เกียวโตไม่ได้มีแค่ความคลาสสิก หากยังเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจด้านดีไซน์ที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์ ทั้งร้านน้ำชาสไตล์โมเดิร์น ร้านงานคราฟต์ โรงแรม Six Senses แห่งแรกของญี่ปุ่น ไปจนถึงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย เราเลยอยากชวนทุกคนไปสำรวจเมืองหลวงด้านวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแห่งนี้ ผ่านลิสต์สถานที่สุดสร้างสรรค์ที่จะทำให้คุณมองเกียวโตในมุมใหม่
ด้วยแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโกถึง 17 แห่ง วัดและศาลเจ้ากว่าสองพันแห่ง เทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เรียวกังที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงาม สวนเซนอันเงียบสงบ งานหัตถศิลป์ที่แสนประณีต ไปจนถึงเหล่าเกอิชาในกิโมโนสีสันสดใสที่เดินเยื้องย่างบนถนนหิน ทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้เกียวโตเป็นจุดหมายในฝันของผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์วัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิม
แต่อีกด้านหนึ่ง เกียวโตยังเป็นเมืองแห่งแรงบันดาลใจ ที่ค่อย ๆ เผยเสน่ห์ร่วมสมัยผ่านดีไซน์ที่แสนละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็นร้านน้ำชาสไตล์โมเดิร์น การออกแบบเชิงทดลอง หรือวัฒนธรรมอาหารที่ตีความใหม่อย่างสร้างสรรค์ Tatler ขอพาคุณออกเดินทางสู่อีกมุมของเกียวโต ที่ความเก่าและความใหม่หลอมรวมกันอย่างกลมกล่อม งดงาม และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของการออกแบบ
อ่านเพิ่มเติม: 5 เรียวกังดีที่สุดในเกียวโตพร้อมออนเซ็นส่วนตัว
1. Ogata at The Shinmonzen
ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเรียบง่ายที่เปี่ยมด้วยดีไซน์ ณ Ogata at The Shinmonzen คาเฟ่และพื้นที่สร้างสรรค์ที่เพิ่งเปิดตัวภายในโรงแรม The Shinmonzen ที่ออกแบบโดย Tadao Ando ริมแม่น้ำชิราคาวะ ย่านกิองอันเก่าแก่ของเกียวโต
Shinichiro Ogata ผู้ก่อตั้งสตูดิโอสร้างสรรค์ Simplicity ที่ตั้งอยู่ในโตเกียว เป็นผู้ริเริ่มแบรนด์และออกแบบร้านนี้ ด้วยการเลือกใช้หิน Isahaya จากเกาะคิวชู ซึ่งมีประวัติศาสตร์การนำเข้าชาตั้งแต่ปลายยุคเอโดะจนถึงยุคต้นเมจิ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เรื่องราวของร้านมีความเข้มข้นยิ่งขึ้น
พื้นที่ร้านแบ่งออกเป็นสองโซน โซนแรกคือร้านชาที่จำหน่าย T Collection คอลเล็กชั่นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ พร้อมขนมญี่ปุ่นวากาชิ ชาแต่ละเบลนด์มีบุคลิกเฉพาะตัว เช่น No.1 ที่ผสานกลิ่นอายของเซนฉะ เปลือกยูซุ และกิ่งคุโรโมจิ ขณะที่ No.10 เป็นชาสมุนไพรสูตรปลอดคาเฟอีนที่มีทั้งใบลูกพลับ โดคุดามิ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด และถั่วเหลืองดำ
