Tatler+
ผลงานทางสถาปัตยกรรมที่เคนโกะ คุมะ (Kengo Kuma) สถาปนิกชื่อก้องโลกรังสรรค์ออกมานั้น เป็นยิ่งกว่าอาคารโดยทั่วไป ด้วยหนึ่งสมองอัจฉริยะและสองมือที่ทรงพลัง สามารถเชื่อมโยงความเป็นอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน และดึงเอาความงดงามของสถาปัตยกรรมในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นให้ปรากฏชัดแก่สายตาของผู้คนร่วมสมัยได้ บางโครงการของเขามีความโดดเด่นเสมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งกรุงโตเกียวเลยทีเดียว Tatler ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าทึ่งเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นด้วยตัวของเขาเอง
เคนโกะ คุมะ ตั้งใจที่จะฟื้นฟูภูมิทัศน์ของกรุงโตเกียวให้กลับมางดงามเช่นในอดีต
ปรมาจารย์สถาปนิกผู้นี้ เล่าว่า “ช่วงก่อนสงคราม โตเกียวเคยเป็นเมืองแห่งอาคารบ้านเรือนที่ทำด้วยไม้ แต่หลังจากนั้น เราเริ่มใช้วัสดุก่อสร้างเป็นคอนกรีตและเหล็กแทน ซึ่งทำให้ความงดงามของอาคารไม้เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน”
Time Magazine ยกย่อง Kuma ให้เป็นสถาปนิกที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลกประจำปี 2564 จากการนำแรงบันดาลใจที่มีต่อสถาปัตยกรรมในกรุงโตเกียวจากอดีตอันรุ่งโรจน์ ไปสรรค์สร้างภูมิทัศน์แนวใหม่แห่งอนาคตให้แก่มหานครแห่งนี้ โดยการใช้วัสดุจากธรรมชาติ เพื่อสร้างพื้นที่ร่วมสมัยที่เชื่อมโยงรอยต่อระหว่างสถาปัตยกรรม โลกแห่งธรรมชาติและชุมชนในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างแยบยล
ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ขั้นเทพของคุมะทำให้งานสร้างสรรค์ของเขา บ่งบอกถึงอัตลักษณ์และความมีชีวิตชีวา ที่พัฒนาไปไม่เคยหยุด
หลังจากมาตรการเปิดพรมแดนของญี่ปุ่นเริ่มผ่อนปรนลง เรามีโอกาสพบกับสถาปนิกระดับตำนานผู้นี้ พร้อมกับได้เยี่ยมชมผลงานอาคารที่โด่งดังของเขาในกรุงโตเกียวด้วย
รังสรรค์อนาคตจากรูปรอยในอดีตของกรุงโตเกียว
ผลงานสร้างสรรค์ที่หลากหลายของสุดยอดสถาปนิกผู้นี้ มิใช่คร่ำครึเช่นโบราณวัตถุ หากแต่เป็นเครื่องเตือนใจให้รำลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของมหานครโตเกียว ซึ่งมีคุณค่ายิ่งต่อการอนุรักษ์ไว้ ในทำนองเดียวกับกรณีของพิพิธภัณฑ์เมจิ จินกุ (Meiji Jingu Museum) ที่สร้างเสร็จในปี 2562 ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ของวัสดุก่อสร้างอย่างคุ้มค่า โดยการใช้ไม้ที่โค่นระหว่างการก่อสร้าง ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์และองค์ประกอบอื่นๆ ภายในพิพิธภัณฑ์
คุมะเสริมว่า งานก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เมจิ จินกุ เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยเลยสำหรับเขา ที่จะต้องสรรหากรรมวิธีเพื่อเลี่ยงการบุกรุกทำลายป่าโบราณตามธรรมชาติที่ล้อมรอบสิ่งก่อสร้างใหม่ (ศาลเจ้าชินโต) อันศักดิ์สิทธิ์ “ผมต้องการสร้างอาคารให้เตี้ยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และต้องกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติของป่าโดยรอบด้วย”
พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวได้จัดแสดงสิ่งประดิษฐ์อันน่าทึ่งมากมาย รวมไปถึงรถม้าโบราณของจักรพรรดิเมจิในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 นอกจากนั้น สถาปนิกผู้ยิ่งยงยังออกแบบปรับเปลี่ยนให้ภูมิทัศน์ของป่าธรรมชาติโดยรอบ ให้กลายเป็นฉากนิทรรศการตามแบบฉบับของตนเองอย่างแนบเนียน ขณะที่ปล่อยให้มีสเปซส่วนใหญ่ภายในพิพิธภัณฑ์ โดยจัดวางม้านั่งขนาบข้างหน้าต่างสูง ซึ่งโอบล้อมความเงียบสงบของป่าเอาไว้ แสดงถึงผลงานศิลปะชั้นยอดอย่างแท้จริง
สถาปนิกระดับตำนานผู้นี้ให้ความเห็นว่า “ในศตวรรษที่ 20 สถาปนิกส่วนใหญ่มักตั้งเป้าหมายที่จะมีผลงานแบบอลังการ แต่ขณะนี้ เป้าหมายที่ควรมีคือการผสมผสานงานสถาปัตยกรรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อม”
โครงการทางสถาปัตยกรรมของคุมะ ที่มีความเชื่อมโยงกับสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม
ในแถบชิโระคาเนะได (Shirokanedai) คุมะพร้อมกับทีมงานได้ออกแบบคูริ (kuri) ใหม่ ภายในวัดซุอิโชจิ (Zuisho-ji) ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในกรุงโตเกียวของนิกายโอบาคุ (Obaku) หนึ่งในโรงเรียนพุทธนิกายเซนที่นักบวชอินเกน (Ingen) นำเข้ามาในญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ (Edo)
กุฏิรูปตัวยูที่สร้างด้วยแผ่นไม้ที่มีลักษณะพิเศษของคุมะ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัด ทำให้ผู้คนในแถบนี้สามารถเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และประกอบพิธีต่างๆ เนื่องในโอกาสสำคัญของครอบครัวภายในวัดได้โดยง่าย
พื้นที่ใจกลางของวัดมีสระน้ำที่เรียบสงบสวยงาม พร้อมเวทียกสูง สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมผู้คนให้มาจัดงานกิจกรรมและการแสดงต่างๆ สำหรับชุมชน
ในปี 2553 คุมะได้รับการว่าจ้างให้ปรับรูปโฉมใหม่ทั้งหมดของ โรงแรม Capitol Hotel Tokyu ใกล้ย่านนากาทาโชะ (Nagatacho) ซึ่งเขาได้ออกแบบอาคารโรงแรมและภูมิทัศน์ให้มีความกลมกลืนอย่างไร้ที่ติกับป่าที่แผ่กิ่งก้านสาขาโอบล้อมศาลเจ้าโบราณ ‘Hie’ อายุกว่า 500 ปีที่ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมแห่งนั้น
เขาอธิบายว่า “ในภาษาญี่ปุ่นเรียกสิ่งนี้ว่า ‘shakkei’ ซึ่งหมายถึงการขอยืมทิวทัศน์ ผมต้องการยืมความงามของป่าเพื่อให้แขกของโรงแรมได้สัมผัสถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ของกรุงโตเกียว ที่แม้แต่ในพื้นที่ใจกลางเมือง เราก็ยังมีดินแดนที่สงบสุขแบบนี้ได้"
เพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปภายในโรงแรม ‘The Capitol Hotel Tokyu’ ผู้ไปเยือนจะสัมผัสได้ถึงความประณีตงดงามของการออกแบบลายไม้ขัดแตะแบบดั้งเดิม ซึ่งรายล้อมล็อบบี้ที่มีเพดานสูง รวมทั้งศิลปะการจัดดอกไม้อิเคบานะ (ikebana) อันตระการตาท่ามกลาง การปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลของโรงละครญี่ปุ่น
