Tatler พาไปทำความรู้จักกับสี่สาวแห่งตระกูล วีระภุชงค์ ทายาทไทยนครพัฒนา ผู้ผลิตยารายใหญ่ของประเทศ มานานกว่า 30 ปี ที่มุ่งมั่นตั้งใจสานต่อเจตนารมณ์ของครอบครัวในการดูแลและรักษาสุขภาพของคนไทย
ออม ปภาพินท์ อ๋อม ปุณณภา เอวา ปวรวรรณ และเอิร์น ปัณณพร ทายาทของ สุภชัย และพล.ต.หญิง ศิริพักตร์ วีระภุชงค์ พวกเธอร่วมแบ่งปันเรื่องราวและแง่คิดที่ได้รับจากการอบรมเลี้ยงดูจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งสืบสานต่อวิถีของครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นอากงและอาม่า แม้สามารถเลือกสิ่งที่อยากเป็นและปรารถนาในชีวิตตามใจตนเองได้ เนื่องจากเป็นทายาทรุ่นที่สามของบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่และโรงแรมซึ่งบริหารโดย โซฟิเทล กรุ๊ป อีกหลายแห่ง ทั้งในและต่างประเทศ แต่ทุกคนมีชีวิตงดงามด้วยความคิดและต่างรู้หน้าที่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวเป็นอย่างดี
คุณออมและคุณอ๋อม พี่คนโตและพี่คนรอง ช่วยครอบครัวดูแลด้านผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งปัจจุบันไทยนครพัฒนาผลิตกว่าร้อยชนิด อาทิ ซาร่า ทิฟฟี่ แอนตาซิล ยาแก้โรคกระเพาะ ยาคุมกำเนิด ยาแก้แพ้ รวมทั้งยาดม ยาลม ยาหม่อง เวชสำอางและอื่นๆ คุณเอวาแม้จะโดดเด่นด้านการแสดงกว่าบทบาทนักธุรกิจ แต่ก็รับผิดชอบงานของบริษัทเช่นเดียวกับพี่ๆ น้องๆ ด้วยการดูแลเรื่องงานพีอาร์และภาพลักษณ์ของบริษัท ส่วนคุณเอิร์น น้องเล็กสุด ช่วยคุณพ่อสุภชัยดูแลโรงแรมทั้งเครือ
อ่านเพิ่มเติม: “ปัญญ์ปุริ” แบรนด์ลักซ์ชูรีเวลเนสของไทยกับการรักษามาตรฐานระดับโลก
Above ครอบครัววีระภุชงค์ ผู้ผลิตยารายใหญ่ของประเทศไทย (ภาพ: ปวรวรรณ วีระภุชงค์)
Tatler มีโอกาสสนทนากับเพียงสามพี่น้อง เนื่องจากเป็นยามค่ำที่คุณออม พี่สาวคนโต ติดภารกิจการเลี้ยงดูเบบี๋วัยสามเดือน และแม้อาจจะเป็นวันเหนื่อยล้าจากการเพิ่งกลับจากไปเยี่ยมบิดาที่กัมพูชา แต่สามสาวยังสดใส และกระตือรือร้นที่จะตอบคำถามอย่างสนุกสนาน
เพิ่งกลับจากแท็กทีมไปเยี่ยมคุณพ่อกันมา ดูเป็นครอบครัวที่สนิทสนมกันมาก เติบโตกันมาอย่างไรและได้แรงบันดาลใจจากครอบครัวอย่างไรบ้าง
อ๋อม: หลักๆ เรามีธุรกิจด้านยาและธุรกิจด้านโรงแรมซึ่งพ่อจะเบสในส่วนต่างประเทศตลอด เราก็ไปเยี่ยมพ่อกันแต่บางทีเขาจะมาภูเก็ตบ้าง กระบี่บ้าง เราเติบโตมาในบ้านซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของออฟฟิศด้วย จะเห็นวิถีชีวิตทั้งอากง (วินัย วีระภุชงค์) และพ่อตลอดเวลา เพราะวิ่งเล่นอยู่ในบริษัท พอเราเรียนจบเลยอยากมาช่วยธุรกิจให้เดินต่อไปได้ให้ยั่งยืนไปอีกหลายๆ ปี
