อาคารทรงโค้งอันเป็นเอกลักษณ์และสวนเขียวชอุ่มของโรงแรม Cala di Volpe ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนเกาะซาร์ดิเนีย ปรากฏในภาพยนตร์ James Bond ตอน “The Spy Who Loved Me” (ภาพ: Marriott)
Cover อาคารทรงโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ และสวนเขียวชอุ่มของโรงแรม Cala di Volpe ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนเกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี ปรากฏในภาพยนตร์ James Bond ตอน “The Spy Who Loved Me” (1977) (ภาพ: Marriott)
อาคารทรงโค้งอันเป็นเอกลักษณ์และสวนเขียวชอุ่มของโรงแรม Cala di Volpe ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนเกาะซาร์ดิเนีย ปรากฏในภาพยนตร์ James Bond ตอน “The Spy Who Loved Me” (ภาพ: Marriott)

จากความเรียบง่ายที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ของ Park Hyatt Tokyo ไปจนถึงความอลังการของโรงละคร St. Pancras โรงแรมอันเป็นสัญลักษณ์เหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่สามารถดึงดูดความสนใจได้เมื่ออยู่ในโลกภาพยนตร์

ในห้วงเวลาที่ตรึงตราใจที่สุดของโลกภาพยนตร์ โรงแรมมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลัง หากแต่ยังเป็นตัวจุดประกายเรื่องราว สถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ได้หล่อหลอมบรรยากาศ ขับเน้นความรู้สึก และบ่อยครั้งก็ขโมยซีนไปจนจบเรื่อง

จากห้องโถงสูงตระหง่านไปจนถึงซุ้มประตูหน้าอาคารที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย โรงแรมเหล่านี้สื่อสารด้วยภาษาภาพที่กระทบใจคนรักภาพยนตร์และผู้หลงใหลการออกแบบ ซึ่งต่างจากการสร้างฉากขึ้นมาเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ และเมื่อออกมานอกจอ มันก็ยังคงเปิดรับผู้คนและเชื้อเชิญนักเดินทางให้ก้าวเข้าไปสัมผัสสถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์ในโลกภาพยนตร์

โรงแรมที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ไม่ได้ถูกคัดเลือกเพียงเพราะความอลังการเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะตัวสถาปัตยกรรมเองที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเป็นฉากหลังที่ยากจะลืมเลือน ขณะเดียวกันก็ผสมผสานรวมกับการเล่าเรื่องได้อย่างกลมกลืน

อ่านเพิ่มเติม: สัมผัสประสบการณ์ดุจราชาและราชินี กับ 8 พระราชวังที่กลายมาเป็นโรงแรมอันหรูหรา

 

1. Atlanta Marriott Marquis: ห้วงฝันดิสโทเปีย

Tatler Asia
ภาพมุมสูงอันน่าตื่นตาตื่นใจของ Atlanta Marriott Marquis เผยให้เห็นโถงกลางทรงเรขาคณิตอันเป็นเอกลักษณ์ของ John Portman พื้นที่แห่งนี้ดึงดูดใจผู้สร้างภาพยนตร์ด้วยการออกแบบที่งดงามราวงานศิลป์ประติมากรรม มีความแม่นยำในการออกแบบอย่างน่าทึ่ง และขนาดที่ใหญ่โตราวกับฉากที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ (ภาพ: WikiCommons/Connors)
Above ภาพมุมสูงน่าตื่นตาตื่นใจของโรงแรม Atlanta Marriott Marquis ที่ดึงดูดใจผู้สร้างภาพยนตร์ด้วยการออกแบบที่งดงามราวงานศิลป์ประติมากรรม (ภาพ: WikiCommons/Connors)
ภาพมุมสูงอันน่าตื่นตาตื่นใจของ Atlanta Marriott Marquis เผยให้เห็นโถงกลางทรงเรขาคณิตอันเป็นเอกลักษณ์ของ John Portman พื้นที่แห่งนี้ดึงดูดใจผู้สร้างภาพยนตร์ด้วยการออกแบบที่งดงามราวงานศิลป์ประติมากรรม มีความแม่นยำในการออกแบบอย่างน่าทึ่ง และขนาดที่ใหญ่โตราวกับฉากที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ (ภาพ: WikiCommons/Connors)

