาผายู โดดเด่นด้วย วิหารลายคำ ที่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และ พระอุโบสถศิลปะล้านนา ที่งดงาม หลังคาที่ซ้อนชั้นและงานไม้แกะสลักอันวิจิตรบรรจงจะดูเข้มขลังขึ้นในวันฝนโปรย
- วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร: วัดศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ที่ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 (ค.ศ. 1386) โดดเด่นด้วย เจดีย์ทรงเชียงแสน สีทองอร่ามที่เปล่งประกายแม้ในวันฝนตก ทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่ที่มองลงมาจากวัดจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกจางๆ สร้างบรรยากาศที่ลึกลับและเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ
- วัดผาลาด: หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘วัดสกทาคามี’ เป็นวัดป่าที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเขาบนเส้นทางขึ้นดอยสุเทพ สร้างขึ้นในสมัยพระครูบาศรีวิชัย (ประมาณ พ.ศ. 2465) โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมพม่าที่กลมกลืนกับธรรมชาติ มีทั้งศาลา เจดีย์ และรูปปั้นที่ปกคลุมด้วยต้นมอสและเถาวัลย์ ในฤดูฝน วัดแห่งนี้จะยิ่งดูมีชีวิตชีวาและงดงามราวกับดินแดนลับแล ความชุ่มฉ่ำของป่าไม้และเสียงน้ำตกเล็กๆ ยิ่งเพิ่มความรู้สึกสงบและร่มเย็น เหมาะกับการนั่งสมาธิและผ่อนคลายจิตใจ
- 137 Pillars House Chiang Mai: โรงแรมบูติกสุดหรูที่สร้างขึ้นจากบ้านไม้สักเก่าแก่สไตล์โคโลเนียลในยุค 1880s ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทป่าไม้ของชาวอังกฤษ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันโดยสถาปนิกชาวไทยที่คงความงดงามของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมผสมผสานกับความหรูหราสมัยใหม่ การพักผ่อนในบ้านไม้เก่าแก่ที่โอบล้อมด้วยสวนเขียวชอุ่มเป็นประสบการณ์ที่ควรสัมผัสสักครั้ง
บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

Above วัดโบราณที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย (ภาพ: Getty Images)
บาหลีได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เกาะแห่งเทพเจ้า’ ด้วยความงดงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมฮินดูที่เป็นเอกลักษณ์ เมืองนี้โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ตั้งแต่นาข้าวขั้นบันไดสีเขียวขจี (Terraced Rice Fields) อย่าง Tegallalang Rice Terrace ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย Unesco ไปจนถึง ภูเขาไฟที่สูงตระหง่านอย่าง Mount Batur ชายหาดทรายขาวและดำที่ทอดยาว และป่าฝนเขตร้อนอันอุดมสมบูรณ์
บาหลีในฤดูฝนคือช่วงเวลาที่ธรรมชาติเผยความงดงามอย่างเต็มที่ ป่าฝนจะเขียวขจีชุ่มฉ่ำ น้ำตกไหลแรงเต็มที่ วัดโบราณที่ปกคลุมด้วยมอสส์และต้นไม้เขตร้อนดูมีมนต์ขลังยิ่งขึ้น สถาปัตยกรรมของบาหลีมีความโดดเด่นจากการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรม และธรรมชาติ วัดในบาหลีมักสร้างด้วยหินทรายและไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง มีประตูทางเข้าแบบบาหลี (Candi Bentar) และเจดีย์หลายชั้น (Meru) นอกจากนี้ บาหลียังเป็นผู้นำด้านการออกแบบรีสอร์ตที่กลมกลืนกับธรรมชาติ โดยมักใช้วัสดุพื้นถิ่น เช่น ไม้ หิน หลังคาหญ้าแฝก และการออกแบบพื้นที่เปิดโล่ง (Open-air) เพื่อเชื่อมโยงผู้เข้าพักกับสิ่งแวดล้อม การออกแบบเหล่านี้ทำให้ที่พักไม่เพียงเป็นที่พักผ่อน แต่ยังเป็นงานศิลปะทางสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งในตัวเอง

Above Tirta Empul Temple บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถาปัตยกรรมบาหลีโบราณที่งดงาม (ภาพ: Getty Images)

Above Tirta Empul Temple วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย (ภาพ: Getty Images)
สถานที่เที่ยวแนะนำ
- Tirta Empul Temple (วัดเตียร์ตาเอ็มปุล): วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 962 เป็นสถาปัตยกรรมบาหลีโบราณที่งดงาม โดดเด่นด้วยบ่อน้ำพุที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ การเยี่ยมชมวัดในวันฝนตกจะสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและเข้าถึงจิตวิญญาณได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่ามกลางความเขียวขจีที่ชุ่มฉ่ำ
- Tegallalang Rice Terrace (นาข้าวขั้นบันไดเตกาลาลัง): เปรียบเสมือนสถาปัตยกรรมภูมิทัศน์อันงดงามและโดดเด่นของบาหลี นาข้าวขั้นบันไดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบชลประทาน Subak ซึ่งเป็นมรดกโลกของ Unesco ที่สร้างขึ้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้านมานานนับศตวรรษ ในช่วงฤดูฝน นาข้าวจะยิ่งเขียวขจีสดชื่น ทอดยาวเป็นชั้นๆ สลับซับซ้อนไปตามไหล่เขา สร้างทัศนียภาพที่สวยงามจับใจและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบาหลี
- Ubud (อูบุด): ศูนย์กลางทางศิลปะและวัฒนธรรมของบาหลีที่เต็มไปด้วยแกลเลอรีศิลปะ สตูดิโอโยคะ ร้านอาหารออร์แกนิก และที่พักบูติกดีไซน์สวยงามซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาและนาข้าว การสำรวจอูบุดในวันฝนตกจะพาคุณไปพบกับร้านคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ หรือเวิร์กช็อปในร่ม ที่เผยให้เห็นถึงความงามของการออกแบบและวิถีชีวิตที่ลึกซึ้งของบาหลี
- Capella Ubud: รีสอร์ตสุดหรูในรูปแบบเต็นท์แกลมปิ้งดีไซน์แปลกตา ออกแบบโดย Bill Bensley สถาปนิกชื่อดัง ตั้งอยู่ในป่าฝนอันเงียบสงบใกล้เมืองอูบุด แต่ละเต็นท์มีสไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติแห่งนี้จะยิ่งน่าตื่นตาเมื่อฝนตก สร้างความรู้สึกเหมือนได้พักผ่อนอย่างหรูหราท่ามกลางป่าฝนที่ยังมีชีวิตชีวาและเสียงธรรมชาติอันร่มรื่น

Above Tegallalang Rice Terrace นาข้าวขั้นบันไดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบชลประทาน Subak ซึ่งเป็นมรดกโลกของ Unesco ที่สร้างขึ้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้านมานานนับศตวรรษ (ภาพ: Getty Images)
ฮานอย ประเทศเวียดนาม

Above โรงละคร Hanoi Opera House (ภาพ: Getty Images)
ฮานอยคือเมืองที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งอดีต โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียลที่ได้รับการดูแลอย่างดี ในฐานะเมืองหลวงเก่าแก่นับพันปีของเวียดนาม ฮานอยเปรียบดั่งศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1010 โดยจักรพรรดิ Ly Thai To ซึ่งทรงเรียกชื่อเมืองว่า Thang Long (มังกรเหิน) สะท้อนถึงความรุ่งเรืองและพลังอำนาจ เมืองนี้โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์จากการผสมผสานระหว่างความงดงามตามธรรมชาติของทะเลสาบและต้นไม้อายุนับร้อยปี เข้ากับสถาปัตยกรรมแบบเวียดนามดั้งเดิมและอิทธิพลสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมที่เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่า (Old Quarter) และย่านฝรั่งเศส (French Quarter)
เมื่อสายฝนโปรยปรายลงมา สถาปัตยกรรมโคโลเนียลฝรั่งเศส เช่น อาคารสีเหลืองนวล จะสะท้อนสีสันและเงาทาบทอลงบนพื้นถนนที่เปียกปอน ชวนให้หวนรำลึกถึงอดีตที่รุ่งเรืองของฮานอย และคาเฟ่ริมถนนก็สร้างบรรยากาศความโรแมนติกแบบวินเทจที่หาไม่ได้จากเมืองไหนในเอเชีย

Above St. Joseph's Cathedral หรือมหาวิหารเซนต์โจเซฟ โบสถ์สไตล์ Gothic Revival ที่สร้างขึ้นในปี 1886 โดยชาวฝรั่งเศส ที่ฮานอย (ภาพ: Getty Images)
สถานที่เที่ยวแนะนำ
- St. Joseph's Cathedral (มหาวิหารเซนต์โจเซฟ): โบสถ์สไตล์ Gothic Revival ที่สร้างขึ้นในปี 1886 โดยชาวฝรั่งเศส มีความคล้ายคลึงกับมหาวิหารน็อทร์-ดามในปารีส อาคารหินเก่าดูเข้มขลังและน่าค้นหา ชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดไปในยุโรปเลยทีเดียว
- Grand Opera House (โรงละครโอเปร่าฮานอย): อาคารสไตล์ French Colonial ที่สร้างขึ้นในปี 1911 โดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบ Neo-Baroque และ Neo-Renaissance เป็นศูนย์รวมศิลปะและวัฒนธรรมที่งดงาม การยืนอยู่หน้าโรงละครในวันฝนตกจะให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในฉากภาพยนตร์คลาสสิก
- Long Bien Bridge (สะพานลองเบียน): สะพานเหล็กเก่าแก่ที่สร้างโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส Gustave Eiffel (ผู้ออกแบบหอไอเฟล) ในช่วงปี 1899-1902 เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้และความอดทนของชาวเวียดนาม การยืนอยู่บนสะพานและมองไปยังแม่น้ำแดง เราจะได้เห็นวิถีชีวิตริมน้ำที่ยังคงดำเนินไปท่ามกลางสายฝน

Above สะพาน Long Bien ยามพระอาทิตย์ขึ้นที่ฮานอย (ภาพ: Getty Images)
Tatler Tip: จิบกาแฟเวียดนามหอมกรุ่นในคาเฟ่สไตล์โคโลเนียลที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม พักในโรงแรมประวัติศาสตร์ อย่าง Sofitel Legend Metropole Hanoi ที่ผสมผสานความหรูหราแบบฝรั่งเศสกับเสน่ห์แบบเวียดนาม และชมการแสดงหุ่นกระบอกน้ำในโรงละครเก่าแก่ที่เปี่ยมด้วยศิลปะและวัฒนธรรม หรือจัด private tour ชมงานสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสำคัญๆ ทั่วเมือง พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และดีไซน์

Above สีสันสถาปัตยกรรมแบบเวียดนามดั้งเดิมและอิทธิพลสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมในย่านฝรั่งเศส (French Quarter) (ภาพ: Getty Images)












































