Cover เทรนด์การท่องเที่ยวประจำปี 2025 จากรายงาน Mastercard Economics Institute (MEI) ในหลากหลายมิติ (ภาพ: tripadvisor)

พบกับเทรนด์ท่องเที่ยวโลกปี 2025 จากรายงาน Mastercard Economics Institute (MEI) ครบทุกมิติ! ตั้งแต่ APAC ครองแชมป์ ญี่ปุ่นพุ่งแรง Wellness เฟื่องฟู อาหารคือ Soft Power กีฬาสร้างประสบการณ์ และ Bleisure มาแรง พร้อมวิเคราะห์กลยุทธ์ที่ไทยต้องปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสดึงดูดนักเดินทางคุณภาพที่มองหา ‘ความหมาย’ ในทุกการเดินทาง

ปี 2025 กำลังทักทายโลกด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน จากการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินและแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่ง MEI ชี้ว่าอาจส่งผลให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายตามดุลยพินิจ และระมัดระวังในการตัดสินใจมากขึ้น ทว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงเด่นชัดคือ "ความปรารถนาในการเดินทาง" ของผู้คน ไม่ว่าจะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในรีทรีตเงียบสงบกลางธรรมชาติ การออกไปลิ้มลองรสชาติอาหารแปลกใหม่จากอีกฟากฝั่งของโลก หรือการบินข้ามทวีปเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า "เหตุผลและประสบการณ์ในการเดินทาง" ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า "กำลังซื้อ" หรือสภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม

อ่านเพิ่มเติม: จับตา ‘Golden Visa’ เส้นทางสู่ประตูโลก และโอกาสที่น่าสนใจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

รายงานล่าสุดจาก Mastercard Economics Institute (MEI) ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลธุรกรรมที่เป็นเอกลักษณ์และข้อมูลเรียลไทม์ ได้ฉายภาพแนวโน้มการเดินทางที่น่าสนใจสำหรับปี 2025 และปีต่อๆ ไป ซึ่งเป็นข้อมูลล้ำค่าที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับกลยุทธ์เพื่อคว้าโอกาสและทะยานขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

Rising of APAC

จากรายงานของ Mastercard Economics Institute (MEI) ได้ชี้ชัดว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเป็นดาวเด่นบนแผนที่การเดินทางโลก โดยการวิเคราะห์ข้อมูลการจองเที่ยวบินผ่าน OAG จนถึงเดือนมีนาคม สำหรับการเดินทางช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน-กันยายน) พบว่า กรุงโตเกียวและนครโอซาก้าของญี่ปุ่น ทะยานขึ้นครองตำแหน่งอันดับ 1 และ 2 ของจุดหมายปลายทางที่มาแรงที่สุด (Trending Destinations) สำหรับฤดูร้อนปี 2025 อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งเป็นการวัดจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งนักท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับปี 2024 ปัจจัยหนุนสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งแม้จะเริ่มมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างทรงพลัง โดยเฉพาะจากประเทศที่ค่าเงินแข็งกว่า ดังเช่นปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่เดินทางเยือนญี่ปุ่นมากเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 แม้ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม สะท้อนถึงการตอบสนองต่อความคุ้มค่าที่จับต้องได้

บทเรียนสำหรับไทย

การแข่งขันด้านราคาและ "ความคุ้มค่า" ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมื่อสกุลเงินมีความผันผวน ประเทศไทยซึ่งมีต้นทุนที่น่าดึงดูดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งต้องเร่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยมกับ "ความหมาย" และ "ประสบการณ์เฉพาะตัว" ของการเดินทางที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ที่ผ่อนคลายและฟื้นฟู ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ และอาหารเลิศรส (Food & Experience) ที่หลากหลาย เพื่อสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน และสามารถดึงดูดส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางพลวัตของค่าเงินที่ยังคงผันผวนและส่งผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทางของนักเดินทางทั่วโลก การนำเสนอคุณค่าที่เหนือกว่าราคาจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ที่น่าจดจำ

Wellness Destination

MEI เน้นย้ำว่าผู้คนเดินทางเพื่อ ‘พักใจ’ และเติมพลังชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อชมทิวทัศน์ แต่เพื่อการ ‘รีเซ็ต’ ตัวเองจากโลกที่วุ่นวาย โดยหันมาให้ความสำคัญกับการพักผ่อน การเยียวยา และการตามใจตัวเองมากกว่าตารางเดินทางที่อัดแน่นหรือกิจกรรมผาดโผนเพียงอย่างเดียว รีทรีตเพื่อสุขภาพ สปาท่ามกลางธรรมชาติ หรือแม้แต่กิจกรรมที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี เช่น longevity clubs และ sleep-focused escapes กำลังได้รับความนิยมสูง