คุมะย้ำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการออกแบบโรงแรมคือ การสร้างความเชื่อมโยงที่ไร้รอยต่อระหว่างสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับแขกของโรงแรม ซึ่งผลงานอันลือลั่นซึ่งเป็นประจักษ์ของเขาก็ปรากฏอยู่ในโรงแรมที่สวยงามมากมายหลายแห่ง ทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก รวมถึง ‘The Opposite House’ ในกรุงปักกิ่งและ ‘Ace Hotel’ ในเมืองเกียวโตอีกด้วย
การสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในการทำงานของคุมะ
ชิบูยา (Shibuya) เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมเยาวชนของกรุงโตเกียว ตั้งแต่ปี 2513 ซึ่งเต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจของเมืองหลวงญี่ปุ่นที่สว่างไสวด้วยป้ายไฟจากร้านรวงที่เรียงรายในแถบนั้น และเป็นที่ตั้งของทางข้ามแยกชิบูยาอันโด่งดัง ที่ผู้คนจำนวน 1,000 คน สามารถเดินข้ามมุมต่างๆของทางแยกนี้ได้ในคราวเดียวกัน
ใจกลางชิบุยาเป็นที่ตั้งของตึกระฟ้าชื่อ ‘ชิบูยา สแกรมเบิล สแควร์’ (Shibuya Scramble Square) ซึ่งเป็นผลงานที่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักเหมือนผลงานอื่นๆ แต่ไม่วายมีความน่าอัศจรรย์เช่นเดียวกับผลงานที่โดดเด่นอื่นๆของสถาปนิกชื่อก้องโลกคนนี้ และเป็นหนึ่งในไม่กี่โครงการของเขาที่ไม่ใช้วัสดุที่เป็นไม้ แต่ใช้ลูกฟักอลูมิเนียมในการสร้างรูปทรงคล้ายคลื่นธรรมชาติแทน ในรูปของกำแพงม่านโค้ง ต่างจากขอบแหลมคมที่มักพบบนตึกระฟ้าทั่วไป ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่สบายตา ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวงแห่งนี้
การตีความใหม่ที่แตกต่าง
สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ ยังนำความโหยหาอดีตที่สวยงามมาผสมผสานกับแนวคิดร่วมสมัยมากขึ้น เช่นเดียวกับผลงานการออกแบบที่น่าทึ่งของเขาที่ร้าน พิกเมนต์ โตเกียว ( Pigment Tokyo) ร้านโด่งดังในกรุงโตเกียวที่พรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์ชั้นดีหายากในวงการวาดภาพทั้งแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ พิกเมนต์ โตเกียวมีเพดานสวยงาม มีชีวิตชีวาด้วยการออกแบบโครงสร้างคล้ายคลื่นที่ทำจากแผ่นไม้ไผ่อันมีอัตลักษณ์ของคุมะ
ยิ่งไปกว่านั้น สุดยอดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ศิลปะแห่งการวาดภาพแห่งนี้ ยังเป็นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของศิลปินและผู้สืบทอดองค์ความรู้และประเพณีโบราณที่จะส่งต่อไปยังศิลปินรุ่นหลังอีกด้วย
ผนังด้านหลังร้านสะดุดตาด้วยขวดแก้วที่บรรจุผงเม็ดสีต่างๆ เรียงรายจากพื้นจรดเพดาน รวมถึงอิวาเอะโนกุ (iwaenogu) เม็ดสีที่ทำจากวัสดุธรรมชาติบดละเอียด เช่น ปะการัง คริสตัล นิลดำ (onyx) และแร่สีเขียวมาลาไคต์ (malachite) เมื่อผสมกับสารผสมสี เช่น กาวสัตว์ จะกลายเป็นสีที่มีความอิ่มตัวสูง ให้ความมีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อและมีประกายแวววาวตามธรรมชาติ
