จากเด็กสถาปัตย์ผู้หลงใหลแอนิเมชั่น สู่มือขวาของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และการเดินทาง 9 ปีเต็มของภาพยนตร์ที่เป็นตัวแทนประเทศไทยส่งประกวดรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 99 สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ กำลังเปิดพื้นที่ความคิดเกี่ยวกับความย้อนแย้งของคนไทยใน ‘๙ วัด สู่สวรรค์’
ในห้วงเวลาที่ภาพยนตร์อิสระของไทยกำลังมองหาพื้นที่ยืนบนเวทีโลก ข่าวดีที่ปลุกกระแสวงการภาพยนตร์ช่วงนี้คงหนีไม่พ้นการที่สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติคัดเลือก ๙ วัด สู่สวรรค์ (9 Temples to Heaven) ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 99 ในสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม
เบื้องหลังผลงานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นไทยเรื่องนี้ คือฝีมือการกำกับของ โบ๊ต สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ การสนทนากับเขาในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพูดคุยถึงความสำเร็จบนเวทีโลก แต่คือการดำดิ่งลงไปสำรวจแนวคิดที่เขายึดถือ นั่นคือเรื่องของ ‘พื้นที่’ (space) และ ‘เวลา’ (time) ที่หล่อหลอมความธรรมดาของชีวิตผู้คนให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่ทรงพลัง
อ่านเพิ่มเติม: ทศวรรษใหม่ของ GDH กับฝันมากมายที่ต้องไปต่อของ จินา โอสถศิลป์ หัวเรือใหญ่ที่อยากพาหนังไทยไปปักธงบนเวทีโลก
Above ภาพยนตร์ที่เปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 99 สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม '9 วัด สู่สวรรค์' ว่าด้วยเรื่องราวของ 9 วัด 9 สมาชิกครอบครัว กับความหวังเปลี่ยนชะตาชีวิตคุณย่า กำหนดฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ 17 กันยายน 2026
CINEMA BY DESIGN
ก่อนก้าวเข้าสู่โลกของแผ่นฟิล์ม สมพจน์เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่มักพาเขาเข้าโรงภาพยนตร์และร้านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ความผูกพันนี้ทำให้เขาใฝ่ฝันอยากทำแอนิเมชั่น แต่ด้วยการศึกษาไทยเมื่อกว่า 20 ปีก่อนยังไม่มีโรงเรียนสอนแอนิเมชั่นโดยตรง ประกอบกับเรียนสายวิทย์มา เขาจึงตัดสินใจเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะเข้าด้วยกัน ระหว่างเรียน ความสนใจ ‘ภาพเคลื่อนไหว’ ค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเรียนจบ เขาตัดสินใจว่าก่อนจะสมัครทำงานสถาปนิก ขอทดลองเข้าไปในกองถ่ายสักครั้ง เพื่อหาคำตอบให้ตัวเองว่าชอบภาพยนตร์จริงหรือไม่
การทดลองครั้งนั้นเองกลายเป็นเส้นทางที่ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

Above สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ หรือ “โบ๊ต” เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นผู้ช่วย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับการทำภาพยนตร์จากผู้กำกับมือรางวัลในระดับนานาชาติจนอยู่ในส่วนผสมของความเป็นเขา “ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว” (ภาพ: Worapon Teerawatvijit / Tatler Thailand)