รายงานของ MEI ยังระบุว่า นามิเบีย แอฟริกาใต้ และประเทศไทย ติดอันดับ 1-3 ในดัชนีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Travel Index - WTI) ซึ่งเป็นดัชนีที่พัฒนาขึ้นเพื่อชี้วัดจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านประสบการณ์สุขภาพและการดูแลตนเอง สะท้อนศักยภาพที่โดดเด่นของไทยในเวทีโลก ความน่าสนใจในอันดับนี้คือแม้ว่าไทยจะมีผลรวมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจนผลออกมาเป็นลบ แต่ยังติดอันดับ 3 แสดงให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพที่สูงมากในด้านของเวลเนส

โอกาสทองของไทย

ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้าน Wellness และการบริการที่อบอุ่นเป็นทุนเดิม จุดหมายปลายทางที่มีธรรมชาติสวยงามและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น เขาใหญ่ เชียงใหม่ หรือชายทะเลที่เงียบสงบอย่างพังงาและกระบี่ มีศักยภาพสูงในการพัฒนารีสอร์ตและบริการเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ของนักเดินทางได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น Retreat ที่เน้นการบำบัดด้วยการนอนหลับ (Sleep Therapy) โปรแกรมการปลีกตัวจากโลกดิจิทัล (Digital Detox) หรือคลินิกชะลอวัยและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม (Longevity Clinic) ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ การโปรโมตแบบเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Micro-targeting) ที่สนใจประสบการณ์เหล่านี้โดยเฉพาะ ผ่านการสื่อสารที่เน้นคุณค่าและความเป็นส่วนตัว จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความประทับใจที่ยั่งยืน

Foodie Cities

การใช้จ่ายข้ามพรมแดน ณ สถานที่รับประทานอาหาร เพื่อระบุ "เมืองนักชิม" ที่มีความเป็นสากลมากที่สุด ผลปรากฏว่า อิสตันบูล ครองอันดับหนึ่งอย่างน่าทึ่ง โดยร้านอาหารโดยเฉลี่ยในเมืองนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจาก 67 สัญชาติในปี 2024 ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลทางอาหารที่หลากหลายทั้งจากเอเชีย ตะวันออกกลาง เมดิเตอร์เรเนียน และยุโรปตะวันออก ขณะเดียวกัน เมืองในเอเชียอย่างบาหลี, อินโดนีเซีย ที่มีชื่อเสียงด้านอาหารพื้นเมืองเช่น Babi Guling และควีนส์ทาวน์, นิวซีแลนด์ ที่โดดเด่นเรื่องเนื้อแกะและไวน์ Pinot Noir ก็ติดอันดับสูงเช่นกัน นอกจากนี้ เมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจในลิสต์ เช่น คานส์, ฝรั่งเศส และไมอามีบีช, สหรัฐฯ ต่างก็มีจุดเด่นด้านอาหารที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

อ่านเพิ่มเติม: Nespresso คอลเล็กชั่นซัมเมอร์ 2025 สัมผัสความสดชื่นของกาแฟพิสตาชิโอ พร้อมแอกเซสเซอรีสดใส

จากครัวโลกสู่เมืองอาหาร

ในรายงาน MEI อาจไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงในการจัดอันดับสูงสุด แต่ศักยภาพของ กรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของไทย ในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Food Tourism Hub) นั้นมีสูงมากและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ของ Street Food ที่เข้าถึงง่ายและหลากหลาย ร้านอาหารไฟน์ไดนนิ่งที่การันตีคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงประสบการณ์ Chef’s Table ที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นและความยั่งยืน

จุดแข็งของอาหารไทยคือความหลากหลายทางรสชาติ วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลที่สดใหม่ และเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่ผูกพันอย่างแน่นแฟ้นในทุกจาน ซึ่งควรได้รับการยกระดับและสื่อสารในบริบทของนักเดินทางสายอาหารระดับโลก (Global Food Traveler) ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ผ่านการสร้างเรื่องราว (Storytelling) และประสบการณ์ที่น่าจดจำ เช่น คลาสสอนทำอาหาร การเยี่ยมชมฟาร์มออร์แกนิก หรือเทศกาลอาหารที่นำเสนออัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค

Once-in-a-Lifetime

ประสบการณ์ที่หาได้ยากและน่าจดจำจะยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ของ ‘Bucket List’ ของนักเดินทางเสมอ โดยไม่ขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจ การเดินทางเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬารายการสำคัญ หรืออีเวนต์ระดับโลก ถือเป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่กระตุ้นการตัดสินใจเดินทางได้ทันที

MEI ได้วิเคราะห์ข้อมูลการใช้จ่าย ณ ร้านค้าในรัศมี 5 ไมล์จากสถานที่จัดงาน 5 วันก่อนและหลังการแข่งขันใหญ่ 3 รายการในปี 2024 (Champions League final ที่ลอนดอน, Copa Libertadores Final ที่บัวโนสไอเรส และ World Series ที่ลอสแอนเจลิสและนิวยอร์ก) พบว่าสัดส่วนการใช้จ่ายข้ามพรมแดนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของ โชเฮ โอทานิ นักเบสบอลซูเปอร์สตาร์ชาวญี่ปุ่น ที่การลงแข่ง World Series ครั้งแรกในลอสแอนเจลิส ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นในพื้นที่รอบสนามแข่งพุ่งสูงขึ้นถึง 91% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมากกว่าการเติบโตของการใช้จ่ายข้ามพรมแดนโดยรวมถึง 6 เท่า แสดงให้เห็นถึงพลังของแฟนด้อมและนักกีฬาคนโปรด

โจทย์ท้าทาย

ประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์หรือเป็นเจ้าภาพจัดอีเวนต์ระดับภูมิภาคหรือระดับโลกที่มีพลังดึงดูดในลักษณะเดียวกันได้หรือไม่? การดึงดูดอีเวนต์กีฬาระดับนานาชาติ การจัดเทศกาลศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลก เทศกาลอาหารนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่งาน Wellness World Expo ที่รวมสุดยอดนวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม รวมถึงการยกระดับกีฬาและศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย เช่น มวยไทย ให้เป็นการแข่งขันระดับสากลที่ดึงดูดแฟนกีฬาเฉพาะกลุ่มจากทั่วโลกได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน การสร้าง ‘โมเมนต์’ ที่น่าประทับใจคือกุญแจสำคัญ

Bleisure: Business + Leisure

พฤติกรรมการเดินทางของกลุ่มนักธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด MEI ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ ได้ปรับแนวทางการเดินทางเพื่อธุรกิจ โดยมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับการเดินทางภายในภูมิภาคของตนเองมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรองค์กรข้ามพรมแดนของบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสิงคโปร์ ปัจจัยหนุนมาจากการยอมรับการประชุมเสมือนจริงที่เพิ่มขึ้น เป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม MEI พบว่านักธุรกิจมีการเดินทางน้อยครั้งลง แต่ใช้เวลาในแต่ละทริปนานขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางออกนอกภูมิภาค ตัวอย่างเช่น การเดินทางจากสหรัฐอเมริกามายังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (AP) ในช่วง 12 เดือนก่อนมีนาคม 2025 นักธุรกิจใช้เวลาพักโดยเฉลี่ย 10.2 วัน เพิ่มขึ้นจาก 8.8 วันในช่วงก่อนการระบาด (กุมภาพันธ์ 2019 - กุมภาพันธ์ 2020) และบ่อยครั้งมีการผสมผสานการพักผ่อนเข้าไปในทริปทำงานด้วย (Bleisure: Business + Leisure) เพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

ดึงดูดกลุ่ม Bleisure

กลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจ (Corporate Traveler) จากตลาดสำคัญ เช่น สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น และยุโรป ถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและน่าดึงดูดอย่างยิ่ง ประเทศไทยควรพัฒนาแพ็กเกจและบริการที่ตอบโจทย์ทั้ง ‘การทำงาน’ และ ‘การพักผ่อน’ ในทริปเดียวได้อย่างลงตัว เช่น โรงแรมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจครบครัน (Business Lounge, Co-working Space ความเร็วสูง) ควบคู่ไปกับโปรแกรมสุขภาพและการผ่อนคลาย (Wellness Program, Spa) หรือบริการที่เชื่อมโยงการประชุมสัมมนากับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประสบการณ์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพ การอำนวยความสะดวกในการเดินทางและการใช้ชีวิต เช่น บริการรถเช่าพร้อมคนขับ หรือผู้ช่วยส่วนตัว ยิ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและตอบสนองความต้องการของนักเดินทางกลุ่มนี้ที่มองหาประสิทธิภาพและความสะดวกสบายสูงสุด

Topics

Bharanroj Dhanabhudhinitikorn
Lifestyle Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia