พรมแดนทางการเงินที่แคบลง เมื่อคนไทยสามารถใช้จ่ายเงินได้ทั่วเอเชียผ่านแอปพลิเคชั่นของคนไทย ผลิตภัณฑ์จากบริษัท Ascend Money ที่เริ่มจากการเป็นสตาร์ทอัพสู่การเป็นยูนิคอร์น
ในปี 2021 Ascend Money เป็นที่รู้จักในฐานะ Thailand’s first fintech unicorn เพราะได้รับเงินลงทุน Series C มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก CP Group ร่วมกับ Bow Wave Capital Management และ Ant Group ของ AlibabaCP Group ทำให้มูลค่าบริษัทแตะที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.54 หมื่นล้านบาท)
ปัจจุบัน Ascend Money ให้บริการทางการเงินใน 7 ประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวนลูกค้าและผู้ใช้บริการกว่า 50 ล้านคน รวมยอดเงินหมุนเวียนกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.17 แสนล้านบาท)
กำแพงทางการเงินที่ทลายลงได้ด้วยเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้กับธุรกรรมการเงินนี้ไม่ใช่เป้าหมายเดียวของ Ascend Money เท่านั้น แต่รวมถึงการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและส่งเสริมวินัยทางการเงินด้วย เบื้องหลังแนวคิดการทำธุรกิจที่น่าสนใจนี้มาจากสองผู้บริหารผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ของบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด คือ ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ และมนสินี นาคปนันท์
อ่านเพิ่มเติม: สาระ ล่ำซำ: CEO ผู้ก้าวทันทุกความเปลี่ยนแปลงของโลก

Above มนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท Ascend Money จำกัด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
“ปัญหาของคนไทย หนึ่งคือเรื่องวินัยทางการเงิน จะทำยังไงให้คนไทยมีหลักประกันชีวิต ในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของเราก็อยากให้มีความรู้เรื่องการออมเงิน และกลุ่ม SME ที่ก็เป็นคนกลุ่มใหญ่แต่เข้าถึงเงินทุนยาก ดังนั้น เรามองว่า Ascend Money มีส่วนช่วยเรื่องการเงินในคนหลายวัยได้” มนสินีกล่าว
“ทีมงานของเราคิดว่าสามารถตอบโจทย์ลูกค้าในชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่เฉพาะการชำระเงินอย่างเดียว แต่เรามองว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาได้” ธัญญพงศ์กล่าวเสริม
นอกจากแนวคิดดังกล่าว Tatler ยังได้พูดคุยถึงหลักการบริหาร การจัดการกับความท้าทายอย่างมิจฉาชีพในการทำธุรกรรมออนไลน์ และความท้าทายอื่นๆ
บทบาทและหน้าที่ของการเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร
มนสินี: ทำงานที่ Ascend Money มาประมาณ 7 ปีแล้วค่ะ จะดูเรื่อง payment business และ wallet หากเล่าโดยรวมธุรกิจของเราเป็นบริการทางการเงินครบวงจรผ่าน TrueMoney Wallet ภายใต้ Ascend money group ธุรกิจแรกก็คือ TrueMoney ให้บริการ wallet and payment โดยที่เราโฟกัสการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ธุรกิจที่สองคือ Ascend Nano บริการให้วงเงินสินเชื่อเล็กๆ วงเงินเครดิต ธุรกิจที่สาม คือ Ascend Wealth เป็นเรื่องของการลงทุนในกองทุนรวม (mutual fund) ล่าสุดมีการออมทองด้วย ธุรกิจที่สี่คือ Ascend Assurance เป็นธุรกิจประกันที่ลูกค้าซื้อได้ง่าย วงเงินไม่สูงมาก ธุรกิจสุดท้ายคือ Ascend Innovation คือธุรกิจที่ต่อยอดมาจากการที่เรามี digital platform จึงรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างเป็นโซลูชั่นให้กับลูกค้าที่เป็นธุรกิจ