สมพจน์เลือกไปฝึกงานกับ เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล โดยมีเพียงประวัติการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและคำสารภาพตรงๆ ว่าไม่เคยทำหนังมาก่อน เมื่อได้รับโอกาสจากเด็กฝึกงานที่เริ่มต้นช่วยงานศิลป์และงานจุกจิก เขาค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในทีมงานที่ทำงานกับอภิชาติพงศ์ต่อเนื่องมายาวนานกว่าสองทศวรรษ “การทำงานกับพี่เจ้ยเป็นโรงเรียนการทำหนังของผม เราได้สังเกตกระบวนการสร้างงานตั้งแต่เริ่มจากศูนย์ จนอยู่ในส่วนผสมของความเป็นผม ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว”
ขณะเดียวกันการเรียนสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้สูญเปล่า เพราะมันกลายเป็น ‘เลนส์’ สำคัญที่ใช้มองภาพยนตร์ สมพจน์อธิบายว่าการทำภาพยนตร์สำหรับเขาไม่ต่างอะไรกับการสร้างบ้าน โดยสถาปัตยกรรมเริ่มจากคอนเซ็ปต์ ตามด้วยฟังก์ชั่น พื้นที่ ทิศทางแสง ลม ฯลฯ ก่อนลงลึกในรายละเอียด “ไม่ต่างจากการทำหนังเรื่องนึง... โครงสร้างคืออะไร ตัวละครคือใคร ซีนแต่ละซีน รายละเอียด มันก็เหมือนเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่อยู่ข้างใน”
นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับ ‘space’ หรือพื้นที่ ยังเป็นสิ่งที่สมพจน์นำมาใช้ในการกำกับ เขาเชื่อว่าตัวละครไม่ได้อยู่ลอยๆ แต่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพวกเขา “คนเราทุกวันนี้มีบุคลิกแบบนี้เพราะอิทธิพลของพื้นที่ ของสิ่งแวดล้อม ของสังคม... หนังของผมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคาแร็กเตอร์ แต่เป็นเรื่องของพื้นที่ที่มีอิทธิพลต่อคน อย่างวัด สถาปัตยกรรมของวัด ความสวยงามใหญ่โตของวัด ความศักดิ์สิทธิ์ มันมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคน”
อ่านเพิ่มเติม: “ใช้ชีวิตให้เหมือนสายน้ำ” ข้อคิดจากผู้กำกับสี่รางวัลคานส์ ‘เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล’ กับเส้นทาง 25 ปี แห่งความสำเร็จ
Above ‘หมอนรถไฟ’ (2017) ภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ใช้เวลาถ่ายทำยาวนานถึง 8 ปีบนรถไฟไทยตลอดทั้งเรื่อง เพื่อบันทึกภาพชีวิตประจำวันของผู้โดยสาร พนักงาน และวิวทิวทัศน์ตามเส้นทางรถไฟทั่วประเทศ
TIME, SPACE, LIFE
หากสังเกตผลงานของสมพจน์ ตั้งแต่ภาพยนตร์สารคดีขนาดยาว หมอนรถไฟ (2017) จนมาถึงภาพยนตร์ fiction เรื่องแรก ๙ วัด สู่สวรรค์ (2026) เราจะพบจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจ นั่นคือการนำเสนอเรื่องราวของ ‘กลุ่มคน’ ที่เดินทางร่วมกันภายใต้เงื่อนไขของ ‘เวลา’ และ ‘พื้นที่’ ที่จำกัด
ใน หมอนรถไฟ ผู้ชมถูกจับให้นั่งสังเกตการณ์ชีวิตคนบนพื้นที่แคบๆ ของตู้รถไฟเป็นเวลาสองวันครึ่ง ขณะที่ 9 วัดสู่สวรรค์ เล่าเรื่องราวของครอบครัว 9 ชีวิตจากสามเจเนอเรชั่นที่ต้องอัดแน่นกันอยู่ในรถตู้ เพื่อตระเวนทำบุญ 9 วัดภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน สมพจน์เรียกกระบวนการทำงานและมุมมองของเขาว่ามันคือปรัชญาแบบ ‘At A Time’ ซึ่งเป็นชื่อบริษัทผลิตภาพยนตร์ที่เขาก่อตั้ง (At A Time Pictures) “At A Time ส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของเวลา เรื่องราวในหนังก็เหมือน at a time ในช่วงเวลาหนึ่ง... และชีวิตมันก็เป็นสเต็ป ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปทีละนิด ทีละนิด”

