ลิซ่า ลลิษา มโนบาล บนเวทีประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 เพื่อขับร้องเพลง ‘Live and Let Die’ (จากภาพยนตร์แฟรนไชส์ James Bond ในปี 1973) ณ โรงละครดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา (ภาพ: Rich Polk / Getty Images)
Cover ลิซ่า ลลิษา มโนบาล บนเวทีประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 ในบทเพลง ‘Live and Let Die’ (จากภาพยนตร์แฟรนไชส์ James Bond ในปี 1973) ณ โรงละครดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา (ภาพ: Rich Polk / Getty Images)
ลิซ่า ลลิษา มโนบาล บนเวทีประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 เพื่อขับร้องเพลง ‘Live and Let Die’ (จากภาพยนตร์แฟรนไชส์ James Bond ในปี 1973) ณ โรงละครดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา (ภาพ: Rich Polk / Getty Images)

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ประจำปี 2025 ได้กลายเป็นค่ำคืนที่ทำให้ผู้ชมต่างพากันหวนคิดถึงหลากหลายบทเพลงในความทรงจำของภาพยนตร์ชุดสายลับคนดังชื่อก้องโลก

นับตั้งแต่การเปิดตัวสายลับ James Bond 007 ในปี 1962 ภาพยนตร์ชุดนี้นอกจากภาพจำด้วยฉากแอ็กชั่นสุดระทึก การจารกรรมที่มีชั้นเชิง อาวุธสุดไฮเทค และหญิงสาวทรงเสน่ห์ ก็ยังโดดเด่นด้วยเพลงประกอบซึ่งขับร้องโดยศิลปินดังแห่งยุค ที่กลายมาเป็นส่วนสำคัญของตำนาน James Bond และการเป็นมรดกทางดนตรีอันทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

บนเวทีประกาศผลรางวัลออสการ์ประจำปีนี้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการประกาศรางวัลเกียรติยศ Irving G. Thalberg Memorial Award ที่มอบให้แก่ Michael G. Wilson และ Barbara Broccoli สองโปรดิวเซอร์แฟรนไชส์ภาพยนตร์ James Bond ที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งดังกล่าวหลังจากทำงานมาเกือบ 60 ปี และผ่านนักแสดงในบทสายลับคนดังมาแล้วถึงสี่รุ่น

เพื่อเป็นการยกย่องการทำงานของทั้งคู่ ในค่ำคืนแห่งเกียรติยศนั้นจึงมีการอุทิศพื้นที่ให้กับการแสดงที่เร่ิมจาก Margaret Qualley นักแสดงสาวจากเรื่อง The Substance ออกมาปรากฏกายในเดรสสีแดงสดบนเวทีหลังการฉายวิดีโอสั้นที่บอกเล่าเรื่องราวของ James Bond ในยุคสมัยต่างๆ โดยแสดงท่าเต้นประกอบเพลงธีมเปิดเรื่องร่วมกับเหล่านักเต้นชายในชุดทักซิโด้ ต่อด้วยลิซ่า ลลิษา มโนบาล ที่โรยตัวลงมาจากด้านบนของเวทีเพื่อขับขานบทเพลง Live and Let Die (จากภาพยนตร์ James Bond ปี 1973 ซึ่ง Roger Moore รับบทสายลับ 007) จากนั้นเป็นคิวของ Doja Cat ในบทเพลง Diamonds Are Forever (จากภาพยนตร์ปี 1971 ที่มี Sean Connery ในบท James Bond) ก่อนจะปิดท้ายเมดเลย์ด้วย Raye ในบทเพลง Skyfall (จากภาพยนตร์ปี 2012 ที่ Daniel Craig รับบท 007)