เมื่อสถาปนิก John Portman เปิดตัวโรงแรมแอตแลนตา แมริออท มาร์กี ในปี 1985 โถงอาคารสูง 52 ชั้นของเขาได้นิยามความหมายใหม่ให้กับสถาปัตยกรรมโรงแรมไปโดยสิ้นเชิง ด้วยพื้นที่ว่างภายในที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานั้น พื้นที่แห่งนี้สร้างความตื่นตะลึงด้วยกระเช้าลิฟต์ใสเลื่อนขึ้นลงและมีความแม่นยำราวกับจังหวะการเต้นบัลเลต์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบด้วยระเบียงโค้งและรูปทรงคอนกรีตที่วิจิตรบรรจง

ความสูงตระหง่านน่าทึ่งของโรงแรมแห่งนี้ดึงดูดสายตาผู้สร้างภาพยนตร์ The Hunger Games ซึ่งได้นำมาใช้เป็นฉากที่พักของบรรณาการในแคปิตอลในภาค Mockingjay (2014, 2015) และยังได้ถ่ายทำฉากสำคัญในลิฟต์ของภาค Catching Fire (2013) การออกแบบของ Portman สื่อสารถึงลำดับชั้นอันโหดร้ายของดินแดนพาเน็มได้อย่างทรงพลัง ความใหญ่โตมโหฬารของสถานที่ทำให้ตัวละครดูเล็กจ้อยลง และตอกย้ำความเปราะบางของพวกเขา

Tatler Asia
เมื่อแหงนขึ้นไปยังโถงกลางอันสูงเสียดฟ้าของโรงแรม Atlanta Marriott Marquis จะชวนให้นึกถึงโลกดิสโทเปียแห่งอนาคต ซึ่งเป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์ “The Hunger Games” และซีรีส์ “Loki” (ภาพ: WikiCommons/Connors)
Above เมื่อแหงนขึ้นไปยังโถงกลางอันสูงเสียดฟ้าของโรงแรม Atlanta Marriott Marquis จะชวนให้นึกถึงโลกดิสโทเปียแห่งอนาคต ซึ่งเป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์ “The Hunger Games” และซีรีส์ “Loki” (ภาพ: WikiCommons/Connors)
Tatler Asia
โถงของโรงแรม Atlanta Marriott Marquis สถาปัตยกรรมล้ำสมัยอันโดดเด่น ที่ปรากฏเป็นที่พักของบรรณาการใน “The Hunger Games: Catching Fire” (2013) (ภาพ: WikiCommons/Slosh415)
Above โถงของโรงแรม Atlanta Marriott Marquis สถาปัตยกรรมล้ำสมัยอันโดดเด่น ที่ปรากฏเป็นที่พักของบรรณาการใน “The Hunger Games: Catching Fire” (2013) (ภาพ: WikiCommons/Slosh415)
เมื่อแหงนขึ้นไปยังโถงกลางอันสูงเสียดฟ้าของโรงแรม Atlanta Marriott Marquis จะชวนให้นึกถึงโลกดิสโทเปียแห่งอนาคต ซึ่งเป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์ “The Hunger Games” และซีรีส์ “Loki” (ภาพ: WikiCommons/Connors)
โถงของโรงแรม Atlanta Marriott Marquis สถาปัตยกรรมล้ำสมัยอันโดดเด่น ที่ปรากฏเป็นที่พักของบรรณาการใน “The Hunger Games: Catching Fire” (2013) (ภาพ: WikiCommons/Slosh415)

ล่าสุด Loki (2011, 2013) ซีรีส์จากมาร์เวลได้แปลงโฉมพื้นที่ภายในแห่งเดียวกันนี้ให้กลายเป็นสำนักงานใหญ่ของหน่วยงาน Time Variance Authority (TVA)

การที่อาคารจากปี 1985 ยังคงถ่ายทอดบรรยากาศแห่งโลกอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ เป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยมของ Portman นั่นคือการมีพลวัต เปี่ยมด้วยการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ และตั้งตระหง่านสง่างามอย่างท้าทายกระแสในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมของเขายังคงเอื้อต่อการสร้างเอกลักษณ์ให้กับการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกแห่งอนาคตอันไกลโพ้น