Above ‘๙ วัด สู่สวรรค์’ หนังไทยขนาดยาวเรื่องแรกในรอบเกือบสองทศวรรษที่ได้เข้าฉายในสาย Directors' Fortnight ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (ภาพ: At A Time Pictures, Kick The Machine Films)
การเลือกกรอบเวลาเพียงหนึ่งวันมาเล่าเรื่องครอบครัวที่มีสมาชิกถึง 9 คน เป็นความท้าทายอย่างมาก สมพจน์มองว่าการนำคนสามวัยตั้งแต่รุ่นคุณย่าไปจนถึงรุ่นหลาน ที่มีความคิดความเชื่อต่างกัน มาอยู่ในที่แคบๆ ร่วมกันตลอดทั้งวัน ย่อมสร้างสถานการณ์ที่มีทั้งความสุขและจุดที่ไม่แฮปปี้ผสมปนเปกันไป แต่ในความธรรมดาของชีวิตประจำวันเหล่านี้เอง ที่ซ่อนความไม่ธรรมดาเอาไว้
“สำหรับผมมันมีเสน่ห์มากเลย เพราะชีวิตคนเรามันก็คือชีวิตธรรมดาๆ นี่แหละ เหมือนไม่มีอะไร น่าเบื่อ แต่จริงๆ เราเป็นตัวเอกของชีวิตเรา มีบ้าบอคอแตก ทุกคนมีดราม่าของตัวเอง” เขาหัวเราะก่อนอธิบายต่อว่า ภายใต้เปลือกของชีวิตประจำวันที่ดูไม่มีอะไร ทุกคนต่างมีรายละเอียดซับซ้อนอยู่ข้างใน หน้าที่ของคนทำภาพยนตร์จึงไม่ใช่เพิ่มความพิเศษเข้าไป หากเป็นการมองและฟังให้นานพอที่จะพบว่าความธรรมดานั้นไม่เคยธรรมดาตั้งแต่แรก
ชีวิตคนเรามันก็คือชีวิตธรรมดาๆ นี่แหละ เหมือนไม่มีอะไร น่าเบื่อ แต่จริงๆ เราเป็นตัวเอกของชีวิตเรา มีบ้าบอคอแตก ทุกคนมีดราม่าของตัวเอง
NINE-YEAR JOURNEY
แม้จะเล่าเรื่องภายในหนึ่งวัน แต่ ๙ วัด สู่สวรรค์ กลับไม่ใช่โปรเจ็กต์ที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน สมพจน์ใช้เวลาถึง 9 ปีในการบ่มเพาะ เริ่มต้นจากการต่อยอดไอเดียที่เคยหยอดไว้ใน หมอนรถไฟ และดึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เติบโตและผูกพันกับคุณย่า ซึ่งมักพาเขาเข้าวัดทำบุญและสวดมนต์ก่อนนอนมาเป็นแกนหลักของเรื่อง
ระยะเวลา 9 ปีของการพัฒนาบท ทำให้สมพจน์ได้เติบโตไปพร้อมกับตัวละคร จากเดิมที่เขาอาจเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับ ‘หลาน’ ในช่วงวัยรุ่น เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มเข้าใจมุมมองของตัวละครฝั่ง ‘พ่อแม่’ มากขึ้น นอกจากนี้ การทำภาพยนตร์อิสระที่ต้องระดมทุนจากกองทุนสนับสนุนศิลปะในต่างประเทศ ทั้งฝรั่งเศส สิงคโปร์ และนอร์เวย์ ยิ่งทำให้กระบวนการสร้างต้องอาศัยความอดทนและการรักษา ‘ไฟ’ ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เขาต้องอธิบายความเชื่อแบบไทยๆ เช่น ทำไมคนไทยถึงให้ความสำคัญกับ ‘เลข 9’ ให้โปรดิวเซอร์ชาวต่างชาติเข้าใจ เพื่อดึงพวกเขามาเป็นแนวร่วม
ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือสมพจน์เลือกใช้นักแสดงที่ไม่มีชื่อเสียงและหลายคนไม่เคยผ่านงานแสดงมาก่อนเลยมาประชันบทบาทกันทั้ง 9 คน โดยเปิดโอกาสให้นักแสดงนำประสบการณ์ชีวิตจริงมาแชร์ พร้อมปรับบทสนทนาให้เข้าปากและเข้ากับชีวิตของนักแสดงมากที่สุด จนสุดท้ายนักแสดงทั้ง 9 คนสนิทสนมกันราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ ถึงขั้นนัดไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันหลังปิดกล้องโดยไม่ได้บอกผู้กำกับ