อีกโซนหนึ่งของร้านจัดแสดงงานหัตถกรรมพื้นบ้านอันประณีตที่ยกระดับด้วยความงามแบบมินิมอล พร้อมกลิ่นหอมจาก Yoka แบรนด์น้ำหอมเฉพาะของ Ogata ที่ออกแบบมาให้สัมผัสได้ถึงความสงบแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย
2. Kyo Amahare
ภายในบ้านมาชิยะอายุร่วมศตวรรษที่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม Kyo Amahare คือพื้นที่จัดแสดงออกศิลปะและงานฝีมืออันประณีตจากทั่วประเทศญี่ปุ่น
พื้นที่ชั้นล่างจัดแสดงและจำหน่ายชิ้นงานคราฟต์ที่คัดสรร อาทิ จานและแก้วสีสันละเมียดของ Takeshi Tsujino รวมถึงช้อนส้อมของ Yuichi Takemata ส่วนชั้นบนคือพื้นที่ของศิลปะและเฟอร์นิเจอร์ที่สะท้อนความงามแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะวาชิจาก Wataru Hatano หรือเครื่องปั้นเซรามิกจาก Shingo Oka
ในฤดูใบไม้ผลิปี 2024 ที่ผ่านมา Kyo Amahare ได้เปิดพื้นที่ร้านน้ำชาแห่งใหม่ในชั้นล่าง เพื่อให้แขกได้สัมผัสคอนเซ็ปต์ “Kyo” ซึ่งหมายถึง “การอยู่ร่วมกับสายฝน” ผ่านมุมมองของสวนภายในร้าน และประสบการณ์ที่เชื้อเชิญให้ละเลียดความเรียบง่ายอย่างลึกซึ้งของชาและขนมญี่ปุ่นบนภาชนะบนโต๊ะอาหารอันประณีตที่สามารถเลือกซื้อกลับบ้านได้
ร้านน้ำชาแห่งนี้เป็นความร่วมมือกับ Tokubuchi Suguru ผู้เชี่ยวชาญด้านชาและสาเกจากโรงบ่ม Man Yorozu เมืองฟุกุโอกะ โดยมีขนมญี่ปุ่นฝีมือปราณีตจาก Tomonari Kombu เป็นผู้เติมเต็มรสสัมผัสแห่งฤดูกาล
3. Six Senses Kyoto
ในเดือนเมษายน 2024 ญี่ปุ่นได้เปิดบ้านต้อนรับโรงแรม Six Senses แห่งแรกของประเทศ ณ เขตฮิงาชิยามะ เมืองเกียวโต โรงแรมแห่งนี้ออกแบบโดย Blink Design Group จากสิงคโปร์ โดยคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการเยียวยาทั้งกายและใจตามแบบฉบับของ Six Senses
แม้ทางเข้าจะดูเรียบง่าย แต่ภายในกลับเปิดรับแสงและความเขียวขจีผ่านลานสวนกลาง ที่ปลุกชีวิตชีวาให้พื้นที่สี่เหลี่ยมอันเงียบสงบ งานศิลปะและหัตถกรรมญี่ปุ่นกระจายอยู่ทั่วโรงแรม พร้อมกลิ่นอายจากนิทานพื้นบ้านที่เพิ่มมิติของความละเมียดละไมและอารมณ์ขันเล็กๆ อย่างลงตัว
และเพราะที่นี่คือ Six Senses การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แขกสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่สำหรับการรีเซ็ตร่างกายและจิตใจในโซนสปาและเวลเนส ที่ครบครันทั้ง Recovery Lounge พร้อมอุปกรณ์ไบโอแฮ็กกิ้ง สระว่ายน้ำวัตสึโดยเฉพาะ รวมถึงทรีตเมนต์ที่หาได้เฉพาะที่เกียวโต ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “เซคคิ” (sekki) หรือฤดูกาลย่อยทั้ง 24 ฤดูกาลของญี่ปุ่น รวมถึงห้องอาบน้ำและห้องซาวน่าแบบแยกชายหญิงช่วยให้แขกผ่อนคลายได้ตามอัธยาศัย
4. Ace Hotel Kyoto
นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2020 Ace Hotel Kyoto ก็กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของเหล่าคนมีสไตล์ที่แวะมาเยือนเมืองเกียวโต ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในโครงการ Shinpuhkan บนถนน Karasuma ซึ่งหลอมรวมอดีตและปัจจุบันไว้ได้อย่างน่าสนใจ อาคารบางส่วนเป็นโครงสร้างจากยุค 1920s ที่เคยเป็นสำนักงานโทรศัพท์กลางแห่งเกียวโต และได้รับการออกแบบใหม่อย่างประณีตโดย Kengo Kuma ร่วมกับสตูดิโอ LA's Commune Design
นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่สร้างสรรค์แล้ว Ace Hotel ยังมีโครงการ Artist in Residence (AIR) ซึ่งได้ให้การต้อนรับศิลปินที่มีความคิดสร้างสรรค์ในโรงแรมต่างๆ ทั่วเครือโรงแรมกว่า 400 ราย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
สำหรับที่เกียวโต ผู้เข้าร่วมโครงการในเดือนพฤศจิกายน 2024 คือ Emma Kohlmann ศิลปินมากความสามารถจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้ถ่ายทอดโลกจินตนาการผ่านสีน้ำ จิตรกรรม และหนังสือทำมือ (zine) ผลงานของเธอจะถูกจัดแสดงในพื้นที่โรงแรมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 ถึงกุมภาพันธ์ 2025
หลังชมงานศิลป์เรียบร้อย อย่าลืมแวะที่ Piopiko ร้านอาหารในโรงแรมเพื่อชิมทาโก้รสจัดจ้าน ท่ามกลางเสียงดนตรีจากดีเจที่มาเพิ่มบรรยากาศให้ค่ำคืนมีสีสัน
5. บ้านของศิลปินช่างปั้นเซรามิก Kawai Kanjiro

Above ภายในบ้านของช่างปั้นเซรามิกชื่อดัง Kawai Kanjiro ซึ่งเขาเป็นผู้ออกแบบเองและอาศัยอยู่ระหว่างทศวรรษปี 1930s และปัจจุบันจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปั้นดินเผา และงานศิลปะของเขา (ภาพ: Luo Jingmei)
บ้านเก่าของ Kawai Kanjiro (1890-1996) ผู้ล่วงลับใน Higashiyama คือหนึ่งในจุดหมายที่ควรค่าแก่การแวะไปเยือน Kawai เป็นช่างปั้นเครื่องเคลือบดินเผาชื่อดังแห่งยุค และเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ขับเคลื่อนขบวนการ Mingei หรือศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในแง่ของเทคนิคการเคลือบผิวเซรามิกที่โดดเด่น
บ้านที่เขาออกแบบและใช้ชีวิตอยู่มาตั้งแต่ทศวรรษ 1930s ยังคงเก็บรักษาไว้ทั้งงานไม้ เฟอร์นิเจอร์ เซรามิก และงานศิลป์ฝีมือเขาเอง ควบคู่กับผลงานของศิลปินร่วมยุค เช่น Soetsu Yanagi และ Tatsuaki Kuroda รวมถึงของใช้และวัตถุพื้นบ้านที่เขารวบรวมไว้จากหลายภูมิภาคในเอเชีย และเฟอร์นิเจอร์ตะวันตกที่สะท้อนรสนิยมเปิดกว้าง
ในแต่ละห้อง แสงอ่อนนุ่มกรองผ่านบานประตู โชจิ (shoji) บางห้องปูเสื่อทาทามิ ขณะที่บางห้องเป็นพื้นไม้เก่า โคมกระดาษแขวนเรียบง่ายจากคานไม้เก่าที่สึกกร่อนไปตามกาลเวลา และเสาไม้ขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างของบ้านอย่างชัดเจน
ด้านหลังบ้านคือห้องทำงานและเตาเผา noborigama (เตาเผาแบบยกพื้น) ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างสรรค์งานปั้นของ Kawai เขาเคยซื้อที่ดินผืนนี้เพื่อสร้างเตาแปดห้องที่ใช้งานร่วมกับครอบครัวอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียง ก่อนที่เตาจะปิดตัวลงในเวลาต่อมา