อ่านเพิ่มเติม: 10 โมเมนต์สุดประทับใจในงานออสการ์ 2025

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 Doja Cat, Raye และลิซ่า บนเวทีงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 ณ ดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพ: Rich Polk / Getty Images)
Photo 2 of 3 Margaret Qualley บนเวทีงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 ณ โรงละครดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพ: Myung J. Chun / Getty Images)
Photo 3 of 3 ลิซ่า ลลิษา มโนบาล บนเวทีประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 เพื่อขับร้องเพลง ‘Live and Let Die’ (จากภาพยนตร์แฟรนไชส์ James Bond ในปี 1973) ณ โรงละครดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา (ภาพ: Rich Polk / Getty Images)
Doja Cat, Raye และลิซ่า บนเวทีงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 ณ โรงละครดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพ: Rich Polk / Getty Images)
Margaret Qualley บนเวทีงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 ณ โรงละครดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพ: Myung J. Chun / Getty Images)
ลิซ่า ลลิษา มโนบาล บนเวทีประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 เพื่อขับร้องเพลง ‘Live and Let Die’ (จากภาพยนตร์แฟรนไชส์ James Bond ในปี 1973) ณ โรงละครดอลบี้ ในฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา (ภาพ: Rich Polk / Getty Images)

Halle Berry ผู้สวมบทสาวบอนด์ ‘Jinx’ จากตอน Die Another Day (2002) กล่าวบนเวทีออสการ์ในการคารวะผลงานของสองโปรดิวเซอร์แฟรนไชส์ภาพยนตร์ชุดนี้ว่า ทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างภาพยนตร์ James Bond เท่านั้น “แต่พวกเขายังเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของแฟรนไชส์นี้มานานหลายทศวรรษ ทุกเจเนอเรชั่นต่างก็มี ‘Bond’ ของตนเอง ทุกคนรู้ว่าโลกเราพัฒนาไปเรื่อยๆ พวกเขาเองก็เช่นกัน แต่เอกลักษณ์ในการผสมผสานระหว่างสไตล์ที่อันตรายและความลึกลับนั้น ตอนนี้มันอยู่เหนือกาลเวลา”

เป็นที่ทราบกันว่าในตอนนี้แฟรนไชส์สายลับคนดังที่มักสั่งวอดก้ามาร์ตินีแบบ “Shaken and not stirred.” (เขย่า แต่ไม่ต้องคน) ได้เปลี่ยนมือไปอยู่ในการดูแลของ Amazon MGM จากการควบรวมกิจการค่ายภาพยนตร์สิงโตคำรามในปี 2021 ซึ่งทำให้ Amazon มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการนำเสนอภาพยนตร์หนังสายลับเรื่องดังกล่าว

ในขณะที่เนื้อหาของ James Bond ภายใต้ผู้ดูแลคนใหม่เป็นที่น่าจับตา และยังต้องลุ้นกันต่อว่านักแสดงคนใดจะมารับบทสายลับเจ้าเสน่ห์คนต่อไป หลัง Daniel Creg ได้ยุติบทบาท เราอยากขอพาทุกคนย้อนความทรงจำด้วย 5 บทเพลงไอคอนิกที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จทั้งตัวภาพยนตร์และการเป็นมรดกทางดนตรีของแฟรนไชส์สายลับผู้นี้มากว่า 60 ปีที่ผ่านมา

Tatler Asia
แฟรนไชส์ภาพยนตร์ ‘James Bond’ สายลับชาวอังกฤษ โดยผู้เขียนชาวอังกฤษ กำลังถูกท้าทายโดยผู้สร้างภาพยนตร์และสตูดิโอ Amazon MGM ของอเมริกัน ซึ่งเข้าครอบครองแฟรนไชส์เรื่องดัง (ภาพ: Justin Tallis / Getty Images)
Above แฟรนไชส์ภาพยนตร์ ‘James Bond’ สายลับชาวอังกฤษ โดยผู้เขียนชาวอังกฤษ กำลังถูกท้าทายโดยผู้สร้างภาพยนตร์และสตูดิโอ Amazon MGM ของอเมริกัน ซึ่งเข้าครอบครองแฟรนไชส์เรื่องดัง (ภาพ: Justin Tallis / Getty Images)
แฟรนไชส์ภาพยนตร์ ‘James Bond’ สายลับชาวอังกฤษ โดยผู้เขียนชาวอังกฤษ กำลังถูกท้าทายโดยผู้สร้างภาพยนตร์และสตูดิโอ Amazon MGM ของอเมริกัน ซึ่งเข้าครอบครองแฟรนไชส์เรื่องดัง (ภาพ: Justin Tallis / Getty Images)