Above เบื้องหลังการถ่ายทำที่สมพจน์ไม่ใช้นักแสดงที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักแสดงนำประสบการณ์ในชีวิตจริงมาแบ่งปัน พร้อมปรับบทสนทนาให้เข้ากับชีวิตของนักแสดงมากที่สุด (At A Time Pictures, Kick The Machine Films)
นอกจากมิติของเวลาแล้ว มิติของพื้นที่ในฐานะ ‘โลเคชั่น’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน สมพจน์เลือก ‘สมุทรปราการ’ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เป็นสถานที่ถ่ายทำมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เขามองว่าสมุทรปราการเป็นเมืองหน้าด่านทางประวัติศาสตร์ เป็นที่ตั้งของสนามบินสุวรรณภูมิ แต่กลับเป็นเมืองที่ถูกคนมองข้ามและเป็นเพียงทางผ่านเพื่อสนับสนุนกรุงเทพฯ การนำเมืองที่ดูธรรมดาในสายตาคนทั่วไปมาขึ้นจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ จึงเป็นการฉายภาพความพิเศษที่ซ่อนอยู่
และเมื่อถามถึงนิยามคำว่า ‘บ้าน’ ในวันที่เขาต้องเดินทางไปทั่วโลก สมพจน์ตกผลึกความคิดนี้ไว้อย่างน่าสนใจ “พอเราเดินทางบ่อยๆ... ก็รู้สึกว่าบ้านสำหรับผมรู้สึกบ้านมันเป็นพื้นที่ในใจ คือตราบใดที่เราอยู่ตรงไหนแล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้ไม่กังวลอะไร ตรงนั้นคือบ้าน”

Above สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ในการฉายภาพยนตร์ ‘๙ วัด สู่สวรรค์’ รอบปฐมทัศน์โลก ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ประเทศฝรั่งเศส ในสาย Director's Fortnight เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (ภาพ: ©DELPHINE PINCET / At A Time Pictures, Kick The Machine Films)

Above ‘๙ วัด สู่สวรรค์’ คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (สมภพ ทรงกำพล) และผู้กำกับยอดเยี่ยม (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ) ในสาย Golden Goblet Awards : Asian New Talent Competition ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (ภาพ: ©SIFF / At A Time Pictures, Kick The Machine Films)
THE FAITH PARADOX
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ๙ วัด สู่สวรรค์ มีเสน่ห์คือการทำหน้าที่สำรวจความย้อนแย้งในความเชื่อของคนไทย สมพจน์ยอมรับว่าเขาเติบโตมาในบ้านที่ผูกพันกับพุทธศาสนามาก แต่เมื่อโตขึ้น เขาเริ่มตั้งคำถามกับพิธีกรรมต่างๆ
เขาเล่าเกร็ดตลกๆ ในกองถ่ายที่สะท้อนความย้อนแย้งนี้ได้อย่างดี ในวันเปิดกล้อง กองถ่ายต้องเจอกับพายุฝนจนต้องเลื่อนคิวถ่ายไปถึงสามวัน สมพจน์ปฏิเสธที่จะใช้พิธีบวงสรวงพราหมณ์ตามขนบกองถ่ายไทย เพราะมองว่าไม่ใช่วิถีพุทธ และปฏิเสธการปักตะไคร้เพราะให้เกียรติทีมงานผู้หญิงในกอง แต่สุดท้ายเมื่อฝนตกไม่หยุด พวกเขาก็ต้องใช้วิธีนำ ‘ธงสีแดง’ มาปักเพื่อไล่ฝนตามความเชื่อ และพากันไปไหว้พระขอพรเพื่อความสบายใจ โดยมีแม้กระทั่งตากล้องชาวฝรั่งเศสและผู้ช่วยตากล้องชาวสิงคโปร์มาร่วมไหว้ด้วย
