Tilda Swinton ที่พิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรม M+ ในฮ่องกง
Cover Tilda Swinton ที่พิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรม M+ ในฮ่องกง
Tilda Swinton ที่พิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรม M+ ในฮ่องกง

จากการร่วมมือกันจัดงานระหว่าง Chanel และพิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรม M+ ของฮ่องกง Tilda Swinton ได้แบ่งปันการเดินทางของเธอจากผู้ชื่นชอบภาพยนตร์แนวอาร์ตเฮาส์ ไปสู่ไอคอนระดับโลกที่เป็นตัวแทนของทั้งหนังอาวองการ์ดและกระแสหลัก

มีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกหลายคน และก็มาถึง Tilda Swinton นักแสดงวัย 64 ปีคนนี้ผู้เป็นศิลปินที่น้อยคนนักจะสามารถเป็นที่รักของคนทั้งโลก ในขณะเดียวกันก็ยังอุทิศตนให้กับภาพยนตร์แนวทดลอง

ข่าวการปรากฏตัวของเธอที่พิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรม M+ ของฮ่องกงในเดือนมกราคม สร้างความฮือฮาในหมู่แฟนๆ และนักดูหนัง การมาเยือนของเธอมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการสนทนากับผู้กำกับระดับตำนานของฮ่องกง T’ang Shu-shuen โดยมี Silke schmickl ผู้ดูแลภาพเคลื่อนไหวของ Chanel เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยพวกเขาพูดคุยกันถึงความสำคัญของการฟื้นฟูภาพยนตร์

แต่ในระหว่างเซสชั่นที่เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดก่อนงานหลัก ซึ่งมีแขกเพียงไม่กี่คนได้เข้าร่วม หนึ่งในนั้นคือ Tatler โดยสวินตันได้เปิดใจเกี่ยวกับการเส้นทางอาชีพของเธอ จากการเป็นสมาชิกของกลุ่มคนรักศิลปะมาสู่การเป็นนักแสดงชื่อดังในฮอลลีวูด ขณะเดียวกันก็รักษาความสมบูรณ์ทางศิลปะและจิตวิญญาณแห่งการทดลองของเธออย่างแน่วแน่

อ่านเพิ่มเติม: 5 บทเพลงไอคอนิกของแฟรนไชส์หนังสายลับเจ้าเสน่ห์ James Bond 007

Tatler Asia
ภาพของ Tilda Swinton จากการแสดงเรื่องแรก Caravaggio
Above ภาพของ Tilda Swinton จากการแสดงเรื่องแรก ‘Caravaggio’
ภาพของ Tilda Swinton จากการแสดงเรื่องแรก Caravaggio

“ฉันโชคดีมากที่ได้เป็น practising artist จากคำแนะนำของ Derek Jarman ศิลปินและผู้ร่วมงานที่ยอดเยี่ยม เมื่อฉันได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่ง practical filmmaking ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม” Tilda กล่าว “เขาเสมือนเป็นทูตสวรรค์ผู้นำทางของฉันและยังคงเป็นเช่นนั้นมาจนถึงทุกวันนี้”

ทั้งสองพบกันครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1980s โดย Jarman ผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นผู้สร้างภาพยนตร์และศิลปินแนวทดลอง ได้เล็งเห็นจิตวิญญาณอันมุ่งมั่นของ Tilda ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักศึกษาสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้สามารถถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ชวลอาร์ตให้ออกมาเป็นการแสดง การร่วมงานของพวกเขาเริ่มต้นด้วย Caravaggio (1986) นับเป็นการแสดงครั้งแรกของ Tilda และฉายแววผ่านภาพยนตร์อีกเก้าเรื่อง ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ Tilda ให้เครดิตในการปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการทดลองที่ยังคงขับเคลื่อนผลงานของเธอมาจนถึงทุกวันนี้

“Derek เป็นจิตรกร เขาเลยเข้าใจการทำผลงานเดี่ยว แต่ที่เขาสร้างหนังให้กับบริษัท เพราะเขามองว่ามันเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกัน และเมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการพลังชุมชนมากขึ้น เขาก็จะเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ เขาเป็นคนเสริมพลังแห่งมิตรภาพให้กับพวกเราทุกคน” Tilda ชี้ให้เห็นถึงอิสรภาพในการสร้างสรรค์และความเชื่อใจกันอย่างแท้จริงภายในกลุ่ม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดวิถีแห่งศิลปินของพวกเขา