อ่านเพิ่มเติม: 8 โรงแรมลักซ์ชูรีในเอเชีย พร้อมการออกแบบสไตล์ Art Deco ที่คุณไม่ควรพลาด

2. St. Pancras Renaissance Hotel: เวทมนตร์กอธิกในโลกมักเกิล

Tatler Asia
St. Pancras Renaissance London โรงแรมที่เปรียบดั่งสัญลักษณ์แห่งสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอธิก ที่ปรากฏในภาพยนตร์ "Harry Potter" โดดเด่นด้วยยอดแหลมอันสง่างามตระการตา และงานก่ออิฐที่วิจิตรบรรจง (ภาพ: WikiCommongs/LepoRello)
Above St. Pancras Renaissance London โรงแรมที่เปรียบดั่งสัญลักษณ์แห่งสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอธิก ที่ปรากฏในภาพยนตร์ "Harry Potter" โดดเด่นด้วยยอดแหลมอันสง่างามตระการตา และงานก่ออิฐที่วิจิตรบรรจง (ภาพ: WikiCommongs/LepoRello)
St. Pancras Renaissance London โรงแรมที่เปรียบดั่งสัญลักษณ์แห่งสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอธิก ที่ปรากฏในภาพยนตร์ "Harry Potter" โดดเด่นด้วยยอดแหลมอันสง่างามตระการตา และงานก่ออิฐที่วิจิตรบรรจง (ภาพ: WikiCommongs/LepoRello)

โรงแรมเซนต์แพนคราส เรเนซองส์ ในลอนดอน ซึ่งเป็นผลงานของ Sir George Gilbert Scott เป็นตัวอย่างโดดเด่นที่สุดของสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอธิก (Gothic Revival) ที่งดงามราวฉากละคร เปิดให้บริการปี 1873 ในชื่อโรงแรม Midland Grand สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นจุดดึงดูดสายตาด้วยด้านหน้าอาคารอิฐสีแดง ยอดแหลมอันแสนพิศวง และบันไดสวยงามตระการตา นับเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ในยุควิคตอเรียนที่ผสมผสานทั้งวิศวกรรมและศิลปะเข้าด้วยกัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้สร้างภาพยนตร์ Harry Potter เลือกอาคารแห่งนี้เป็นฉากสถานี King’s Cross แม้จะไม่ใช่สถานีจริง แต่ส่วนหน้าอาคารโรงแรม (facade) ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันประณีต สามารถถ่ายทอดความมหัศจรรย์ที่เชื่อมระหว่างโลกธรรมดากับโลกเวทมนตร์ได้ดียิ่ง การนำอาคารแห่งนี้ไปปรากฏบนหน้าจอภาพยนตร์ได้เปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนทั่วโลก ที่ได้กลายเป็นภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ของประตูสู่ฮอกวอตส์ไปแล้ว

3. Cala di Volpe: บทกวีเมดิเตอร์เรเนียนในร่างสถาปัตยกรรม

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 อาคารทรงโค้งอันเป็นเอกลักษณ์และสวนเขียวชอุ่มของโรงแรม Cala di Volpe, Costa Smeralda ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนเกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี ปรากฏในภาพยนตร์ James Bond ตอน “The Spy Who Loved Me” (ภาพ: Marriott)
Photo 2 of 3 ภายนอกโรงแรม Cala di Volpe, Costa Smeralda ซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบเมดิเตอร์เรเนียนอันโดดเด่น (ภาพถ่าย: Marriott)
Photo 3 of 3 ทางเข้าโรงแรม Cala di Volpe, Costa Smeralda (ภาพถ่าย: Marriott)
อาคารทรงโค้งอันเป็นเอกลักษณ์และสวนเขียวชอุ่มของโรงแรม Cala di Volpe ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนเกาะซาร์ดิเนีย ปรากฏในภาพยนตร์ James Bond ตอน “The Spy Who Loved Me” (ภาพ: Marriott)
ภายนอกโรงแรม Cala di Volpe ซึ่งมีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น และประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อย่างที่เห็นใน “The Spy Who Loved Me” (ภาพถ่าย: Marriott)
ทางเข้าโรงแรม Cala di Volpe, Costa Smeralda, เกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมแบบเมดิเตอร์เรเนียน และยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “The Spy Who Loved Me” (1977) (ภาพถ่าย: Marriott)

โรงแรมคาลา ดิ โวลเป ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Jacques Couëlle ในทศวรรษ 60s คือภาพสะท้อนเรื่องราวแห่งเมดิเตอร์เรเนียนที่ถ่ายทอดผ่านงานสถาปัตยกรรม แทนที่จะไล่ตามความหรูหราแบบตะโกน Couëlle ผู้ขนานนามตนเองว่า ‘ประติมากรแห่งเรือนพักอาศัย’ ได้รังสรรค์ผลงานที่งดงามราวภาพฝัน ชวนให้นึกถึงหมู่บ้านเก่าแก่บนเกาะซาร์ดิเนียที่ผ่านกาลเวลาและเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความทรงจำ

ด้วยรูปทรงพลิ้วไหว โค้งมนอ่อนช้อย และผนังฉาบขาวที่กลมกลืนไปกับแนวชายฝั่ง โรงแรมแห่งนี้คือตัวอย่างของสิ่งที่นักวิจารณ์เรียกว่า ‘ความหรูหราที่สุขุมและเปี่ยมรสนิยม’ การบูรณะครั้งล่าสุดได้ดำเนินไปอย่างใส่ใจ โดยรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมไว้ได้อย่างแยบยล เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสความงามเหนือกาลเวลาของสถานที่นี้ ซึ่งยังเคยปรากฏบนจอภาพยนตร์ในแฟรนไชส์ James Bond ตอน The Spy Who Loved Me (1977) โดยมอบฉากหลังที่เป็นธรรมชาติและมีชีวิตชีวามากขึ้น

4. Fontainebleau Miami Beach: สถาปัตยกรรมในฐานะเวทีชีวิตและวัฒนธรรมของสังคม

Tatler Asia
ภาพมุมสูงของ Fontainebleau Miami Beach โรงแรมในตำนานของไมอามี ขึ้นชื่อในเรื่องการออกแบบโค้งมนและรูปลักษณ์ภายนอกของภาพยนตร์ เช่น “Scarface” (1983) และ “Goldfinger” (1964) (ภาพ: Fontainebleau Miami Beach)
Above ภาพมุมสูงของ Fontainebleau Miami Beach โรงแรมในตำนานของไมอามี ขึ้นชื่อในเรื่องการออกแบบโค้งมนและรูปลักษณ์ภายนอกของภาพยนตร์ เช่น “Scarface” (1983) และ “Goldfinger” (1964) (ภาพ: Fontainebleau Miami Beach)
ภาพมุมสูงของ Fontainebleau Miami Beach โรงแรมในตำนานของไมอามี ขึ้นชื่อในเรื่องการออกแบบโค้งมนและรูปลักษณ์ภายนอกของภาพยนตร์ เช่น “Scarface” (1983) และ “Goldfinger” (1964) (ภาพ: Fontainebleau Miami Beach)

ผลงานชิ้นเอกในปี 1954 ของสถาปนิก Morris Lapidus อย่างโรงแรมฟงแตนโบล ไมอามีบีช แสดงออกถึงความอลังการอย่างไม่ปิดบัง ในฐานะผลงานสำคัญที่กำหนดรูปแบบ Miami Modern (MiMo) ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเวทีแห่งความหรูหรา การพักผ่อน และการปรากฏตัวในโลกภาพยนตร์ดัง

ตั้งแต่ ‘บันไดที่ไร้ปลายทาง (Staircase to Nowhere)’ อันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงลวดลาย ‘หูกระต่ายสุดเก๋บนพื้นหินอ่อน’ ทุกรายละเอียดได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างความสุข Lapidus ขนานนามผลงานโรงแรมของเขาแห่งนี้ว่าเป็น ‘สถาปัตยกรรมแห่งความสุข’ และเส้นโค้งที่ดูมีชีวิตชีวา รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางอันกว้างขวางของเขายังคงปลุกเร้าจินตนาการของผู้คนไม่เสื่อมคลาย

Tatler Asia
วิวริมสระน้ำ Fontainebleau Miami Beach โรงแรมหรูระดับตำนานที่มีสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น เคยปรากฏในภาพยนตร์ดังอย่าง “Goldfinger” (1964) (ภาพ: Fontainebleau Miami Beach)
Above วิวริมสระน้ำ Fontainebleau Miami Beach โรงแรมหรูระดับตำนานที่มีสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น เคยปรากฏในภาพยนตร์ดังอย่าง “Goldfinger” (1964) (ภาพ: Fontainebleau Miami Beach)
วิวริมสระน้ำ Fontainebleau Miami Beach โรงแรมหรูระดับตำนานที่มีสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น เคยปรากฏในภาพยนตร์ดังอย่าง “Goldfinger” (1964) (ภาพ: Fontainebleau Miami Beach)

ประวัติการเป็นฉากในภาพยนตร์แฟรนไชส์สายลับ 007 ของโรงแรมแห่งนี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวอาคารเองเลยทีเดียว เพราะการที่ Goldfinger (1964) ใช้สระน้ำของฟงแตนโบลเป็นฉากเปิดเรื่อง ก็ทำให้ผู้ชมนึกถึงความหรูหราในยุค 60s ได้ทันที

หลายสิบปีต่อมา Scarface  (1983) ได้นำภาพของ Tony Montana มาถ่ายทอดท่ามกลางความหรูหราของโรงแรมแห่งนี้ และในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องความหรูหราของฟงแตนโบล กลายมาเป็นภาพสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความฟุ้งเฟ้อ ทะเยอทะยาน และอันตรายได้ในทันที

5. Park Hyatt Tokyo: ความโดดเดี่ยวท่ามกลางกระจกและแสง

Tatler Asia
New York Bar ในโรงแรม Park Hyatt Tokyo ที่มีวิวเส้นขอบฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบร่วมสมัยเหมือนอย่างที่เห็นใน “Lost in Translation” (2003) (ภาพ: Park Hyatt Tokyo)
Above New York Bar ในโรงแรม Park Hyatt Tokyo มีวิวเส้นขอบฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบร่วมสมัย เหมือนอย่างที่เห็นใน “Lost in Translation” (2003) (ภาพ: Park Hyatt Tokyo)
New York Bar ในโรงแรม Park Hyatt Tokyo ที่มีวิวเส้นขอบฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบร่วมสมัยเหมือนอย่างที่เห็นใน “Lost in Translation” (2003) (ภาพ: Park Hyatt Tokyo)

แม้ปัจจุบันจะปิดปรับปรุง แต่โรงแรมพาร์ค ไฮแอท โตเกียว ซึ่งออกแบบโดย Kenzo Tange ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งโลกภาพยนตร์ โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้น 39 ถึง 52 ของ Shinjuku Park Tower มอบประสบการณ์อันล้ำค่าทั้งทางกายภาพและอารมณ์ ด้วยการแยกตัวออกจากความวุ่นวายของเมืองเบื้องล่าง ความเรียบง่ายแบบมินิมอลที่ดูสงบ และทัศนียภาพที่กว้างไกลทำให้ที่นี่กลายเป็นฉากที่สมบูรณ์แบบสำหรับการถ่ายทอดความรู้สึกโดดเดี่ยว

ในภาพยนตร์ Lost in Translation (2023) Sofia Coppola ได้แปรเปลี่ยนความเงียบสงบทางสถาปัตยกรรมนี้ให้กลายเป็นเมตาฟอร์อันทรงพลัง หน้าต่างสูงจรดเพดานของ New York Bar สร้างพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกทั้งใกล้ชิดและเหินห่างไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการแสดงออกทางภาพถึงความรู้สึกแปลกแยกที่ตัวละครทั้งสองมีร่วมกันผ่านสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ โดยกลั่นกรองแก่นแท้ของความผูกพันและความเหงา ให้รวมอยู่ในฉากเดียวที่ยากจะลืมเลือน


This story was originally written in English by Jennifer Choo.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2025 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

 

Topics