6. Arashiyama House Mama
แม้อาราชิยามะจะอยู่ห่างจากสถานีเกียวโตเพียง 30 นาที แต่กลับมอบความสงบและสวยงามผ่านวิวแม่น้ำคัตสึระ ภูเขาอาราชิยามะ และป่าไผ่เขียวชอุ่มที่งดงามในทุกฤดูกาล หนึ่งในที่พักแนะนำสำหรับการใช้เวลาที่นี่อย่างเต็มที่คือ Arashiyama House Mama ซึ่งบริษัทออกแบบสัญชาติญี่ปุ่น Day Inc. ได้แปลงโฉมจากบ้านพักตากอากาศเก่าของพนักงานรถไฟฮันคิวและครอบครัว ให้กลายเป็นโรงแรมขนาด 10 ห้องที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ร่วมสมัยและกลิ่นอายท้องถิ่น
คำว่า “Mama” ในชื่อโรงแรมมาจากวลี “sonomama arinomama” (ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ตามที่เป็นอยู่”) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมในการถ่ายทอดจิตวิญญาณดั้งเดิมของอาคารและสถานที่ ขณะเดียวกันก็เปิดต้อนรับแขกทุกคนให้อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ “ในแบบที่เป็นตัวเอง” อย่างแท้จริง ห้องพักแต่ละห้องได้รับการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ทำมือโดยช่างฝีมือชาวเกียวโตและอ่างอาบน้ำหินที่มองเห็นสวนส่วนตัว มอบความรู้สึกสงบและเป็นธรรมชาติอย่างกลมกลืน
อย่าลืมแวะชิมพิซซ่ารสชาติแปลกใหม่ที่ห้องอาหารในโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นหน้าใบชิโสะ ผสมต้นหอมคุโจ และปลาซาร์ดีนตัวจิ๋ว ที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับกลิ่นอายอาหารตะวันตกได้อย่างน่าสนใจ
7. Fukuda Art Museum
ใจกลางอาราชิยามะอันเงียบสงบคือที่ตั้งของ Fukuda Art Museum พิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนรสนิยมอันลึกซึ้งของ Yoshitaka Fukuda นักธุรกิจผู้เกิดและเติบโตในเกียวโต ซึ่งได้อุทิศตนเป็นนักสะสมผลงานศิลปะญี่ปุ่นกว่า 2,000 ชิ้นของศิลปินชื่อดังตั้งแต่ยุคเอโดะจนถึงปัจจุบัน โดยบางชิ้นงานแทบไม่เคยจัดแสดงมาก่อน โดยเฉพาะงานของจิตรกรจากเกียวโตอย่าง Kono Bairei และ Ito Jakuchu ที่ไม่เพียงงดงามหากยังบอกเล่าเรื่องราวธรรมชาติ วัฒนธรรม และจินตนาการของชาวญี่ปุ่นตลอดทุกยุคทุกสมัย
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Yasuda Atelier และสร้างขึ้นตามแนวคิดทางสถาปัตยกรรมแบบ มาชิยะ บ้านเรือนแบบดั้งเดิมของเกียวโต โดดเด่นด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสง (หรือ “กระจกเงาน้ำ”) ห้องจัดแสดงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโกดังเก็บของแบบดั้งเดิม และผนังกระจกที่มีลวดลายสาน รวมทั้งคาเฟ่ที่สามารถมองเห็นวิวสะพานโทเง็ตสึเคียวทอดผ่านแม่น้ำเบื้องหน้า
นิทรรศการใหม่ที่เปิดให้ชมตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2025 เป็นต้นไป จะนำเสนอผลงานของ Kaii Higashiyama ควบคู่กับจิตรกรฝั่งตะวันตกอย่าง Monet และ Corot ผู้มีอิทธิพลต่อศิลปินญี่ปุ่นยุคใหม่
8. Community Store To See
ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่ายในเกียวโต Community Store To See คือร้านคอนเซ็ปต์สโตร์กึ่งแกลเลอรี่ที่เปี่ยมด้วยวิญญาณของงานคราฟต์และความคิดสร้างสรรค์ ก่อตั้งโดย Rie Maetani บรรณาธิการสายวัฒนธรรม ดนตรี และแฟชั่น ร่วมกับสามีชาวเกียวโต Mitsuyuki Nakajima ช่างภาพที่ถ่ายทอดเรื่องราวศิลปะ งานหัตถกรรม และสถาปัตยกรรมลงบนหน้ากระดาษนิตยสาร
จากประสบการณ์และสายสัมพันธ์ในวงการสร้างสรรค์ของทั้งคู่ ร้านแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ร้านค้า แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับพบปะ พูดคุย และแบ่งปันมุมมอง
ในร้านจัดจำหน่ายผลงานของศิลปินและนักออกแบบจากทั้งในเกียวโตและเมืองอื่น เช่น Ryo Kodomari, Tetsuya Ozawa และ Hiroki Miura ซึ่งล้วนมีจุดร่วมที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างศิลปะและดีไซน์ และหยิบใช้วัสดุหรือเทคนิคอย่างหลากหลาย
“เรามักชอบงานที่มีลูกเล่นหรือความทดลองนิดๆ มากกว่างานในแนวทางดั้งเดิม” Maetani เล่าอย่างอารมณ์ดี
บนชั้นสองยังมีพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมแบบป็อปอัพ ที่ชวนให้แวะกลับมาค้นพบสิ่งใหม่อยู่เสมอ
9. ร้าน Freitag เกียวโต
Freitag Kyoto คือพื้นที่ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับสไตล์ Wabi-Sabi ได้อย่างน่าสนใจ ร้านแฟล็กชิปแห่งนี้ออกแบบโดยสตูดิโอญี่ปุ่น Torafu Architects ถ่ายทอดจิตวิญญาณของแบรนด์สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างมีเอกลักษณ์
ด้วยโครงสร้างเหล็กเปลือยและเสาคอนกรีตที่ตั้งใจให้ดูดิบเท่ ภายในร้านจึงสะท้อนแก่นแท้ของ Freitag ผู้สร้างสรรค์กระเป๋าและแอกเซสเซอรีจากวัสดุที่เคยมีชีวิตมาก่อน ทั้งผ้าใบคลุมรถบรรทุก ยางในจักรยาน และเข็มขัดนิรภัยใช้แล้วของรถยนต์ ซึ่งล้วนเป็นวัสดุจากโลกของการเดินทางที่ถูกนำกลับมาเล่าเรื่องใหม่อย่างสร้างสรรค์
ลูกเล่นต่างๆ อย่างเส้นเตือนบนพื้น และภาพวาดรถบรรทุกขนาดเท่าจริงบนผนังด้านนอก ช่วยเติมอารมณ์ขันเบาๆ ให้กับเรื่องราวของแบรนด์
ภายในยังมีมุมเวิร์กสเตชั่นให้ลูกค้าได้ลงมือทดลองทำแอกเซสเซอรี่ชิ้นเล็กๆ ด้วยตนเองจากเศษผ้าใบที่เหลือจากกระบวนการผลิต เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ Freitag เชื่อมโยงดีไซน์เข้ากับประสบการณ์
This story was originally written in English by Luo Jingmei.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2025 โดย Luo Jingmei โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
6 เทศกาลญี่ปุ่นสุดน่าหลงใหล สำหรับผู้รักงานศิลปะ
7 สนามบินดีไซน์สุดล้ำ ที่สวยจนกลายเป็นจุดหมายปลายทางในตัวเอง
ชวนเที่ยวแบบเปลี่ยนที่นอน สัมผัสการพักผ่อนที่แท้จริงกับเทรนด์ท่องเที่ยวแบบ ‘Sleep Tourism’
Credits
ภาพ: Courtesy of respective establishments




