‘The James Bond Theme’ (Dr. No, 1962): ปฐมบทของตำนาน

ปฐมบทอันเป็นตำนานที่ส่งผลให้เพลงธีมจาก Dr. No ซึ่งปรากฏครั้งแรกบนจอภาพยนตร์ เป็นเสมือนดั่งสัญลักษณ์ทางดนตรีของหนังสายลับ James Bond 007 จากปลายปากกาของ Ian Fleming

Dr. No เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในจักรวาล James Bond ทั้งหมด 25 เรื่อง (จนถึงปี 2021) ผู้ที่ได้รับเครดิตว่าแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้คือ Monty Norman นักดนตรีชาวอังกฤษที่คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดยมี John Barry (ที่ต่อมาได้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond อีกหลายเรื่อง) ดูแลการเรียบเรียง

กล่าวได้ว่าในปีที่ James Bond ถือกำเนิดในช่วงต้นทศวรรษ 60s นั้น ภาพยนตร์แนวแอ็กชั่นผจญภัยยังคงได้รับความนิยมในวงการภาพยนตร์ และแนวคิดเกี่ยวกับสายลับระดับนานาชาติที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจยังถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ความท้าทายของ Norman ในขณะนั้นจึงเป็นการสร้างรูปแบบดนตรีที่ถ่ายทอดแก่นแท้ของตัวละครใหม่ที่ทั้งกล้าหาญ ซับซ้อนและอันตราย ซึ่งเป็นหัวใจหลักของภาพยนตร์ชุดนี้ จนนำมาสู่เพลงธีมที่เงียบสงบและเรียบง่ายแต่แฝงนัยบางอย่างที่ตึงเครียด ตื่นเต้น จนกลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน

Above เพลงธีม ‘Dr. No’ (1962) โดย Monty Norman และ John Barry

‘Goldfinger’ (1964): เพลงที่อยู่ในความทรงจำของคนรัก 007

หลังจากความสำเร็จของ Dr. No (1962) และ From Russia with Love (1963) แฟรนไชส์ James Bond ก็เริ่มได้รับความนิยม และ Goldfinger (1964) ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนในการกำหนดเอกลักษณ์ทางดนตรีของภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้

John Barry ซึ่งเคยแต่งเพลงประกอบให้ James Bond มาก่อน พยายามสร้างท่วงทำนองที่ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ ความลึกลับ และอันตรายของตัวภาพยนตร์ ขณะที่เนื้อหาของบทเพลงที่มี Leslie Bricusse และ Anthony Newley ร่วมกันพรรณนาถึงตัวละครที่มีแต่ความเย็นชา ความละโมบ และความโหดร้าย เมื่อรวมกับพลังเสียงของ Shirley Bassey นักร้องชาวเวลส์ที่กำลังโด่งดังในบริเตนใหญ่ ซึ่งสามารถถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์แฟรนไชส์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลตอบรับที่ได้ก็อาจกล่าวได้ว่านี่คือเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond ที่โด่งดังที่สุด และได้รับการยกย่องมากที่สุดเพลงหนึ่งตลอดกาล และยังคงเป็นเพลงโปรดของแฟนๆ จนถึงปัจจุบัน

Above ‘Goldfinger’ (1964) ที่มี John Barry ประพันธ์ทำนอง Leslie Bricusse และ Anthony Newley ประพันธ์เนื้อร้อง

