เบื้องหลังความสำเร็จของ เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คือชีวิตที่ไม่เคยหยุดทดลอง ผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้า ซึ่งเคยสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ถึงสี่ครั้ง รวมถึงรางวัลใหญ่อย่างปาล์มทองคำ เชื่อว่า ชีวิตเราเป็นเหมือนสายน้ำที่ต้องเคลื่อนไปข้างหน้าและพร้อมจะปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ
เป็นเวลากว่า 25 ปีเต็ม นับตั้งแต่ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกอย่าง ดอกฟ้าในมือมาร (Mysterious Object at Noon) (2000) ได้ออกไปโลดแล่นในโลกภาพยนตร์ และทำให้ชื่อของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก่อนที่ผลงานเรื่องที่สองอย่าง สุดเสน่หา (Blissfully Yours) (2002) จะสามารถคว้ารางวัล Un Certain Regard Prizes จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ หนึ่งในเวทีอันทรงเกียรติที่สุดของวงการภาพยนตร์
จากนั้น เจ้ย หรือ Joe (ชื่อภาษาอังกฤษ) ก็เดินสายคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ มากมาย ด้วยผลงานเชิงทดลองอันโดดเด่นที่ฉีกกรอบโครงสร้างและวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิมๆ จนในที่สุด เขาก็สามารถกวาดรางวัลในสายประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ได้สำเร็จ ทั้งรางวัลขวัญใจกรรมการ (Jury Prize) จากภาพยนตร์ สัตว์ประหลาด (Tropical Malady) (2004) และอีกครั้งในภาพยนตร์ Memoria (2021) รวมถึงรางวัลใหญ่ที่สุดอย่างรางวัลปาล์มทองคำ หรือ Palme d’Or จากภาพยนตร์ ลุงบุญมีระลึกชาติ (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) (2010) ซึ่งเป็นผลงานการเขียนบท กำกับ และอำนวยการสร้างของอภิชาติพงศ์ และทำให้เขากลายเป็นคนทำหนังไทย ‘คนแรก’ และ ‘คนเดียว’ ที่เคยได้รับรางวัลนี้
อ่านเพิ่มเติม: ‘หลานม่า - วิมานหนาม - วัยหนุ่ม 2544’ กวาดรางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ปี 2025

Above อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับการคว้ารางวัลปาล์มทองคำ หรือ Palme d’Or จากภาพยนตร์ ลุงบุญมีระลึกชาติ (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) (2010) (ภาพ: Eddy LEMAISTRE/Corbis via Getty Images)
พี่ใหญ่ผู้ขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ไทย
จากความสำเร็จต่างๆ ทำให้ชื่อของอภิชาติพงศ์ได้รับการยกย่องเข้าสู่ทำเนียบศิลปินร่วมสมัยรางวัลศิลปาธร ในสาขาภาพยนตร์ ประจำปี 2005 นอกจากนั้นเขายังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินจากประเทศฝรั่งเศส หรือ Commandeur de I’ordre des Arts et des Lettres ประจำปี 2017 ในฐานะบุคคลที่มีความโดดเด่นด้านการสร้างงานสาขาศิลปะและวรรณกรรม
อภิชาติพงศ์ไม่เพียงเป็นบุคคลสำคัญผู้กรุยทางพาหนังไทยไปประกาศศักดาบนเวทีโลก และช่วยปักหมุดให้ผู้คนได้รู้จัก ‘ความเป็นไทย’ ผ่านสื่อภาพยนตร์ โดยเฉพาะฉากหลังของภาคอีสาน เรื่องเล่าป่าเขา คติความเชื่อ ประวัติศาสตร์และความทรงจำเกี่ยวกับการเมือง แต่สำหรับคนในวงการหนังไทย ‘พี่เจ้ย’ ยังเป็นพี่ใหญ่ใจดีที่ผู้คนต่างให้ความเคารพนับถือ ทั้งในแง่ความสามารถ และความเมตตาที่มีให้กับน้องๆ ในวงการเสมอ
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือการส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สำหรับภาพยนตร์ทดลองและภาพยนตร์อิสระ ด้วยการร่วมก่อตั้งเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ (Bangkok Experimental Film Festival: BEFF) ในปี 1997 ร่วมกับเจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน
“จุดเริ่มต้นที่ทำ BEFF เพราะเราอยากดูหนัง เราอยากมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูหนังและคนทำหนัง เพราะตอนอยู่ที่ชิคาโก (ปริญญาโทสาขาภาพยนตร์ที่ Art Institute of Chicago) เราได้ดูหนังแปลกๆ เยอะแยะเลย ซึ่งรูปแบบของ BEFF ในแต่ละปีจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ด้านการเงิน (หัวเราะ) บางปีไม่มีเงินเลยก็ฉายเป็นวิดีโออาร์ตในแกลเลอรี” เจ้ยเล่าถึงแพสชั่นของการริเริ่ม BEFF เมื่อเกือบ 30 ปีก่อนอย่างอารมณ์ดี
อ่านเพิ่มเติม: 28 ปีที่ไม่หยุดท้าทายของ ‘นุ่น วรนุช’ กับการหวนคืนจอภาพยนตร์ใน ‘สุสานคนเป็น’ และการลัดฟ้าไปประกวดร้องเพลงไกลถึงแดนมังกร