เอวา: อากง อาม่า จะไม่กดดันเรื่องเรียนเท่าไร เราจะทำอะไรให้เราทำให้เต็มที่ และมีความสุขกับมัน ให้เป็นคนดีของสังคมและสอนว่าท้ายที่สุดบนโลกใบนี้ล้วนมีเวลาหมดอายุ สิ่งสำคัญคือความดีที่เราทำ ที่จะเหมือนรอยเท้าทำให้คนระลึกถึงและจดจำตลอดไป หนูอยากทำวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 14 เรียนเดินแบบกับการแสดงมาตลอด ทางบ้านก็รู้ แต่ท้ายที่สุดถ้างานวงการบันเทิงถึงจุดอิ่มตัวหรือเบื่อแล้ว ก็ต้องกลับมาทำงานที่บ้าน เป็น ending ที่ทุกคนต้องมาช่วยงานที่บ้าน ตอนนี้หนูไม่ได้อยู่กับยาหรือโรงแรมอย่างเดียว แต่จะเป็นการดูแลภาพลักษณ์ เป็นพีอาร์ ช่วยโปรโมตให้บริษัทมากกว่า
เอิร์น: แม่จะเลี้ยงคล้ายๆ กันค่ะ ไม่มีกฎเกณฑ์บังคับว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ จะสอนแบบชี้ทางมากกว่า ถ้าทำแบบนี้อาจมีผลลัพธ์แบบนี้ๆ ไม่รู้สึกว่าพ่อแม่ดุ
อ๋อม: ด้วยความที่บ้านเราทำยา หลายคนจะมองว่า ต้องมีเภสัชฯ หรือหมอบ้างแน่เลย แต่เราสี่คนพี่น้องรวมถึงญาติๆ อีก 8 คน ไม่มีใครจบมาทางด้านนี้เลย (คุณออมจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, คุณอ๋อมจบวารสารฯ ธรรมศาสตร์, คุณเอวาจบสังคมสงเคราะห์ฯ ภาคอินเตอร์ ธรรมศาสตร์ และคุณเอิร์นจบ Global Studies and Social Entrepreneurship ธรรมศาสตร์) ครอบครัวเราไม่ได้มีกรอบบังคับว่าเราต้องทำอะไร เรียนอะไร แต่เขาจะคอยซัพพอร์ตสิ่งที่ลูกมีความสุข ไม่เคยกำหนดว่าลูกต้องสอบได้ A หรือต้องได้เกรด 4 เท่านั้น เขาอยากให้เราใช้ชีวิตมากกว่า ถ้าออกนอกลู่นอกทางบ้างก็จะคอยดึงให้กลับเข้ามาในเส้นทางแต่ให้เราได้เรียนรู้ในส่วนชีวิตของเราเอง แม่จะคอนเซอร์เวทีฟหน่อย คืออาจจะห่วงด้วยความที่เป็นลูกสาว เรื่องการคบเพื่อนหรือมีหนุ่มๆ เข้ามา แต่ถ้าเรื่องอื่นๆ ทั่วไป แม่กับพ่อจะค่อนข้างปล่อยให้เราได้ใช้ชีวิตของเรา แต่เขาจะคอยเตือนว่า อย่าดูถูกคนให้เห็นคุณค่าของคน ให้ทำบุญทำทาน ช่วยเหลืออะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ก็ให้ช่วยเหลือ”
ในการทำธุรกิจ ต้องเป็นคุณธรรมนำธุรกิจ เมื่อทำธุรกิจยา ต้องเป็นยาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไรหรือทำอาชีพอะไร ก็ต้องได้รับยาอย่างเท่าเทียมกัน ในคุณภาพที่ดีที่สุด
สี่สาวหน้าตาสะสวยและน่ารักทุกคน เรื่องของหนุ่มๆเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้
อ๋อม: อ๋อมว่าแม่ก็ไม่ได้ห้ามนะคะ ไม่ได้บอกว่าต้องเรียนจบก่อนถึงจะมีแฟน แต่จะบอกว่า ถ้ามีแฟนก็ให้พามาเจอ มากินข้าวด้วย ไม่ใช่ถ้าไม่ชัวร์ไม่ต้องพามา อาจจะอยากให้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่มากกว่า เขาจะเวลคัมทุกคน ไม่เคยห้ามคบ หรือคนนี้ไม่โอเคให้เลิก ไม่มีค่ะ เขาจะให้เราเรียนรู้เอง แต่จะมีไกด์ให้เรามากกว่า ไม่สอนตรงๆ แต่จะใช้เคสทั้งของตัวเองและของเพื่อน เล่าให้ฟังหรือสอน
เรียกได้ว่ามีอิสระในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิต แต่ก็มีวิถีปฏิบัติของครอบครัวเป็นแนวทาง