นอกจากนี้ การที่เขาไปศึกษาต่อต่างประเทศ ยังทำให้เขามองเห็นวัฒนธรรมไทยในมุมมองที่ ‘exotic’ มากขึ้นเมื่อมองย้อนกลับมา เช่น การที่คนไทยถูกปลูกฝัง “ห้ามเดินข้ามหนังสือ” ซึ่งไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่กลับฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก สมพจน์นำรายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้มาใส่ในภาพยนตร์ เพื่อตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วเราทำพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อผลลัพธ์ หรือทำเพียงเพื่อ ‘ความสบายใจ’ กันแน่ ที่สำคัญคือหลายคนอาจสงสัยว่า เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความเชื่อแบบ ‘ไทยๆ’ ขนาดนี้ ชาวต่างชาติจะเข้าใจได้อย่างไร แต่สมพจน์เชื่อมั่นว่า ท้ายที่สุดแล้ว แก่นของภาพยนตร์เรื่องนี้คือความเป็นสากล “เรื่องราวของครอบครัว ความเชื่อ ความศรัทธา ความหวัง ความปรารถนาดีต่อคนในครอบครัว... ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนเชื่อมโยงกันได้ในระดับสากล”
SUCCESS IN MOTION
การที่ ๙ วัด สู่สวรรค์ ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปชิงรางวัลออสการ์ เป็นสิ่งที่สมพจน์ยอมรับว่า “เกินความคาดหมายเราไปมาก” แม้จะดีใจและภูมิใจอย่างยิ่ง แต่สำหรับเขาแล้ว ความสำเร็จสูงสุดได้เกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ภาพยนตร์ถูกสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ในแบบที่เขาต้องการ
ผลพลอยได้ที่ทำให้เขามีความสุขไม่แพ้กัน คือการได้เห็น อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้เปรียบเสมือน ‘ลมใต้ปีก’ ของเขา ภูมิใจและมีความสุขไปกับความสำเร็จครั้งนี้ด้วย รวมไปถึงการที่นักแสดงนำหน้าใหม่อย่าง สมภพ ทรงกำพล สามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ ครั้งที่ 28 (SIFF 2026) ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า โอกาสสามารถสร้างศักยภาพให้ผู้คนได้เสมอ

Above การที่ ‘๙ วัด สู่สวรรค์’ ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปชิงรางวัลออสการ์ เป็นสิ่งที่สมพจน์ยอมรับว่า “เกินความคาดหมายเราไปมาก” และผลพลอยได้ที่ทำให้เขามีความสุขไม่แพ้กัน คือการได้เห็น อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ภูมิใจและมีความสุขไปกับความสำเร็จครั้งนี้ด้วย (ภาพ: At A Time Pictures, Kick The Machine Films)
จากเด็กคนหนึ่งที่เคยเรียนออกแบบพื้นที่ทางกายภาพ วันนี้สมพจน์ยังคงออกแบบพื้นที่อยู่ เพียงแต่กำแพงถูกแทนที่ด้วยเฟรม สถาปัตยกรรมกลายเป็นโครงสร้างเรื่อง และผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่นั้นไม่ใช่ผู้อยู่อาศัย หากเป็นผู้ชมที่ยอมมอบเวลาให้ภาพยนตร์
ท้ายที่สุด ไม่ว่าผลลัพธ์บนเวทีระดับโลกจะออกมาเป็นเช่นไร สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ก็ยังคงยืนยันที่จะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางสายภาพยนตร์ตามปรัชญาของเขาเอง นั่นคือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ซึมซับพื้นที่และกาลเวลารอบตัวในแบบ one step at a time, one day at a time
เรื่องราวของครอบครัว ความเชื่อ ความศรัทธา ความหวัง ความปรารถนาดีต่อคนในครอบครัว... ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนเชื่อมโยงกันได้ในระดับสากล