“พวกเราส่วนใหญ่เป็นเด็กโรงเรียนศิลปะ เราไม่ได้มาจากโลกของสิ่งที่ฉันเรียกว่าหนังโรง เรามาจากที่อื่น เหมือนเราแอบเข้ามาจากประตูด้านข้าง และเขาก็ให้เรารับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำ”

Tatler Asia
Tilda Swinton ในหนัง Michael Clayton (2007) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Warner Bros. Pictures)
Above Tilda Swinton ในหนัง ‘Michael Clayton’ (2007) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (ภาพ: Warner Bros. Pictures)
Tilda Swinton ในหนัง Michael Clayton (2007) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Warner Bros. Pictures)

Tilda กล่าวเสริมว่าความท้าทางทางการเงินที่พวกเขาเผชิญอยู่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดอิสรภาพทางศิลปะของเธอ

“อย่างแรกเลย สำคัญมาก พวกเราไม่มีเงิน และเราคิดไม่ออกว่าจะทำทำเงินได้ยังไง และฉันอาจพูดไปไกลถึงขั้นที่เราไม่สนใจจะหาเงินเลยก็ได้ เราแค่อยากจะให้มีคนดูหนังของเรา เราหลงตัวเองมากพอที่จะคิดว่าคนอาจอยากเห็นหนังที่ถ่ายด้วยฟิล์ม Super 8 ที่ขยายมาเป็น 35 มม.เป็นเวลา 40 ปี”

ไม่น่าแปลกใจที่ Tilda ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นนักแสดงมืออาชีพในตอนนั้น ซึ่งเป็นมุมมองที่คงอยู่ตลอดอาชีพของเธอ

“หลังจากเก้าปีในฐานะศิลปินฝึกหัด ฉันรู้ว่านี่คือวิธีที่ฉันต้องการทำงาน ไม่ใช่ในฐานะมืออาชีพ แต่เป็นมือสมัครเล่นที่ได้รับการยอมรับ ฉันรู้ว่าฉันจะต้องมองหาสภาพแวดล้อมอื่นที่ฉันสามารถทำงานในลักษณะนี้ต่อไปได้”

‘สภาพแวดล้อมอื่น’ กลับกลายเป็นผู้กำกับชื่อดังหลายคนที่เธอได้ร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็น Sally Potter ในหนังที่ดัดแปลงจากนิยาย Orlando (1992) ที่ทำให้นักแสดงสาวเริ่มถูกจับตามอง, Michael Clayton (2007) ของ Tony Gilroy ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม, The Curious Case of Benjamin Button (2008) ของ David Fincher, I Am Love (2009) ของ Luca Guadagnino, Only Lovers Left Alive (2013) ของ Jim Jarmusch และ Doctor Strange (2016) ของ Scott Derrickson ยิ่งตอกย้ำสถานะของเธอ ภาพยนตร์ของมาร์เวลยังทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักของทุกคน

เส้นทางที่เรียบง่ายระหว่างโปรดักชั่นกระแสหลักกับผลงานอิสระ ทำให้ Tilda ได้อยู่ในที่ที่พิเศษมากในวงการภาพยนตร์ร่วมสมัย นั่นคือการจุดประกายให้ภาพยนตร์กระแสหลักด้วยความน่าเชื่อถือของภาพยนตร์อิสระ ในขณะเดียวกันก็ยืมศักยภาพของภาพยนตร์อินดี้มาสู่กระแสหลัก

“เวลาที่มีคนมาติดต่อฉันให้ไปเล่นหนังสตูดิโอของพวกเขา Francis Lawrence เป็นคนแรกกับ Constantine จากนั้นก็เป็น Andrew Adamson ที่อยากจะทำหนัง Narnia และ David Fincher… พวกเขาเหมือนกับเป็นนักสร้างหนังทดลอง ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังจะสร้างหนังทดลอง และในแง่หนึ่งพวกเขาทุกคนก็เคยเป็น โปรเจ็กต์เหล่านั้นเป็นการผจญภัยสำหรับนักสร้างหนังเหล่านี้ และนั่นเป็นสาเหตุที่ฉันรู้สึกสบายใจที่ไปอยู่ในจุดนั้น” Tilda กล่าว

อ่านเพิ่มเติม: ‘Adolescence’ มินิซีรีส์สุดเข้มข้นจาก Netflix ที่กล้าสะท้อนความจริงอันไม่อ่อนโยนของวัยเยาว์

Tatler Asia
Tilda Swinton รับบทแม่มดขาวในหนังชุด The Chronicles of Narnia
Above Tilda Swinton รับบทแม่มดขาวในหนังชุด ‘The Chronicles of Narnia’
Tilda Swinton รับบทแม่มดขาวในหนังชุด The Chronicles of Narnia

Tilda เน้นย้ำว่าปัจจัยมนุษย์ถือเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในการตัดสินใจว่าจะรับบทนั้นหรือไม่ คำถามที่ว่าหนังเรื่องนั้นกลายเป็นผลงานทำเงินในบ็อกซ์ออฟฟิศหรือเป็นหนังที่หวังรางวัลแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจของเธอเลย

“(Derek Jarman) พูดเสมอว่ามันเป็นเรื่องของการถ่ายหนัง ไม่ใช่ตัวหนัง มันเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ผลงานที่ออกมา การสนุกกับมันและปล่อยให้ผลลัพธ์เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากที่เราวางแผนไว้ในตอนแรก”

40 ปี นับตั้งแต่การแสดงครั้งแรกและการก้าวขึ้นสู่ความเป็นไอคอนระดับโลก Tilda ตระหนักดีว่าสภาพแวดล้อมที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นมาในปัจจุบันแทบไม่มีความคล้ายคลึงกับสภาพแวดล้อมที่เธอพบครั้งแรกเลย

“สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นในตัวของศิลปินรุ่นเยาว์และศิลปินหน้าใหม่ในทุกวันนี้คือ มีแนวโน้มที่ศิลปินจะรู้สึกโดดเดี่ยว” Tilda กล่าว “มันจะเกิดกลไกแปลกๆ นี้ เมื่อคุณเริ่มมีโปรไฟล์ในระดับประเทศ วัฒนธรรมจะผลักดันให้คุณตัดตัวเองออกไปและทำอะไรคนเดียว แม้แต่เกือบทุกคนที่เริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมก็ตาม นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่ามันเราต้องแน่ใจว่าเราสนับสนุนศิลปินด้วยความเข้าใจว่า นั่นไม่ใช่วิธีเดียว มันหมายความว่าคนที่ไม่ต้องการเป็นศิลปินเดี่ยวสามารถรู้สึกได้ว่าพวกเขาไปต่อได้”

นี่อาจอธิบายการมีส่วนร่วมของเธอในงานศิลปะหลากหลายสาขา ซึ่งการผสมเกสรข้ามความคิดสร้างสรรค์ที่เบ่งบานและส่งเสริมความรู้สึกอันลึกซึ้งของชุมชน ผลงานเชิงศิลปะที่น่าจดจำที่สุดของเธอคือ The Maybe ซึ่งเป็นผลงานร่วมกับศิลปินชาวอังกฤษ Cornelia Parker ที่ Serpentine Gallery ในปี 1995 ซึ่ง Tilda ใช้เวลาแปดชั่วโมงในการนอนในกล่องกระจก จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกนี้ยังคงดำเนินต่อไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยผลงานศิลปะการแสดง Embodying Pasolini ของ Olivier Saillard ซึ่งแสดงครั้งแรกที่กรุงโรมในปี 2021 และไปจัดแสดงที่ไทเปเมื่อปีที่แล้ว

Tatler Asia
การแสดงของ Tilda Swinton ในงาน ‘Embodying Pasolini’ ที่กรุงโรม (Getty Images)
Above การแสดงของ Tilda Swinton ในงาน ‘Embodying Pasolini’ ที่กรุงโรม (ภาพ: Getty Images)
การแสดงของ Tilda Swinton ในงาน ‘Embodying Pasolini’ ที่กรุงโรม (Getty Images)

“เราสนุกมากกับแนวทางสหวิทยาการแบบนี้ ซึ่งควบรวมสถาปัตยกรรม การออกแบบ ภาพเคลื่อนไหว ทัศนศิลป์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน” Tilda กล่าว “การทำงานร่วมกันมักจะเกี่ยวข้องกับความปรารถนาเหล่านี้ที่จะแบ่งปันและเปิดใจรับความเสี่ยง ปล่อยให้คนอื่นเข้ามาในชีวิตของคุณ ในโปรเจ็กต์ของคุณ คุณไม่อาจควบคุมมันได้ทั้งหมด แต่มันจะเติบโตเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเอง”

แม้ว่าจิตวิญญาณในการทำงานร่วมกันของเธอจะขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ความรู้สึกทางศิลปะของ Tilda ยังคงหยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์อันยาวนานของภาพยนตร์

“ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ได้ไปร่วมเทศกาลหนัง BFI ในลอนดอน” Tilda เล่า “มีการย้อนกลับไปดูผลงานของ Michael Powell และ Emeric Pressburger นักสร้างหนังสองคนที่ฉันชอบและมีการแสดงภาพพิมพ์ซิลเวอร์ไนเตรตของ Black Narcissus (1947) มันน่าตื่นเต้นมาก มันเหมือนกับมีเสืออยู่ในห้อง ความรู้สึกอันตราย เปราะบาง และล้ำค่า ซึ่งมาจากคลังเอกสารสำคัญ แต่ยังดูเหมือนใหม่อยู่เลย”

ความเคารพต่อประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ทำให้เธอมีมุมมองที่กว้างขวางเกี่ยวกับอนาคตของสื่อ เธอเชื่อมั่นในทุกแนวทางในการสร้างภาพยนตร์ จากเทคนิคเก่าแก่นับศตวรรษไปจนถึงรูปแบบดิจิทัล

“มีการพูดถึงรูปแบบบางอย่างที่ล้าสมัย แต่ยังไม่มีกล้องตัวใดที่จะสูญพันธุ์ เรายังสามารถทำงานร่วมกับ Bolex (แบรนด์กล้องยอดนิยมในช่วงปลายทศวรรษ 1920s) เรายังคงทำงานที่ใช้การเพนต์แก้วได้ (เทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ศิลปินสร้างพื้นหลังด้วยการลงสีซึ่งผสานกับฟุตเทจที่ถ่ายทำได้อย่างกลมกลืน เพื่อสร้างพื้นหลังโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง) เรายังคงใช้เทคนิคคัลเลอร์แบบสามแถบได้ถ้าเราอยากลอง (หนึ่งในกระบวนการปรับสียุคแรกๆ) ถ้าเราหามันเจอ ก็จะไม่มีอะไรสูญหายไป”

Tatler Asia
Tilda Swinton ที่พิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรม M+ ในฮ่องกง
Above Tilda Swinton ที่พิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรม M+ ในฮ่องกง
Tilda Swinton ที่พิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรม M+ ในฮ่องกง

“เราแค่เพิ่มตัวเลือกลงในตะกร้า และฉันคิดว่ามันน่าตื่นเต้นจริงๆ สำหรับใครก็ตามที่สนใจในกระบวนการสร้างภาพยนตร์จริงๆ และสายงานของการสร้างภาพยนตร์ มันยิ่งงดงามขึ้นเรื่อยๆ”

ด้วยความที่จบการศึกษาด้านสังคมและการเมือง จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อ Tilda ถูกถามเกี่ยวกับอนาคตของภาพยนตร์และความคิดสร้างสรรค์ เธอได้นำเสนอมุมมองที่นอกเหนือจากความกังวลด้านปัจจัยทางศิลปะ “รู้ไหมว่าคำพูดของฉันอาจฟังดูเป็นการล่วงละเมิดมาก แต่ฉันพูดในวันนี้ ฉันคิดว่าเราจะต้องมีสติมากขึ้นตอนนี้”

“เราต้องทำให้เป็นจริง และเราต้องทะนุถนอมสิ่งที่สำคัญจริงๆ และฉันก็รู้สึกชื่นใจกับสิ่งนั้น มันเหมือนไม่มีเรื่องไร้สาระอีกต่อไป เราไม่อาจเสียเวลาหรือพลังงานหรือทรัพยากรไปกับสิ่งที่ไม่ได้อุ้มชูเราอีกต่อไป นั่นเป็นเรื่องที่น่าคิดที่จะพูด แต่ฉันรู้สึกสะอาดจริงๆ และฉันไม่ได้รู้สึกไปเองคนเดียว”

แน่นอนว่าเธอยังคงมีความหวังและได้รับแรงบันดาลใจจากครีเอเตอร์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงลูกๆ ของเธอเอง พี่น้องฝาแฝดวัย 27 ปี Honor และ Xavier

“พวกเขาเป็นคนรุ่นที่ไม่ธรรมดา เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้พูดถึงคนรุ่นนั้น แต่พวกเขามีความพร้อมและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมาก ฉันมีศรัทธาในตัวพวกเขา ฉันจึงตั้งตารอคอยผลงานใหม่ของพวกเขา”

Topics