พิกเมนต์ โตเกียว ยังเป็นแหล่งรวมพู่กันแปลกหลากหลายชนิด ซึ่งทำจากวัสดุพิเศษมากมาย เช่น ขนสีดำของสัตว์และขนไก่ และหากต้องการสัมผัสประสบการณ์การวาดภาพที่หายากนี้ ก็สามารถจัดกิจกรรม workshop ภายในร้าน โดยมีศิลปินมืออาชีพช่วยให้ความรู้และคำแนะนำเฉพาะทางได้อีกด้วย
นากาเมกุโระ (Nakameguro) เป็นจุดชมดอกซากุระบานที่ดีที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิของกรุงโตเกียว ทางเดินริมแม่น้ำเมกุโระจะปกคลุมไปด้วยผืนพรมของดอกซากุระสีชมพูสด และบนถนนเต็มไปด้วยผู้คนในท้องถิ่นและผู้ไปเยือนที่ไปรวมตัวกัน เพื่อสัมผัสบรรยากาศความสดชื่นยามดอกซากุระปลิดปลิวไปตามสายลม
บริเวณที่นั่งกินลมชมซากุระริมแม่น้ำเมกุโระ มีร้านกาแฟหรูหรา ‘Starbucks Reserve® Roastery Tokyo’ ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมคอกาแฟ ที่เป็นอาคารรูปทรงแปลกตา 4 ชั้น ผลงานการออกแบบอาคารโดยคุมะอีกเช่นกัน มีการตกแต่งภายนอกร้านด้วยไม้สีอ่อนให้ความรู้สึกอบอุ่นละมุนละไมในย่านที่มีชีวิตชีวา ส่วนพื้นที่ภายในร้าน อบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น รวมถึงเพดานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการพับกระดาษ (origami) และกระถางต้นไม้ขนาดเล็กที่คุมะตีความว่าเป็นบอนไซยุคใหม่
นอกจากกาแฟที่หอมกรุ่นแล้ว Starbucks Reserve® Roastery Tokyo ยังเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นด้วยบาร์ชา ‘Teavana’ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกลิ้มรสสดชื่นของชาเต็มใบพร้อมคุณภาพที่เหนือกว่า และเครื่องดื่มจากส่วนผสมของชานานาชนิดที่ได้รับการคัดสรรแล้วอีกด้วย
นอกจากนี้ ภายในอาคารยังมี Princi® ร้านเบเกอรีสไตล์อิตาเลียนที่ก่อตั้งโดย Rocco Princi ช่างทำขนมปังชาวอิตาเลียน ซึ่งเปิดร้านครั้งแรกในมิลานในช่วงทศวรรษ 1980 ด้วยกลิ่นหอมชวนหลงใหล พร้อมด้วยขนมอบสดใหม่มากมาย เช่น ขนมปัง คอร์เน็ต (ขนมสอดไส้หลากรส) ขนมอบ และพิซซ่า เพื่อลองลิ้มชิมรสชาติที่แท้จริงของขนมอบจากอิตาลี
บนชั้น 3 เป็นที่ตั้งของบาร์ที่มีระเบียงล้อมรอบ เป็นสถานที่ชวนให้ดื่ม ‘Starbucks Reserve Espresso Martini’ ที่หาที่อื่นเทียบยาก
ทุกอาคารเป็นเสมือนบ้าน
สถาปนิกคนดังกล่าวว่า "สำหรับผม ทุกอาคารเป็นเสมือนบ้าน ไม่ว่าผมจะออกแบบสิ่งใดก็ตาม เมื่อออกแบบพิพิธภัณฑ์ มันก็เป็นบ้านสำหรับงานศิลปะ และเป็นสถานที่ให้ผู้คนไปพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนเพื่อนบ้านก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งผมหมายรวมถึง ภูเขา แม่น้ำ อาคารต่างๆ และผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะสร้างอะไรที่ใด เราควรจะเป็นมิตรกับพื้นที่นั้น”
คุมะเติบโตในหมู่บ้านเชิงเขา ชื่อ ซาโตยามะ (satoyama) ที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองโยโกฮาม่าและกรุงโตเกียว สถานที่ซึ่งผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกับป่าเขาในบริเวณใกล้เคียง
