Tatler พาไปรู้จัก 2 ใน 3 ผู้ร่วมก่อตั้ง Vessu บริษัทสถาปนิกของคนหนุ่มไฟแรง ที่สร้างปรากฏการณ์ ‘ล้มยักษ์’ คว้ารางวัลประกวดการออกแบบ โครงการศูนย์การแพทย์รามาธิบดีศรีอยุธยา แลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการเฟสแรกในปี 2024 นี้
ไม่บ่อยครั้งนักที่ในวงการสถาปนิกบ้านเรา จะได้เห็นการจัดประกวดการออกแบบโครงการ ซึ่งเปิดให้สาธารณชนร่วมแข่งขันได้อย่างเสรี นอกจากโครงการอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เมื่อปี 2009 แล้ว โครงการศูนย์การแพทย์รามาธิบดีศรีอยุธยาของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลทองของถนนศรีอยุธยา ใกล้แยกพญาไท นับเป็นอีกหนึ่งงานประกวดแบบที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงสถาปนิก และได้ชื่อว่ามีกระบวนการคัดเลือกที่โปร่งใสที่สุดโครงการหนึ่ง
ปรินทร์ จงสุขกิจพานิช และ พฤกษ์ เลิศศรีมงคล สองผู้ร่วมก่อตั้ง Vessu เผยถึงเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบศูนย์การแพทย์แห่งใหม่ ด้วยคำถามสำคัญที่ว่า “โรงพยาบาลที่ดีที่สุดที่เราอยากได้ ต้องเป็นแบบไหน”
อ่านเพิ่มเติม: 10 งานออกแบบสถาปัตยกรรมที่รังสรรค์จากฝีมือผู้หญิง

Above พฤกษ์ เลิศศรีมงคล และ ปรินทร์ จงสุขกิจพานิช ผู้ก่อตั้ง Vessu
โรงพยาบาลในฝัน
“ในยุคที่โรคเก่งขึ้น คนต้องการโรงพยาบาลที่ให้การรักษาที่ดีที่สุด มีเครื่องไม้เครื่องมือดีที่สุด และทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ทุกโรค ทุกความป่วยไข้ของเรา จะหายได้ที่นี่ แต่ในความเป็นจริงคือ เราไม่ได้ต้องการแค่การรักษาที่ดีที่สุด เราต้องการโรงพยาบาลที่ทำให้เราแข็งแรง ไม่ป่วย และไม่ต้องมาโรงพยาบาลอีกหากไม่จำเป็น”
นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด ‘รามาธิบดี ศรีอยุธยา: สถาปัตยกรรมแห่งการให้’ โดยนอกจากสองอาคารหลัก ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใช้สอยรวม 34,854 ตร.ม. ประกอบด้วย อาคารด้านหน้าฝั่งติดถนน ความสูง 8 ชั้น และอาคารด้านหลัง ความสูง 29 ชั้น พร้อมใต้ดินอีก 3 ชั้นแล้ว Vessu ได้เปลี่ยนที่ดินหน้าอาคารให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว และสวนผักออร์แกนิกสำหรับทุกคน
“เราอยากให้มีสวนสาธารณะที่ตอบโจทย์สำหรับ public ตอบโจทย์สำหรับทุกคนที่เดินทางผ่านไปมาในบริเวณนี้ ในวันที่ทุกคนอาจยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด แต่ทุกคนก็ควรมีสิทธิ์มีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนไข้ ก็สามารถมาพักผ่อน มาออกกำลังกายได้ เราจึงออกแบบตึกที่ไม่มีรั้วกั้นหน้าอาคารเหมือนตึกโดยทั่วไป มีพื้นที่สีเขียวตั้งแต่ริมฟุตบาท ขึ้นไปถึงทางเชื่อมบีทีเอส เราอยากให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเครื่องช่วยดูแลหัวใจให้กับใครหลายคนในวันที่ยังไม่ป่วย”
รักษาโรค - รักษาโลก
ไม่ใช่เพียงการรักษาชีวิตผู้คนเท่านั้น แต่แนวคิดการออกแบบของ Vessu ยังครอบคลุมไปถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยความเชื่อว่า ‘โลกที่ดี จะทำให้เราป่วยไข้น้อยลง’ นำไปสู่การออกแบบอาคารประหยัดพลังงานที่มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลมธรรมชาติ การบำบัดน้ำและของเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ไฮไลต์สำคัญอย่างหนึ่งคือการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง terracotta หรือกระเบื้องดินเผาสำหรับการออกแบบ façade เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งหากวันหนึ่งมีการรื้อถอนอาคาร วัสดุที่ทำมาจากดินชนิดนี้ จะกลับคืนสู่ดินและไม่ก่อให้เกิดมลพิษ
“เราพยายามออกแบบตึกให้มีความแตกต่าง ไม่ใช่แค่ในแง่ของรูปลักษณ์ แต่รวมถึงวิธีการก่อสร้าง ซึ่งโดยปกติโครงสร้างของตึกส่วนใหญ่จะมีเพียง 1-2 ระบบเท่านั้น แต่ตัวอาคารนี้มีมากถึง 5 ระบบที่แตกต่างกันในตึกเดียว พวกเราจึงได้รับเชิญจากวิศวกรรมสถานฯ ให้ไปบรรยายในฐานะ case study ซึ่งเป็นเหมือนคัมภีร์ที่วิศวกรไทยควรมาศึกษาเรียนรู้”
อ่านเพิ่มเติม: 5 ย่านสวยในโตเกียว สำรวจสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน
ชนะใจ เพราะเข้าใจ
สองผู้บริหารหนุ่มเผยว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลงานออกแบบของ Vessu ได้รับเลือกจากคณะกรรมการ คือการนำเสนอฟังก์ชั่นที่เอื้อให้เกิดความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแผนกต่างๆ ได้ในอนาคต โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ และประสบการณ์ในการออกแบบโรงพยาบาลเข้ามาช่วย
“เรารู้ดีว่า requirement ณ วันแรกกับตอนจบ มักแตกต่างกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ การที่เราไป fix ตั้งแต่ต้นว่า ห้องอะไรต้องอยู่ตรงไหน อาจส่งผลไปถึงงานระบบ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง พวกเราจึงใช้วิธีการคำนวนเลขฐานว่า ถ้าคลินิกไซส์ S = 200 ตร.ม. ไซส์ M = 400 ตร.ม. และไซส์ L = 800 ตร.ม. เพราะฉะนั้น 2S = 1M และ 2M = 1L ทำไมเราไม่ทำให้ทั้งตึก 29 ชั้น สามารถสลับสับเปลี่ยนได้หมดว่า อยากให้แผนกไหนอยู่บริเวณใด เหมือนถ้าเราไปซื้อคอนโดฯ แล้วทุกอย่างถูกกำหนดว่า ตรงนี้ต้องเป็นหัวนอน ตรงนี้ต้องเป็นห้องน้ำ เราไม่มีสิทธิ์เลือก จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถ customize ได้หมด"
"นั่นหมายความว่า จริงๆ แล้วผู้ใช้ต้องการความยืดหยุ่นสูงมาก ถ้าวันหนึ่งการแพทย์พัฒนามากขึ้น และต้องการเพิ่มแผนกพิเศษขึ้นมา เช่น neurology เขาก็สามารถใช้พื้นที่ตรงนี้ตอบโจทย์ได้ โดยที่ไม่ต้องไปทุบหรือย้ายตึก เราไม่ได้มองที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เรามองเรื่องฟังก์ชั่นในระยะยาว พวกเราเชื่อในความเป็น timeless เชื่อว่ามันจะไม่ตกยุค เรามองถึงสิ่งที่ผู้ใช้งานควรจะได้ และมองถึงสิ่งที่ทำได้จริง”
ทั้งคู่เล่าเสริมว่า สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ภาพตอนประกวดแบบวันแรก กับโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่ ณ ปัจจุบัน ต่างกันแค่ราว 5% เท่านั้น นอกนั้นทุกอย่างแทบเหมือนเดิมทั้งหมด ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับการประกวดแบบโดยทั่วไป
เป้าหมายของพวกเรา คือการได้ทำงาน public เพราะเราอยากเห็นคนจำนวนมากได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราสร้าง
ดีที่สุดที่ให้ได้
“ตอนประกวดแบบ สิ่งเดียวที่ Vessu เสียเปรียบ คือเราดูเป็น no name มากเมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ๆ ที่เขามีตัวตน ส่วนเราเป็นใคร เขายังไม่รู้จักเลย ตอนนั้นพวกเราอายุยังไม่ถึง 30 ปีด้วยซ้ำ นั่งทำกันอยู่สี่คน ทั้งวันทั้งคืน ตลอดสองเดือนเต็มๆ พูดได้ว่าน่าจะทำได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต เพราะว่าเหนื่อยมาก เรา all-in ทุกอย่างเพื่องานนี้เลย แต่สุดท้ายก็พิสูจน์ว่า วงการนี้เปลี่ยนได้ด้วยการประกวดแบบจริงๆ ทำให้เราเชื่อมั่นว่า ไอเดียที่ fresh มัน successful ได้ ขอแค่กล้าคิด และกล้าทำ”
ทั้งคู่กล่าวทิ้งท้ายว่า “หนึ่งในเป้าหมายของพวกเรา คือการได้ทำงานสเกลใหญ่ๆ ที่เป็นงาน public งานราชการ เพราะเราอยากเห็นคนจำนวนมากได้ใช้ประโยชน์จากไอเดียท่ีเราคิด จากสิ่งที่เราสร้างจริงๆ ประเทศเรามี potential สูงมากที่ประชาชนทั่วไปจะมีโอกาสเข้าถึง facility ที่ดี ทัดเทียมกับเอกชน อย่างน้อยการประกวดแบบครั้งนี้ก็ช่วยตอกย้ำว่า เราสามารถไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ”

Above โครงการศูนย์การแพทย์รามาธิบดีศรีอยุธยา ผลงานการออกแบบของ Vessu
Topics