ธัญญพงศ์: ผมอยู่ในส่วนบริการทางการเงิน (financial service) ทั้งหมด ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพกับธนาคาร คือธนาคารมีบริการการฝากเงิน สินเชื่อ ลงทุน การประกัน หรือบริการเสริมอื่นๆ เช่น การโอนเงินต่างประเทศ ในส่วนที่สองที่รับผิดชอบคือบริการทางการเงินที่อยู่นอกประเทศไทย ทั้งหมดนี้ผมมองว่าความสำคัญคือเราได้ทำให้คนเข้าถึงบริการทางการเงิน
สร้างคุณค่าทุกวัน ทำประโยชน์ให้มากที่สุดในทุกๆ วัน
มีหลักเกณฑ์อย่างไรในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ
มนสินี: ธุรกิจ Ascend Money เราตั้งต้นว่าอยากให้ผู้ใช้บริการมี financial inclusion ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท หนึ่งคือ bank หรือธนาคาร ซึ่งคนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ครบ ถ้านึกภาพก็เหมือนประเทศอังกฤษหรือเกาหลีใต้ ประชาชนนอกจากจะมีบัญชีธนาคารก็ยังลงทุนและเข้าถึงเครดิตง่าย สองคือ underbanked ซึ่งมีบัญชีกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน มีการลงทุนก็จริง แต่การเข้าสู่บริการทางการเงินยังไม่ทั่วถึง และสาม unbanked คือผู้คนยังไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคาร หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้ ทวีปเอเชียเราอยู่ประเภท 2 กับ 3 ค่อนข้างเยอะ แม้กระทั่งประเทศไทยเองก็ยังเป็น unbanked คือคนทั่วไปมีบัญชีธนาคารแต่มีการลงทุนแค่ 6-7 เปอร์เซ็นต์
ประเทศที่เราขยายธุรกิจที่แรกคือ กัมพูชา ที่นั่นธนาคารแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ ประเทศอื่นที่ขยายสาขาไปก็คล้ายกัน คือเราเลือกประเทศที่มี pain point ในเรื่องการบริการเข้าถึงทางการเงิน และเข้าไปแก้ปัญหาทำให้คนเข้าถึงการบริการทางการเงินที่ไม่เคยเข้าถึงได้มาก่อน
ธัญญพงศ์: การขยายสาขาไปต่างประเทศอาจมีความแตกต่างกันบ้างในการให้บริการ ถ้าเป็นในไทย เรามี ecosystem ที่ค่อนข้างใหญ่ ทั้งตัว TrueMoney และ CP Group เพราะฉะนั้นเรามีโอกาสที่จะใช้ ecosystem ของเราในการให้บริการลูกค้าได้หลากหลาย ขณะที่ในต่างประเทศ ecosystem เราจะเล็กกว่า บริการที่เราให้ก็อาจจำกัดกว่า หรือหน้าตาอาจไม่เหมือนกับบริการในเมืองไทย แต่เราก็ให้บริการไปแล้วในหลายๆ ส่วนอย่างที่กัมพูชา เราเริ่มมีการปล่อยสินเชื่อที่คล้ายๆ เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล จ่ายคืนโดยหักจากเงินเดือน หรือการบริการออมทอง ที่เกิดจากพฤติกรรมคนไทยหรือคนในภูมิภาคเอเชียที่มีคำถามกับการออมเงินในกองทุน เราจึงริเริ่มบริการออมทองผ่าน TrueMoney เพื่อให้คนรู้จักการออม
อ่านเพิ่มเติม: ปลา - อัจฉรา กับส่วนผสมความสำเร็จของธุรกิจอาหารเครือ iberry Group

Above ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์
กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท Ascend Money จำกัด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ปัญหามิจฉาชีพเป็นสิ่งที่คนกังวลมากเป็นอันดับต้นๆ และทำให้หลายคนไม่กล้าทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ Ascend Money จัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
มนสินี: ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายระดับอุตสาหกรรมด้วย เราจับมือกับหลายฝ่าย ทั้ง กสทช. และตำรวจไซเบอร์ เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนในองค์กรเราเอง ถ้าถามว่าเราลงทุนกับเรื่องอะไรมากที่สุดก็คือเรื่องความปลอดภัยแน่นอน เพราะบริษัทเราทำงานแบบสตาร์ทอัพ ไม่มีการทำงานแบบแยกส่วน เวลามีเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องความปลอดภัย จะทำงานร่วมกันตั้งแต่ทีมพัฒนา ทีมเทคโนโลยี เพราะความปลอดภัยทางเทคโนโลยีจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ถ้าไม่ integrated เข้ามาที่แอปฯ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานไม่ยากจนเกินไป โจทย์คือจะทำยังไงให้คนดีใช้งานไม่ลำบาก แต่กันคนไม่ดีออกไปได้ เรามีระบบ 3 Protection ‘ตรวจ จับ หยุด’ ตรวจก็คือ เราตรวจว่าคุณคือคน จับก็คือจับสิ่งที่ผิดสังเกต แล้วก่อนที่ธุรกรรมจะเกิดขึ้นเนี่ยเราหยุดก่อน เชื่อว่าสิ่งนี้คือความต่างที่ทำให้เรามีความปลอดภัยทางเทคโนโลยีเป็นบริษัทต้นๆ ของประเทศ
ธัญญพงศ์: เราเป็นบริษัทเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เราจะออกมาจะออกได้เร็ว โดยสร้างแพลตฟอร์มให้ทุกอย่างตั้งแต่ end-to-end เป็นดิจิทัลทั้งหมด เราเลือกลูกค้าแล้วนำเสนอสินค้า เมื่อลูกค้าสนใจ เขาจะสมัครตั้งแต่ต้นจนจบเป็นดิจิทัลหมด มีการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลที่มี เรียกว่าเป็นดิจิทัลทั้งหมด ดังนั้นถ้าเรามีระบบที่ปลอดภัยก็จะมั่นใจได้
นอกจากเรื่องมิจฉาชีพแล้ว ในการทำธุรกิจนี้ยังความท้าทายเรื่องอะไรอีกบ้าง
มนสินี: ความท้าทายอื่นๆ ก็มีตามปกติ เช่น เราจะขยายทีม จากเมื่อก่อนมีพนักงานหลักสิบ จนปัจจุบันมีเป็นหลักพันให้สามารถสร้างนวัตกรรมได้โดยที่ยังต้องมีมายด์เซ็ตในการบริหารความเสี่ยง เพราะเราคือธุรกิจการเงิน และทำยังไงให้แต่ละทีมที่ทำงานกันคนละด้านมาร่วมกันทำงานสอดประสานกันได้ดีและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นการบริการให้กับลูกค้าได้
ธัญญพงศ์: สำหรับผมความท้าทายคือ ทำยังไงให้คนมาใช้บริการ TrueMoney เราต้องตั้งคำถามว่าทำไมคนต้องมาใช้บริการของเราในเมื่อเขามีบริการที่ดีอยู่แล้ว ดั้งนั้น เวลาทำสินค้าออกมา เราเริ่มต้นที่หนึ่ง ลูกค้ากลุ่มไหนที่ต้องการบริการนี้ และ pain point ของเขาคืออะไร ถ้าสามารถเข้าใจสองเรื่องนี้ดี ก็จะทำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เขาได้ แก่นคือว่า มันมีช่องว่างในตลาดซึ่งผู้เล่นรายเดิมอาจมองไม่เห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจลูกค้าตลอดเวลา พอเข้าใจแล้วคำถามก็คือ แล้วเราจะใช้เทคโนโลยีมาตอบโจทย์นั้นยังไง
ถ้าเมื่อไหร่ที่คนทำงานหยุดเรียนรู้ ทั้งตัวเขาและองค์กรจะไม่ได้ประโยชน์จากการทำงานตรงนี้
หลักคิดที่ใช้ในการทำงาน
มนสินี: ยึดหลักการทำงานตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า เราสร้างคุณค่าทุกวัน ทำประโยชน์ให้มากที่สุดในทุกๆ วัน นอกจากนี้ก็ยึดหลักตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะว่าเป็นผู้ที่เห็นความจริงที่สุด พอเรานับถือก็ทำให้เรามีปัญญาเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน
ธัญญพงศ์: ตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมโชคดีที่ได้ทำงานที่ GE ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งทำให้ได้หลักในการทำงานและทำให้เป็นตัวผมทุกวันนี้ นั่นคือการมองทุกอย่างเป็นระบบ เช่น อะไรคือปัญหา วิธีการแก้ปัญหามีกี่วิธี ตอนนั้น Jack Welch เป็นผู้บริหาร ผมได้หลักการบริหารจัดการหลายๆ อย่างจากเขา เช่น เราต้องให้รางวัลกับคนเก่งขององค์กร ทำอย่างไรให้คนทำงานในระดับล่างๆ พัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น วัฒนธรรมที่ถูกต้องขององค์กรเป็นอย่างไร
อีกอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อคือ คนทำงานต้องได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง ผมเชื่อว่าเมื่อไหร่ที่คนทำงานหยุดเรียนรู้ ตื่นมา login เย็น logout ผมคิดว่าทั้งตัวเขาและองค์กรเองจะไม่ได้ประโยชน์จากการทำงานตรงนี้

Above ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ และมนสินี นาคปนันท์ สองผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท Ascend Money จำกัด ถ่ายภาพร่วมกับลิซ่า แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ TrueMoney ในงาน LISA Fan Meet-Up “Ease Every Moment with TrueMoney” (ภาพ: Ascend Careers)
ในฐานะผู้บริหารมองว่าอีก 5 ปี Ascend Money จะพัฒนาไปอย่างไร
มนสินี: เราอยากดูแลลูกค้าเราให้มากขึ้น และอยากให้องค์กรของเราเป็นองค์กรตัวอย่าง ที่คนทำงานด้วยเป้าหมายมากกว่าประโยชน์ของตัวเอง เป็นคนที่เปิดใจ มีน้ำใจช่วยเหลือกัน ไม่กลัวปัญหา พร้อมจะสู้ คือถ้าเราสามารถสร้างบริษัทให้เป็นองค์กรที่แข็งแรง เชื่อว่าธุรกิจจะเจริญเติบโต และเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรอื่นๆ ในประเทศได้
ธัญญพงศ์: เรายังมีงานที่ต้องทำเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของเราอีกเยอะ เช่น การชำระเงิน เราเริ่มต้นจากบริการเติมเงินเล่นเกม จากนั้นเป็นเติมเงินแบบออฟไลน์ แล้วกลับมาสู่ออนไลน์ ตอนนี้เราก็เริ่มขยายเป็นการชำระเงินระหว่างประเทศ ลูกค้า TrueMoney ที่เมืองไทยสามารถจ่ายเงินที่ประเทศจีนและญี่ปุ่นได้แล้ว ผมว่าพวกเราทุกคนก็คิดว่ายังสามารถเติบโตในแง่ของการหาบริการใหม่ๆ หรือทำบริการเดิมให้ดีขึ้นเพื่อจะตอบโจทย์ลูกค้าในชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่เฉพาะการชำระเงินอย่างเดียว แต่เรามองว่า TrueMoney เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกคนด้วยครับ
จากจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาด้วยมายด์เซ็ตสตาร์ทอัพ สู่วันที่เป็นหนึ่งในบริษัทยูนิคอร์นของประเทศไทย อีกทั้งมีผู้บริหารที่มองการณ์ไกลในการตอบโจทย์ความต้องทางการเงินของผู้บริโภคและขยายไปยังทั่วภูมิภาค หากทำได้สำเร็จ หนึ่งในองค์กรที่เป็นความภูมิใจของคนไทยต้องมีชื่อของ Ascend Money แน่นอน