“บ้านผมเป็นบ้านชั้นเดียวที่ปูพื้นด้วยเสื่อหญ้าทาทามิ(tatami) และมีผนังที่ทำด้วยดินเหนียว มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ผมยังคงนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในบ้านหลังนั้นเสมอ มันเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบของผม” คุมะรำพึงด้วยแววตาแจ่มใส เมื่อหวนรำลึกถึงวันเวลาเหล่านั้น วันเวลาที่เขาใช้เวลาอ่านหนังสือภายใต้แสงแดดยามบ่ายบนเอนกาวะ (engawa) ซึ่งเป็นพื้นกระดานไม้ที่ทอดยาวไปตามด้านข้างของบ้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ที่โดยทั่วไปจะหันไปทางสวน
ย่านที่น่าอยู่สุดในกรุงโตเกียว
ปัจจุบัน สถาปนิกแถวหน้าสุดคนนี้ อาศัยอยู่ในย่านคางุระซากะ (Kagurazaka) ที่สวยงามและทันสมัยใกล้กับย่านชินจูกุ (Shinjuku) มีลักษณะภูมิประเทศเป็นถนนแคบๆ บนเนินเขา แวดล้อมด้วยบรรยากาศแบบหมู่บ้านที่เขาชื่นชอบ
ครั้งหนึ่งย่านดังกล่าว เคยเป็นแหล่งเกอิชาที่มีชีวิตชีวา ปัจจุบันเป็นหนึ่งในย่านที่ทันสมัยและดึงดูดใจที่สุดของกรุงโตเกียว ตามถนนมีต้นไม้เรียงรายและตรอกซอกซอยที่มีเสน่ห์ นำไปสู่แหล่งอัญมณีแห่งความรื่นรมย์ที่ซ่อนตัวอยู่มากมาย ตั้งแต่ร้านอาหารเก๋ไก๋ และร้านเหล้าญี่ปุ่นอิซากายะ (izakaya) ไปจนถึงร้านอาหารดูดีมีระดับ และบาร์ครบเครื่องที่เสิร์ฟทุกอย่างตั้งแต่เหล้าสาเกกั๊กหนึ่งถึงเหล้าค็อกเทลหรูตามฤดูกาล
ขณะเดียวกัน ย่านนั้นก็เป็นที่รู้จักในชื่อของ ‘ลิตเติ้ล ฝรั่งเศส’ (Little France) แห่งกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นแหล่งขึ้นชื่อของบิสโตร(Bistro) ที่เป็นร้านอาหารบรรยากาศสบายสไตล์ฝรั่งเศสและร้านขนมอบที่อร่อยที่สุดในเมืองนี้ เมื่อต้องการรับประทานอาหารสไตล์เรียบง่าย คุมะจะแวะไปที่ร้าน เลอ เบรอตาญ (Le Bretagne) ที่อยู่ห่างจากถนนสายหลัก ซึ่งเสิร์ฟ เครปบัควีท (buckwheat crepes) ที่เขาเรียกมันว่า ‘เครปโซบะ’ (soba crepes) โดยที่เจ้าของร้านมาจากแคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ส่วนภรรยาเป็นชาวญี่ปุ่น จึงเป็นอาหารฝรั่งเศส ซึ่งมีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นปะปนอยู่บ้าง
ในโอกาสพิเศษ คุมะจะไปอุดหนุนร้านอาหารยอดนิยมแห่งหนึ่ง ชื่อ อิชิกาวา (ishikawa) ระดับมิชลิน 3 ดาว หนึ่งในร้านอาหารญึ่ปุ่นแบบดั้งเดิมในสไตล์ ryotei ที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่งในย่านคางุระซากะ( Kagurazaka) มีเชฟชื่อ ฮิเดกิ อิชิกาวะ (Hideki Ishikawa) ผู้ยึดมั่นในการรักษาประเพณีไคเซกิ (kaiseki) ให้คงอยู่ต่อไป

Above Kengo Kuma สถาปนิกญี่ปุ่นผู้โด่งดังในสำนักของเขาในกรุงโตเกียว
ใจกลางมหานครโตเกียว
คุมะวางรากฐานการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมอันล้ำเลิศ โดยคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน หรือการทำให้ชาวเมืองใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น