เอิร์น: ใช่ค่ะ มันมี myth ที่อากงชอบพูดคือ คุณธรรมนำธุรกิจ อาจจะลิงก์กับศาสนาพุทธของอากงว่า เราใช้คุณธรรมในการบริหารธุรกิจยา อากงมองว่ายาเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยทุกคน ทำให้คนหายจากการป่วย เป็นธุรกิจที่ทำแล้วได้กุศล
อ๋อม: ต้องเท้าความก่อนว่า อากงและอาม่าเป็นคนดำเนินสะดวก เคยใช้ชีวิตลำบากมาก่อน เคยพายเรือขายน้ำพริก จนตอนหลังมาเป็นเซลล์ เข้ามากรุงเทพฯ ก็มาทำธุรกิจกับอาม่า เริ่มจากเอายามาบดขาย โลโก้บริษัทจะเป็นรูปครกบดยา เขาเห็นชาวบ้านกำเงิน 5 บาทมาซื้อยา เพราะอยากให้ลูกหาย แต่มีเงินแค่นั้น อากงเลยตั้งปณิธานว่า ในการทำธุรกิจ หนึ่งต้องเป็นคุณธรรมนำธุรกิจ สองเมื่อทำธุรกิจยา ต้องเป็นยาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไรหรือทำอาชีพอะไรก็ตาม ต้องได้รับยาอย่างเท่าเทียมกันในคุณภาพที่ดีที่สุด ซึ่งเหล่านี้เป็นปณิธานการทำงานของอากงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันนี้
ความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาของครอบครัววีระภุชงค์ กลายมาเป็นสิ่งชี้นำการทำธุรกิจ ประจักษ์ชัดด้วยการสร้างสถาบันโพธิคยาวิชาลัย ซึ่งคุณอ๋อมบอกว่า “เป็นสถาบันเกี่ยวกับศาสนาที่ช่วยสร้างวัด เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่พุทธคยา อินเดีย หรือพาประชาชนที่อยากบวชพระไปบวช เป็นการสืบเนื่องด้านศาสนา บ้านเราจึงเหมือนมีธรรมะนำทางในธุรกิจมาตลอด”
เป็นเพราะอะไรที่ทำให้ทั้งสี่ท่านคุ้นเคยกับการบริหารธุรกิจของครอบครัว
อ๋อม: เราเห็นภาพตั้งแต่เด็ก บริษัทเราอยู่ที่เดียวกับบ้านก็วิ่งเล่นกับเขา ตอนเที่ยงอากงแวะกลับมากินข้าว บางทีก็พาเมเนเจอร์มากินด้วย เวลากินข้าวก็จะคุยเรื่องงาน เหมือนปลูกฝังเรามาตั้งแต่ตอนนั้น เช่น กว่าอากงจะมีบริษัทนี้ทำยังไง แต่ก่อนมีอาชีพอะไร ยาตัวแรกของเราคือยาอะไร ทำยังไงให้ยาติดตลาด เป็นเซลล์ไปขายยาเองเลย แต่ก่อนมีพนักงานกี่คน เริ่มจากจังหวัดไหนก่อน
ก่อนเรียนจบหรือปิดเทอม แม่ให้ไปออกตลาดกับพี่เซลล์ระดับผู้จัดการ ไปทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้เรารู้จักกับร้านขายยา รู้วิธีการทำงาน อ๋อมออกตลาดตั้งแต่ ป.5 ทุกปิดเทอม เหมือนเรามีทุกวันนี้ได้ ก็เป็นเพราะร้านขายยา ไม่ว่าจะร้านเล็กหรือร้านใหญ่เขามีส่วนช่วยให้คนมั่นใจในบริษัทของเรา
เอวา: ที่สำคัญมากๆ คืออากงจะบอกตลอดว่า เราโชคดีที่ไม่ใช่แค่ทำบริษัท แต่เราได้ทำกุศลด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พ่อบอกตลอดเช่นกัน กุศลเป็นสิ่งที่เราเอาไปในภพชาติอื่นได้ด้วย และที่เราได้ไปโรงเรียนดีๆ มีชีวิตที่ดีเพราะความเหนื่อยทุกอย่างที่อากงทำ จากที่เริ่มขายน้ำพริก บดยา พ่ออากงเสียด้วยไข้มาลาเรีย ตั้งแต่อากง 7 ขวบ แต่ก่อนอากงมีอาชีพพายเรือ พาคนไปดูงิ้ว หรือพายเรือขายน้ำพริก รู้เลยว่าลำบากแค่ไหนกว่าจะมีทุกวันนี้ได้ เราทำดีก็เป็นเหมือนการตอบแทนที่เขาไม่ได้บังคับเรา แต่เป็นจิตสำนึกที่เราอยากทำเอง เพราะเห็นว่าอากงเหนื่อยแค่ไหนที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ มีทุกอย่างดีๆ ในชีวิตได้