Above จากซ้าย: กฤติยา กาวีวงศ์, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ และ แมรี่ ปานสง่า ภัณฑารักษ์เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 (ภาพ: BEFF)
สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ มันไม่มีคำว่าดีหรือไม่ดี สำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่มันคือการค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

Above อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ณ เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
การกลับมาของเทศกาลหนังทดลอง
โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วทำให้โรงหนังทดลองทั่วโลกเริ่มปิดตัวลง เช่นเดียวกับภาพยนตร์ทดลองที่สลายกลายเป็นภาพเคลื่อนไหว (moving images) และถูกเหมารวมเข้าไปอยู่ในงานศิลปะ ขณะที่เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ก็ห่างหายไปจากสังคมไทยถึง 12 ปีเต็ม
โดยปีนี้ ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ BEFF ได้หวนกลับมาจัดขึ้นอีกครั้งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาในชื่อ ‘เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7: Nowhere Somewhere’ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง คิก เดอะ แมชชีน ฟิล์ม สตูดิโอของอภิชาติพงศ์ และโครงการ วัน แบงค็อก ซึ่งมีการคัดสรรโปรแกรมภาพยนตร์ทดลองจากทั่วโลกกว่า 129 เรื่อง กิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อป รวมถึงการแสดงสดเชิงทดลอง ด้วยบรรยากาศที่ไม่ต่างจากงานรียูเนียนของบรรดาผู้ที่รักและคร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์
“สิ่งที่ BEFF ต้องการเน้น คือเรื่องของพื้นที่อิสระในการแสดงออกและการตั้งคำถาม แม้แต่คำถามที่ว่า ‘ภาพยนตร์คืออะไร’ เพราะมันมักจะถูกตีกรอบอยู่เสมอ ไม่ว่าด้วยกรอบของอำนาจรัฐผ่านการเซ็นเซอร์ รวมถึงกรอบของสังคมว่า ภาพยนตร์ที่ดีควรเป็นแบบไหน และควรทำหน้าที่เพื่อ serve อะไร”
ในทางกลับกัน สิ่งที่ผู้กำกับรุ่นใหญ่คนนี้อยากเห็นคือภาษาภาพยนตร์ที่หลากหลายขึ้น โดยไม่ยึดติดกับกรอบหรือรูปแบบเดิมๆ ว่า แบบนี้คือหนังทดลอง นี่คือหนังอาร์ต หรืออย่างนี้คือหนังที่ดี
“จริงๆ ตัวหนังมันไม่มีรูปแบบ แต่มันคือการคิดว่าอะไรคือตัวเรา อะไรคือสิ่งที่เราไม่เคยทำ แล้วลองทำมันออกมา สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ มันไม่มีคำว่าดีหรือไม่ดี สำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่มันคือการค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน”

Above บรรยากาศงานเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 (ภาพ: BEFF)
จริงๆ เราเป็นคนไม่ชอบเข้าสังคมเลย แต่พอเป็นภาพยนตร์มันกลายเป็นข้อแม้ที่ทำให้เราต้องไปเทศกาลหนัง ไปเจอโปรดิวเซอร์ ไปคุยกับผู้คน ฯลฯ ถ้าไม่มีภาพยนตร์ เราจะไม่สามารถเอาตัวออกจากบ้านได้เลย เพราะบ้านเป็นเซฟโซนที่สุดสำหรับเรา

Above บรรยากาศงานเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 (ภาพ: BEFF)
บทสนทนากับดวงอาทิตย์
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 คือผลงานการแสดง ชุด A Conversation with the Sun (VR) ของอภิชาติพงศ์ ร่วมด้วยศิลปินชาวญี่ปุ่น ริวอิจิ ซากาโมโตะ และคัตสึยะ ทานิงูจิ ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) การแสดง และภาพเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปยังโลกอีกใบ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสำรวจสิ่งรอบตัว ผ่านการเฝ้ามองธรรมชาติ ผู้คน และสถานที่อันเวิ้งว้างกว้างใหญ่เหนือจินตนาการ ที่สำคัญยังเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกเหมือนได้สนทนาใกล้ชิดกับดวงอาทิตย์จริงๆ
“การติดอยู่ที่บ้านช่วงโควิด ทำให้เราค่อนข้างหลงใหลในเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวัน เริ่มสังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของเงา ต้นไม้ ตลอดจนสีที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน และรู้สึกชื่นชมว่าธรรมชาตินั้นคือศิลปะที่งดงามที่สุด พอได้มาร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ญี่ปุ่น เขาก็ถามว่าอยากลองทำ VR ไหม แล้วก็ส่งเฮดเซ็ตมาให้ลอง ซึ่งเรารู้สึกว่า มันเป็นการเปิดหน้าต่าง เปิดเฟรมของโลกภาพยนตร์ และทำให้เห็นความงามในมิติที่กว้างขึ้น”
แม้ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทดลองจะเต็มไปด้วยความทุลักทุเล เพราะเขายังไม่เคยชินกับการเปิดเฟรม แต่อภิชาติพงศ์ก็มองเห็นศักยภาพของ VR ว่าจะต้องนำมาใช้กับสัญลักษณ์ที่สำคัญในการแสดงอย่างดวงอาทิตย์ ที่ทั้งเจิดจ้า ใหญ่โต และทรงพลัง
“ถ้าเราจ้องมองดวงอาทิตย์จากจอหนัง แม้จะมองพร้อมกันหลายคน เราก็จะเห็นเป็นเพียงวัตถุแบนๆ จากมุมเดียว แต่หากเราอยู่ในโลก VR มันจะมอบความเป็นส่วนตัวให้แต่ละคนสามารถที่จะปรับระยะ เดินไปซ้ายไปขวา และเลือกสำรวจสิ่งตรงหน้าได้อย่างที่เราต้องการ มันเป็นความพิเศษเฉพาะของเราที่คนอื่นไม่เกี่ยวเลย”

Above การแสดงผลงานชุด ‘A Conversation with the Sun’ (VR) ของอภิชาติพงศ์ (ภาพ: BEFF)

Above การแสดงผลงานชุด ‘A Conversation with the Sun’ (VR) ของอภิชาติพงศ์ (ภาพ: BEFF)
สิ่งที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับความฝัน คือมันเป็นเรื่องของเราเองที่ไม่เกี่ยวกับคนอื่น เป็นเหมือนภาพยนตร์ส่วนตัวว่างั้นเถอะ เรารู้สึกว่าเราต้องการภาพยนตร์ เพราะว่าร่างกายเราต้องการ เหมือนที่เราต้องการฝัน

Above การแสดงผลงานชุด ‘A Conversation with the Sun’ (VR) ของอภิชาติพงศ์ (ภาพ: BEFF)
ภาพยนตร์ ความฝัน และการก้าวออกจาก ‘บ้าน’
หลายต่อหลายครั้งที่ผลงานของอภิชาติพงศ์มักจะพูดถึงความทรงจำส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องราวของความฝัน และการนอนหลับ เช่นเดียวกับการผลงาน A Conversation with the Sun (VR) ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักโดย Chanel
“ด้วยความที่เราหลงใหลในภาพยนตร์ และเรารู้สึกว่าความฝันกับภาพยนตร์มันมีการเชื่อมกัน เป็นเรื่องของการที่เราเข้าไปอยู่ในพื้นที่หรือสถานะที่เราควบคุมไม่ได้ เหมือนถูกสะกดด้วยอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับความฝัน คือมันเป็นเรื่องของเราเองที่ไม่เกี่ยวกับคนอื่น เป็นเหมือนภาพยนตร์ส่วนตัวว่างั้นเถอะ ถ้าพูดสรุปเลย เรารู้สึกว่าเราต้องการภาพยนตร์ เพราะว่าร่างกายเราต้องการ เหมือนที่เราต้องการฝัน”
อภิชาติพงศ์อธิบายต่อว่า สำหรับเขา ภาพยนตร์เป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างเขากับโลก เพราะภาพยนตร์เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขายอมก้าวออกจากบ้าน
“จริงๆ เราเป็นคนไม่ชอบเข้าสังคมเลย แต่พอเป็นภาพยนตร์มันกลายเป็นข้อแม้ที่ทำให้เราต้องสื่อสาร ไม่ได้หมายความว่าทำหนังนะ อันนั้นเป็นระดับพื้นฐาน แต่มันจะมีสิ่งอื่นๆ ที่รายล้อมอาชีพคนทำหนัง เช่น การไปเทศกาลหนัง การคุยกับผู้คน เจอโปรดิวเซอร์ เจอศิลปิน ฯลฯ ซึ่งเหมือนกับว่า ถ้าเราไม่มีภาพยนตร์ เราจะไม่สามารถเอาตัวออกจากบ้านได้เลย เพราะเป็นคนชอบอยู่บ้านมาก (หัวเราะ) บ้านเป็นเซฟโซนที่สุดสำหรับเรา”
เช่นเดียวกับเทศกาลหนังทดลองในครั้งนี้ ที่เป็นเหมือนโจทย์สำคัญให้เจ้ยต้องพาตัวเองออกมาพบปะกับผู้คน ซึ่งเราสังเกตว่า การปรากฏกายของเขาทุกครั้งมีความหมายกับคนในวงการภาพยนตร์ไทยมาก ทุกคนจะตั้งใจฟังเวลาอภิชาติพงศ์ให้ feedback กับผลงานต่างๆ มันเป็นทั้งกำลังใจที่สำคัญ และเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักจากบุคคลระดับโลกคนหนึ่งเลยทีเดียว
“ปกติจะเป็นคนขี้อาย ไม่ขึ้นเวที ไม่อะไรทั้งสิ้น แต่ว่าเพื่อภาพยนตร์ ก็จะยอมออกมาพูดหน่อย (ยิ้ม) การได้ทำเทศกาลนี้ทำให้รู้เลยว่า จริงๆ เรามีเพื่อนที่ดีเยอะมาก มีแต่คนมาช่วยกันเต็มไปหมดเลย มันสะท้อนว่า ชีวิตนั้นมีความงามอยู่รอบๆ ตัวเรา เหมือนเราใส่แว่น VR แล้วได้เห็นจุดแสงเล็กๆ เหล่านี้ แล้วทุกคนพร้อมจะเดินไปด้วยกัน” เจ้ย อภิชาติพงศ์เล่าให้เราฟังพร้อมรอยยิ้ม

Above อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ภาพ: Kick the Machine Films)

Above อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ณ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ (ภาพ: Kick the Machine Films)

Above ทีมงานเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 (ภาพ: BEFF)
‘confident man is a dead man’ เมื่อไรที่เรามีความมั่นใจมากๆ โลกของเราจะปิด เพราะเรายึดแต่ตัวเรา ยึดว่าเรารู้และทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผน ซึ่งเราจะภูมิใจกับความไม่ confidence มากๆ เราเป็นเหมือนสายน้ำที่เคลื่อนไปข้างหน้าและพร้อมจะปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ

Above อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับแถวหน้าของไทย (ภาพ: Apichatpong Weerasethakul)
25 ปีของการเดินทาง และการใช้ชีวิตดั่งสายน้ำ
การเดินทางตลอด 25 ปีของอภิชาติพงศ์ นับจากภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกอย่าง ดอกฟ้าในมือมาร แม้มีบางครั้งที่เขารู้สึกเจ็บปวดกับความฉาบฉวยของสิ่งรอบตัว จนบางครั้งเคยคิดว่าไม่อยากจะทำหนังอีกต่อไป แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เขายอมรับว่า นี่คือช่วงชีวิตที่สวยงามมากๆ สำหรับเขา
“25 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่สวยทุกอย่างเลย แม้แต่ช่วงที่โดนแบนจากสตูดิโอต่างๆ ในประเทศไทยว่าจ่ายเงินเขาไม่ทัน ช่วงที่ร้องไห้กับครอบครัว ช่วงที่เครียดมากๆ จนต้องไปโรงพยาบาล เหมือนกับว่ามันไม่มีทางออกอะไรเลย เพราะภาพยนตร์และเพราะศิลปะนี่แหละ แต่พอมองย้อนกลับไป โอ้โห มันไม่มีอย่างนี้อีกแล้วนะ
“เราโคตรโชคดีที่ได้ทํางานตั้งแต่ภาพยนตร์ยังเป็นฟิล์ม เพราะฟิล์มเป็นงานที่คราฟต์มาก เราค่อยๆ นำฟิล์มมาต่อกันแล้วดู เราได้เห็นการเปลี่ยนของสังคม ได้เห็นการประท้วง เราไม่เคยคิดว่าจะมีการตั้งคำถามบางอย่างเกิดขึ้นในสังคมจริงๆ รวมถึงการเปลี่ยนของโลกภาพยนตร์ ซึ่งเราไม่ได้ไปต่อต้านหรือขัดขืนมัน แต่เรามองช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านนี้ด้วยความชื่นชม”
ผู้กำกับมือรางวัลเล่าต่อไปว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดในการทำงาน คือ ‘ปัจจุบันขณะ’ นั่นเพราะทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เขาจึงให้โอกาสกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น
“การทำหนังสำหรับเรา มันเป็นเรื่องของความยืดหยุ่น (flexible) และการจัดการกับความไม่แน่นอน เราจึงพยายามที่จะไม่ฟิกซ์ เพราะฉะนั้นทีมงานที่ทำด้วยกันบ่อยๆ ก็จะเข้าใจและพร้อมจะเปลี่ยน เราชอบคำพูดของกฤษณมูรติ ซึ่งเป็นปราชญ์ทางความคิด ที่ว่า ‘confident man is a dead man’ คือเมื่อไหร่ที่เรามีความมั่นใจมากๆ โลกของเราจะปิด เพราะเรายึดแต่ตัวเรา ยึดว่าเรารู้และทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผน ซึ่งเราจะไม่ confident และภูมิใจกับความไม่ confident มาก เราเป็นเหมือนสายน้ำที่เคลื่อนไปข้างหน้าและพร้อมจะปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ”

Above อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ณ เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับเบื้องหลังการทำงาน (ภาพ: Kick the Machine Films)
Tilda Swinton ต้นแบบของสายน้ำ
เจ้ย อภิชาติพงศ์ บอกต่อไปว่า คำกล่าวข้างต้นจะดึงดูดคนที่มีบุคลิกคล้ายๆ กันให้มาอยู่ด้วยกัน รวมถึงมิตรภาพของเขากับ Tilda Swinton นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Memoria ที่ทั้งคู่รู้จักกันมายาวนานถึง 20 ปี และเธอยังให้เกียรติมาร่วมเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ด้วย
“ทิลด้านี่เป็น ‘ซูเปอร์สายน้ำ’ เลยนะ คือ yes! yes! yes! ลูกเดียว เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอกัน เพราะเขามีความคิดในการใช้ชีวิตที่เราชื่นชม เขาเคารพคน เคารพภาพยนตร์ เขามีความ humble ที่หาไม่ได้กับคนที่มีชื่อเสียงแบบนั้น รวมถึงเป็นคนตลก และขี้อำแบบหน้าตาย (หัวเราะ) คือเขามีหลายมิติในตัวเอง เราชอบดูเวลาเขาแต่งหน้าแต่งตัวออกไปเจอ public แล้วกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เรารู้สึกว่าเขาสนุกที่ได้เล่นบทบาทแบบนั้น มันเหมือนเด็กเลย แต่เป็นความ innocence ที่มัน mature มาก”
ก่อนจากกันเราได้ถามผู้กำกับรางวัลเมืองคานส์ถึงสิ่งที่อยากฝากบอกถึงคนทำหนังไทย ซึ่งมองเขาเป็นต้นแบบความสำเร็จ
“อยากบอกว่า ตัวเราไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ชีวิตเราก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น เราทุกคนต่างเท่ากัน ถ้าเราทําในสิ่งต่างๆ อย่างซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เดี๋ยวมันก็มีทางไปต่อได้เอง เวลาเราไปสอนหนังสือ เราบอกเสมอว่า อย่าทําหนังแบบอภิชาติพงศ์ เพราะว่านั่นคือตัวเรา ไม่ใช่ตัวคุณ มันเป็นแค่ชีวิตของคนๆ หนึ่งที่เติบโตมาจากขอนแก่นในช่วงเวลาหนึ่ง อย่าพยายามล้อมกรอบตัวเองด้วยรูปแบบต่างๆ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าความสําเร็จ หรือความดีความเลว ลองใช้ชีวิตให้เหมือนสายน้ำ และกล้าทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตหลุดจากกรอบเดิมๆ”

Above Tilda Swinton และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ภาพ: Kick the Machine Films)

Above Tilda Swinton และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ภาพ: Chanel)