สนามกีฬาแห่งชาติญี่ปุ่นที่คุมะและบริษัทอื่นๆ ร่วมกันออกแบบ เพื่อใช้เป็นสถานที่แข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกที่โตเกียว ปี 2563 นั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากอาคารรูปทรงเจดีย์ โดยมีชายคาที่ทำด้วยไม้จาก 47 จังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่น ลักษณะภายนอกปกคลุมไปด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่มนานาชนิด ภายในมีหลังคาเปิดโล่งขนาดใหญ่คล้ายกับช่องเปิดของป่า อีกทั้งมีการจงใจทาสีที่นั่งจำนวน 67,750 ที่นั่งให้ดูเหมือนใบไม้ร่วงหล่นลงสู่ผืนป่า โดยมีเฉดสีที่สว่างกว่าเรียงลดหลั่นกันไปเป็นเฉดสีเขียวและน้ำตาลแดงเข้ม
คุมะกล่าวว่า “สนามกีฬาที่ว่านั้นอยู่ในสวนสาธารณะ เมจิจิงกูไกเอ็น (Meiji Jingu Gaien) ซึ่งผมรู้จักเป็นอย่างดี เพราะเป็นสมาชิกของสโมสรเทนนิสที่นั่น และก็ชอบไปเดินในสวนสาธารณะด้วย ผมเลยไม่ต้องการให้มีกล่องคอนกรีตขนาดใหญ่ในสวนสาธารณะสุดโปรดของผม ถึงได้ออกแบบสนามกีฬาที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของป่า”
ขณะที่เราเล่าสู่กันฟัง เรากำลังนั่งอยู่ในสำนักงานของคุมะในโตเกียว ซึ่งมองออกไปเห็นทิวทัศน์ของสนามกีฬาแห่งชาติญี่ปุ่น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาพูดขึ้นว่า "บางที การออกแบบที่ยอดเยี่ยมก็ทำลายเมืองได้ สถาปนิกชื่อดังทั้งหลายพยายามสร้างสรรค์ผลงานที่อลังการมากมาย แต่หลังจากวิกฤติโควิด-19 จะเห็นได้ชัดว่า โครงการใหญ่โตมโหฬารแบบนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป โควิด-19 มีผลกระทบต่อการสร้างเมืองต่างๆ ของเราอย่างเห็นได้ชัด และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็เพิ่งเริ่มต้น ในที่สุดผู้คนก็จะเข้าใจถึงความสำคัญของชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ รวมทั้งความสำคัญของธรรมชาติ และวิถีชีวิตของเราท่ามกลางชุมชนเหล่านั้น"
การใช้เวลาในการชมผลงานของสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อสังเกตจุดยืนสำคัญของการสรรค์สร้างสถาปัตยกรรมอันละเอียดอ่อน แต่มีความสำคัญยิ่งต่อแนวทางการสร้างภูมิทัศน์ของเมืองโตเกียว เห็นได้ชัดว่า มรดกที่เขาหวังจะมอบไว้ให้แก่คนรุ่นหลังนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นของเขาเสมอไป หากแต่ผลงานอันล้ำเลิศของเขา จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับหนึ่งในวัฒนธรรมทางสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่และน่าทึ่งที่สุดของโลก ด้วยความหวังว่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยธำรงคุณค่าแห่งวัฒนธรรมดังกล่าวไว้สำหรับอนุชนรุ่นต่อไป
เขาทิ้งท้ายบทสนทนาว่า "ผมเชื่อเสมอว่าการออกแบบที่ดีและเรียบง่ายนั้นดีกว่าการออกแบบที่ยอดเยี่ยม"
This story was originally written in English by Coco Marett.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 โดย Coco Marett โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
คู่มือนำเที่ยวซัปโปโรฉบับนักชิม
เหตุผลที่กรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็น “สุดยอดเมืองแห่งอาหารที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของเอเชีย”


