แม้แต่การออกตลาด เราก็จะได้ไปหาร้านขายยา ได้ไปคุยกับพี่ๆ เภสัชฯ ซึ่งเราจะใช้ชีวิตแบบพี่ๆ เซลล์เลยค่ะ กินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง เข้าห้องน้ำปั๊ม ไปถนนเส้นไหนก็จะไปให้ครบเลยในวันเดียวรู้เลยว่าเหนื่อยมากๆ แต่ก็คุ้มค่า เพราะได้เจอพี่ๆ เภสัชฯ ที่น่ารักทุกคน แล้วคุณลุงคุณป้าร้านขายยาอีก หลายคนดีใจมากว่าหลานเจ้าของลงมาเองเลย
เอิร์น: เคยทำยามาก่อน เคยอยู่จัดซื้อ แต่อยู่ไม่ถึงปีรู้สึกไม่ค่อยชอบ เหมือนงานที่นั่งอยู่ออฟฟิศ จำเจ เลยย้ายมาทำโรงแรมกับพ่อ ซึ่งพ่อก็อยากให้เรียนรู้ทุกอย่างในโรงแรมไม่ใช่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง ตั้งแต่มาร์เก็ตติ้ง เซลล์ ลงพื้นที่ต่างๆ คุยกับ GM มีรีโนเวตกิฟท์ช็อปใหม่ ก็อยากให้เป็นคนตัดสินใจ พ่อเอิร์นหัวสมัยใหม่ เขารู้สึกว่าเด็กเจนฯ นี้มีความคิดเข้าใจโลกหรือทันสมัยกว่า เขาเลยให้ตัดสินใจเรื่องดีไซน์ เรื่องโซเชียลมีเดีย เขามองว่าเราเก่งพีอาร์ เช่น TikTok, IG หาคนที่สามารถมาพักโรงแรมและโปรโมตให้เราได้ หรือหา KOL อินฟลูฯ ได้ พ่อไม่ค่อยมีกฎเกณฑ์ ค่อนข้างชิลๆ ให้ตาม free flow เลย อยากคิดอะไร ทำอะไรแล้วแต่เรา เอิร์นมีช่อง YouTube ของตัวเองด้วย ชื่อช่อง Earn Together อัปเดตชีวิตและไลฟ์สไตล์แต่ละวัน”
เวลาป่วย ใช้วิธีการรักษาอย่างไร กินยาของที่บ้านหรือหาหมอ
เอิร์น: ส่วนมากเอิร์นจะไม่ค่อยไปโรงพยาบาล ค่อนข้างกลัว เป็นคนไม่อ่านในเน็ตฯ จะกินยาของที่บ้านตัวเอง ในลิ้นชักจะมียาของไทยนครเยอะมาก ยาตัวไหนแก้อะไร มีอาการอะไร ไม่ซื้อข้างนอก เบิกที่บริษัทเอา ไม่หาหมอเลย
เอวา: หนูหาหมอบ่อยมากเพราะเป็นโรคกระเพาะ แต่พูดได้ว่า 80% กินยาที่บ้าน ยาลดน้ำมูก แก้ปวด แก้แพ้ต้องมีติดกระเป๋าไว้ นอกจากยาบางตัวที่โรงพยาบาลให้มา และที่บ้านไม่มี จึงจะกินของที่อื่นด้วย
มีโอกาสหรือมีส่วนร่วมในการคิดยาด้วยไหม
เอวา: อากงจะมีประกวด เช่น ใครคิดชื่อยา ชื่อโรงแรม รางวัลหมื่นหนึ่ง หรือให้ช่วยดูเรื่องดีไซน์ เช่น แพ็กเกจยาตัวนี้สวยไหม เหมาะกับคนสมัยใหม่ไหม อากงจะมีคอนเทนต์ตลอด
อ๋อม: อ๋อมจบวารสารฯ เอกโฆษณา แล้วเราก็ชอบดูโน่นดูนี่ในออนไลน์ บางทีจะช่วยทีมดีไซน์ approve ว่าเปลี่ยนสีดีไหม อันนั้นอันนี้ดีไหม แต่หลักๆ จะมีผู้บริหารระดับสูงดูอยู่ว่าโอเคเป็นอันไหน เราจะช่วยกันคิดกับพี่ๆ หรือบางทีไปออกตลาดมามีไอเดียแบบใหม่ ก็จะเขียนรายงานส่งให้คุณอา-อาโก ที่เป็นผู้บริหารระดับสูง เขาก็จะได้ทราบจากรีพอร์ตว่า ปัจจุบันตลาดไปถึงไหนแล้ว
ทั้งยาและเวชสำอางเป็นสิ่งที่ต้องทดลองเองด้วยไหม
อ๋อม: ถ้าเป็นยา อากงเป็นคนคิดทุกตัวหมดเลย แล้วจะชิมรสชาติเองทั้งหมดก่อนจะออกขายด้วย อย่างยาน้ำของเด็ก เราน่าจะเป็นบริษัทเดียวที่ไม่มีน้ำตาล ไม่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาเม็ดทั้งหมดก็จะ sugar free ด้วย หรือเวชสำอางอย่างพรีม โนบุ สกินแคร์ ซึ่งเกิดมา 20 ปีแล้ว อากงอาม่าก็ยังใช้จริงมาจนทุกวันนี้ แม้อากงจบแค่ ป.4 แต่เคยเป็นเซลล์ขายยา ได้ออกตลาดและลองใช้ประสบการณ์มาทำเอง จนปัจจุบันเรามีทีม Research & Development ของเราเอง
ตอนนี้มียาที่บริษัทผลิตและรับผิดชอบมีทั้งหมดกี่ชนิด
อ๋อม: เกิน 100 นะคะ หลักๆ เป็นยาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ลดกรดไหลย้อน ยาคลายกล้ามเนื้อ บาล์ม ทิฟฟี่ พาราเซตามอล มีน้ำเกลือล้างจมูก กลั้วคอ มีน้ำเกลือที่ส่งให้โรงพยาบาล มียาคุมกำเนิด 8-9 ยี่ห้อ ยาทั่วไปยาหยอดตา ยาแก้เริม แก้ร้อนในแก้แพ้ ทาแผล ยาดม เกือบทั้งหมดแล้ว แต่เราไม่มียาแก้อักเสบ เพราะตลาดอาจค่อนข้างกว้างมากๆ และต้องกินต่อเนื่อง อาจดื้อยา ไม่หายขาด เราไม่ได้ทำ เรื่องนี้อ๋อมคาดเดานะคะ
มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี
อ๋อม: แม่จะห่วงเรื่องสุขภาพและเป๊ะมาก บอกว่าถ้าวันหนึ่งเรามีลูก จะเข้าใจว่าคนเป็นแม่อยากมีอายุยืนยาวเพื่อจะได้อยู่กับลูก แม่ค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องอาหารการกิน ไม่ชอบให้กินของหมักของดองต่างๆ ซึ่งเป็นของโปรดของอ๋อมมาก เราก็กินน้อยลง นอนประมาณ 3-4 ทุ่ม ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ จะดื่มน้ำเปล่าตลอด ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 2-3 วัน เวทเทรนนิ่ง พิลาทีส ซุมบ้า เต้นให้ได้คาร์ดิโอ เป็นรูทีนของอ๋อมเลย
เอวา: หนูออกกำลังกายค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของสภาพจิตใจ เพราะจะมีผลต่อร่างกายมากๆ หนูจะมองไปในกระจกแล้วเขียนชมตัวเองว่า I am good enough ฉันรักตัวเอง ฉันดีพอ ฉันมีคุณค่า ฉันมีคนรัก ไม่ต้องขวนขวาย คือดูแลสภาพจิตใจตัวเองก่อน ถ้าวันไหนรู้สึกไม่โอเค ก็จะคุยบ้างระบายบ้าง จะไม่เก็บไว้คนเดียว ถ้าอยากร้องไห้หนูก็ร้องเลย จะไม่เก็บไว้ให้ตัวเองทุกข์เพื่อที่วันหนึ่งจะระเบิดออกมา เราเลือกจะแสดงอารมณ์เลยและออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ก็มีเวทลิฟติ้ง เดินบนลู่วิ่ง กินอาหารที่มีประโยชน์ ถ้าวันหนึ่งกินของทอด วันอื่นก็กินปลาเยอะๆ หน่อย หรือกินอาหารที่ไม่ทอด ส่วนตัวหนูไม่ดื่มคาเฟอีน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว และส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องของศีลด้วย หนูเคร่งเรื่องศีล อีกอย่างคุณแม่เคยป่วยช่วงหนึ่ง ช่วงนั้นทรมานมาก แม่จะบอกว่าอะไรไม่ควรกิน มีลิสต์เลย ห้ามกินของดอง ของทอด อาหารที่แพ้อย่างกะทิ เปลือกกุ้ง จะไม่กินเลย ไม่ทำอะไรที่แพ้
ดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจเป็นหลัก อีกอย่างที่สำคัญคือสวดมนต์ บ้านหนูทุกคนจะสวดมนต์ก่อนนอน ระหว่างวันต้องหาเวลา 5 นาที 10 นาที เพื่อนั่งสมาธิ เพื่อให้เราคอนเน็กกับตัวเอง อยู่กับตัวเอง ให้รู้ว่าจิตใจเราคิดอะไรอยู่ บางครั้งเราสนใจคนรอบข้างมาก จนทำให้ไม่มีเวลาคุยกับตัวเอง การทำสมาธิจึงเป็นช่วงเวลาที่เราได้พักจิตใจ ได้คุยกับตัวเองว่า ช่วงนี้เรามีปัญหาหรือทุกข์อะไรอยู่หรือเปล่า หรือบางทีถ้าไม่มีเวลาก็จะภาวนาพุทโธในใจไป จะทำให้ได้มากที่สุด เพราะหนูเชื่อว่าจิตใจมีผลต่อร่างกายมาก”
เอิร์น: แต่ก่อนไม่ออกกำลังกายเลย แต่หลังๆ มากลายเป็นว่าเสพติดการออกกำลังกาย จ้างเทรนเนอร์เรียนพิลาทีสกึ่งคาร์ดิโอ แล้วปกติชอบกินของหวาน ตอนนี้จะลิมิตตัวเองว่าในหนึ่งสัปดาห์จะกินสักกี่วัน และจะกินอะไร ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ติดน้ำหวาน ต้องกินทุกวัน หรือต้องกินขนมปัง กินไอศกรีมทุกวัน ตอนนี้เลยเลือกกินมากขึ้น กินของทอดน้อยลง กินจังก์ฟู้ดน้อยลง อย่างที่ 3 คือดื่มน้ำเยอะขึ้น ซึ่งช่วยให้ผิวดีขึ้นด้วย”
เป็นทายาทรุ่นที่สามของผู้ผลิตยา อยากเห็นทิศทางสุขภาพของคนไทยเป็นอย่างไร หรือจะผลักดันบริษัทไปในทางไหน
อ๋อม: อยากให้ยาของไทย ไม่ว่าจะเป็นของไทยนครพัฒนาหรือบริษัทอื่น สามารถก้าวไปแข่งขันในระดับโลกได้ คนไทยเก่ง และมีศักยภาพมาก ไม่ว่าจะด้านการทำยาหรือด้านอื่นๆ อันที่จริงความสามารถในการผลิตยา สูตรที่เราคิดค้น รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ ที่เราใช้ สามารถสู้กับยาที่เป็นออริจินัลได้หมดเลย ในราคาที่ถูกกว่าและจับต้องได้ ประชาชนทั่วไปก็จะสามารถใช้ยาที่มีราคาถูกและส่งผลดีต่อร่างกายได้ รักษาสิ่งที่เขาเป็นให้หายได้ อ๋อมมองไปถึงจุดนั้นมากกว่า อยากให้ทุกคนมีอายุที่ยืนยาว เพราะรู้สึกว่าหาก เรามีสุขภาพแข็งแรง เราจะสามารถทำอะไรได้อีกเยอะมาก ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยสุขภาพเราล้วนๆ เลย
น่าชื่นใจแทนคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่ทั้งสี่สาววีระภุชงค์ เจริญรอยตามได้ไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิด หรือวิถีปฏิบัติ นี่คือมรดกที่ยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่งทั้งหลาย ก่อเกิดเป็นผลพวงในสังคมที่กำลังผลิดอกออกผลอย่างงดงาม
อยากให้ยาของไทย ไม่ว่าจะเป็นของไทยนครพัฒนาหรือบริษัทอื่น สามารถก้าวไปแข่งขันในระดับโลกได้ คนไทยเก่งและมีศักยภาพมาก ไม่ว่าจะด้านการทำยาหรือด้านอื่นๆ
Topics