‘Diamonds Are Forever’ (1971): บทเพลงทรงพลังของแฟรนไชส์สายลับเจ้าเสน่ห์

Shirley Bassey จาก Goldfinger เป็นผู้กลับมาใช้เสียงร้องอันทรงพลังขับขานตำนานสายลับ James Bond อีกครั้ง และถือว่าเป็นหนึ่งในเพลงธีมของแฟรนไชส์ James Bond ที่ถูกจดจำมากที่สุด จากความสามารถในการถ่ายทอดทั้งความเข้มแข็งและเย้ายวนจนยากจะลืมเลือน และนำมาสู่อาชีพการงานที่โด่งดังถึงขีดสุดของ Bassey เอง โดยหลังจากนี้ Bassey ก็ได้เป็นผู้ร้องเพลงธีม James Bond อีกครั้งใน Moonraker (1979) ซึ่งทำให้เธอเป็นศิลปินคนเดียวที่ร้องเพลงประกอบแฟรนไชส์ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเป็นทางการถึงสามครั้ง และถือได้ว่าเธอคือผู้สร้างสถิตินักร้องที่ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์สายลับคนดังมากที่สุดอย่างแท้จริง

Diamonds Are Forever แตกต่างจากเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond เพลงอื่นๆ ที่เน้นเรื่องความโรแมนติกเป็นหลัก และหลายทศวรรษที่ผ่านมาเพลงนี้มักปรากฏในการอ้างอิงถึงวัฒนธรรมป๊อปและกิจกรรมรำลึกถึง James Bond อยู่เนืองๆ ขณะที่ศิลปินหลายคนก็ได้นำเพลงนี้มาคัฟเวอร์และนำมาทำเป็นเพลงประกอบ เช่น Kanye West เป็นต้น

John Barry นักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond มาอย่างยาวนาน ได้สร้างสรรค์ Diamonds Are Forever ที่มีความไพเราะและซับซ้อน ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับธีมของภาพยนตร์เกี่ยวกับความเย้ายวน อำนาจและการหลอกลวง ขณะที่เนื้อเพลงซึ่งประพันธ์โดย Don Black ได้ใช้ ‘เพชร’ เป็นสัญลักษณ์แทนเสน่ห์เย้ายวนและความเป็นนิรันดร์ เมื่อรวมกับเสียงอันทรงพลังของ Shirley Bassey ก็ยิ่งฉายแสงให้เพลงนี้เปล่งประกายโดดเด่นขึ้น และกลายเป็นอัญมณีล้ำค่าในผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond เสมอมา

อ่านเพิ่มเติม: 6 ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากละครเพลงชื่อดัง ก่อนตีตั๋วชม ‘The Phantom of the Opera’ สิงหาคมนี้

Above ‘Diamonds Are Forever’ (1971) ที่มี John Barry ประพันธ์ทำนอง Don Black ประพันธ์เนื้อร้อง

‘Live and Let Die’ (1973): ทิศทางใหม่ของเพลงประกอบ James Bond

หนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond ที่เร้าใจและมีอิทธิพลมากที่สุด โดยถือเป็นเพลงที่บุกเบิกแนวทางใหม่ในวงการดนตรีของแฟรนไชส์นี้ Live and Let Die ซึ่งขับร้องโดย Paul McCartney และ Wings เป็นการผสมผสานความยิ่งใหญ่ของดนตรีร็อกและออร์เคสตราเข้าไว้ด้วยกันในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในภาพยนตร์ James Bond

Live and Let Die เป็นเพลงประกอบ James Bond เพลงแรกที่ไม่ได้ประพันธ์โดย John Barry แต่ผู้สร้างภาพยนตร์ได้หันไปหาอดีตสมาชิกวง The Beatles, Paul McCartney และวง Wings ของเขาเองเพื่อสร้างสรรค์เพลงประกอบที่มีความร่วมสมัยและมีชีวิตชีวา เพลงนี้แต่งโดย Paul และ Linda ผู้ภรรยา อำนวยการสร้างโดย George Martin ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ The Beatles มาอย่างยาวนาน

Live and Let Die เป็นการผสมผสานสไตล์ดนตรีต่างๆ เข้ากันอย่างยอดเยี่ยม โดยเปลี่ยนจากเพลงบัลลาดเปียโนเบาๆ มาเป็นร็อกหนักแน่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นออร์เคสตราและเร็กเก้ การเปลี่ยนแปลงแนวเพลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ของแฟรนไชส์สายลับคนดัง และเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแอ็กชั่นของภาพยนตร์ เนื้อเพลงแม้จะค่อนข้างเรียบง่ายแต่ก็ถ่ายทอดแก่นแท้ของโลกของ James Bond ได้ โดยเน้นธีมที่ว่าด้วยอันตราย การคิดค้นสิ่งใหม่ และโชคชะตา

Live and Let Die กลายเป็นเพลงฮิตอันดับสองบนชาร์ต Billboard Hot 100 ของสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งแรกที่เพลงในแฟรนไชส์สายลับนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นับเป็นก้าวสำคัญของดนตรีประกอบภาพยนตร์ James Bond ตลอดช่วงหลายปีนั้น ความสำเร็จของเพลงนี้ยังส่งผลต่อทิศทางของเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond ในรุ่นต่อๆ มา โดยกระตุ้นให้ศิลปินได้ทดลองกับแนวเพลงต่างๆ และการเรียบเรียงเพลงที่แปลกใหม่ จนกล่าวได้ว่า Live and Let Die ได้สร้างบรรทัดฐานในการนำศิลปินร็อกและป๊อปร่วมสมัยชื่อดังมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond กระทั่งเป็นประเพณีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

Above ‘Live and Let Die’ (1973) โดย Paul McCartney และภรรยาที่ร่วมประพันธ์เนื้อร้อง

‘Skyfall’ (2012): ความสำเร็จบนเวทีออสการ์

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 บทเพลง Skyfall ซึ่งขับร้องโดย Adele ก็กลายเป็นหนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุด ทั้งยังเป็นเพลง James Bond ที่ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งแรกในสาขา Best Original Song ประจำปี 2013 รวมถึงรางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลแกรมมี่ อีกด้วย

James Bond ภาค Skyfall ซึ่งเป็นเรื่องที่ 23 สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของแฟรนไชส์สายลับคนดัง ในการจัดทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ผู้ผลิตจึงพยายามหาเพลงที่จะเชิดชูมรดกทางดนตรีของซีรีส์นี้ ในขณะเดียวกันก็ต้องการนำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่และร่วมสมัย นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอังกฤษอย่าง Adele จึงได้รับการทาบทามให้ร้องเพลงประกอบ และเธอก็ได้ร่วมเขียนบทเพลงร่วมกับโปรดิวเซอร์ Paul Epworth

เพลงนี้บันทึกเสียงที่ Abbey Road Studios โดยมีวงออร์เคสตรา 77 ชิ้น ทำให้รู้สึกยิ่งใหญ่และเหมือนได้เข้าไปอยู่ในภาพยนตร์ Adele และ Epworth แต่งเนื้อร้องที่สะท้อนถึงธีมของภาพยนตร์เกี่ยวกับการสูญเสีย ความอดทน และการเกิดใหม่ ชื่อเพลง Skyfall เองก็มีความเกี่ยวโยงกับเนื้อเรื่องของภาพยนตร์โดยตรง โดยอ้างอิงถึงบ้านในวัยเด็กของ Bond และความท้าทายส่วนตัวที่เขาเผชิญในภาพยนตร์เรื่องนี้

บทเพลงที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกและน้ำเสียงชวนสะเทือนใจของ Adele ทำให้ Skyfall กลายเป็นเพลงคลาสสิกในทันที เสียงของเธอซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกถ่ายทอดธีมของเพลงเกี่ยวกับความลึกลับและความคิดถึงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เพลงนี้ทรงพลังอย่างมีเอกลักษณ์ และช่วยตอกย้ำถึงพลังของเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond ที่กลายมาเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์การชมภาพยนตร์ การมีส่วนร่วมของ Adele ยังช่วยแนะนำแฟรนไชส์นี้ให้แฟนๆ รุ่นใหม่ได้รู้จักอีกด้วย

Above ‘Skyfall’ (2012) โดย Adele

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด