จากความสำเร็จของ ‘Anora’ หนังนอกกระแสที่ล้มยักษ์และกวาดไปถึง 5 รางวัล พร้อมส่งให้บุคคลผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของหนังเรื่องนี้อย่าง Sean Baker กลายเป็นที่พูดถึงในชั่วข้ามคืน ไปจนถึงคำขอบคุณอันทรงพลังของบรรดาผู้ชนะรางวัล ทั้งสปีชที่กินเวลานานที่สุดในประวัติศาสตร์ สปีชซึ้งๆ ในฐานะ ‘คนแรก’ และ ‘ครั้งแรก’ บนเวทีออสการ์ รวมถึงการใช้โอกาสสำคัญนี้เรียกร้องเพื่ออุดมการณ์บางอย่าง เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน
งานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป นับว่ามีผู้ชมที่รับชมการถ่ายทอดสดมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี สูงถึง 19.7 ล้านคน ภาพยนตร์บางเรื่องแจ้งเกิด ขณะที่บางเรื่องก็ต้องกลับบ้านด้วยความผิดหวัง
‘Anora’ หนังนอกกระแสกลายเป็นม้ามืดคว้ารางวัลใหญ่ของค่ำคืน ขณะที่ Sean Baker กลายเป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จที่สุดบนเวทีออสการ์ประจำปีนี้
นักแสดงมากความสามารถอย่าง Adrien Brody สามารถคว้ารางวัลออสการ์ตัวที่สอง พร้อมกับสปีชขอบคุณที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วน Zoe Saldaña กลายเป็นนักแสดงเชื้อสายโดมินิกันคนแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เช่นเดียวกับ Paul Tazewell ดีไซเนอร์ผิวสีคนแรกที่คว้ารางวัลแต่งกายยอดเยี่ยม
เรายังได้เห็นการเดินทางของ ‘Flow’ แอนิเมชั่นไร้บทสนทนาจากลัตเวียที่มาไกลเกินฝัน เช่นเดียวกับ ‘I'm Still Here’ ที่ทำให้ความฝันของคนบราซิลทั้งประเทศเป็นจริง ส่วนสารคดีฝีมือผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง ‘No other Land’ ก็จุดประกายการเรียกร้องสันติภาพให้กลับคืนสู่ดินแดนปาเลสไตน์และอิสราเอล
ยังไม่นับรวมโชว์เปิดสุดตระการตาจากสองนักแสดงนำแห่ง ‘Wicked’ และไฮไลต์ที่เชื่อว่าคนไทยทุกคนรอคอยกับการแสดงของ ลิซ่า Blackpink บนเวทีออสการ์
และนี่คือ 10 โมเมนต์สุดประทับใจในงานออสการ์ประจำปีนี้
อ่านเพิ่มเติม: สรุปผลรางวัลออสการ์ 2025: ‘Anora’ คว้า 5 รางวัล รวมถึง ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม’
1. ‘Anora’ หนังนอกกระแสที่คว้ารางวัลใหญ่ของค่ำคืน
‘Anora’ ภาพยนตร์นอกกระแส เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำปีล่าสุดจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงานออสการ์ประจำปีนี้ โดยกวาดไปถึง 5 รางวัล จากภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture), ผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director), บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Best Original Screenplay), ตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Film Editing) และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress) จากการสวมบทบาทหญิงขายบริการของ Mikey Madison นักแสดงสาวดาวรุ่งวัย 25 ปี
หนังหยิบยกเรื่องราวของซินเดอเรลล่ายุคใหม่มานำเสนอ ว่าด้วยเรื่องราวของ sex worker สาวนักเต้นระบำเปลื้องผ้า ซึ่งสานต่อความสัมพันธ์กับลูกชายมหาเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลชาวรัสเซีย จนนำไปสู่ความโกลาหลมากมายหลังทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานกัน
นับว่าเป็นความสำเร็จอย่างมากของภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างราว 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 205 ล้านบาท) แต่สามารถทำรายได้ทั่วโลกสูงถึง 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,405 ล้านบาท) เลยทีเดียว นอกจากนี้ หนังยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2024 โดย National Board of Review และสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (AFI) อีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม: 6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Mikey Madison เจ้าของรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมคนล่าสุดของออสการ์

Above ภาพยนตร์ ‘Anora’ คว้า 5 รางวัลใหญ่ของออสการ์มาครองได้สำเร็จ

Above ทีมงานจากภาพยนตร์ ‘Anora’ คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) (ภาพ: Kevin Winter / Getty Images)
2. Sean Baker บุคคลผู้ประสบความสำเร็จที่สุดบนเวทีออสการ์ 2025
เบื้องหลังความสำเร็จของ ‘Anora’ มีหนึ่งบุคคลสำคัญที่ควรต้องกล่าวถึง นั่นคือ Sean Baker ผู้เป็นแทบทุกอย่างของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ คนเขียนบท และคนตัดต่อ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่ก้าวขึ้นไปรับรางวัลออสการ์คนเดียวถึง 4 สาขาในปีนี้ ตั้งแต่รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director), รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Best Original Screenplay), รางวัลตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Film Editing) รวมถึงรางวัลใหญ่อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)
เขาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ภาพยนตร์ขนาดเล็กที่เน้นการเล่าเรื่องผ่านตัวละครธรรมดาๆ ไม่มีดาราระดับ A-list ไม่ได้มีงบประมาณมหาศาล ก็สามารถเทียบชั้นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ได้เหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่คนทำงานต้องมีคือ วิสัยทัศน์อันแหลมคมและทรงพลัง ซึ่ง Sean Baker มีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มเปี่ยม
Sean Baker ได้ขึ้นกล่าวสปีช ขณะรับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมว่า “ขอบคุณทีมนักแสดงที่น่าทึ่ง ที่ทำให้บทที่ผมเขียนมีชีวิตขึ้นมา ขอบคุณคอมมูนิตี้ของ sex worker ที่แบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมขอมอบรางวัลนี้ให้กับพวกคุณ"

Above Sean Baker ผู้ชนะรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมไปถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง ‘Anora’ ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 97 ประจำปี 2025 (ภาพ: Monica Schipper / Getty Images)
เช่นเดียวกับตอนที่เขาขึ้นรับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เขาได้ส่งข้อความบางอย่างไปถึงคนในวงการภาพยนตร์และผู้ชมทุกคนว่า
“เราต่างมาอยู่ที่นี่ในค่ำคืนนี้ และกำลังรับชมการถ่ายทอดสดนี้ นั่นเพราะเรารักภาพยนตร์ และหากถามว่าเราเริ่มตกหลุมรักภาพยนตร์กันตอนไหน คำตอบก็คงเป็นที่ ‘โรงภาพยนตร์’
การได้ชมภาพยนตร์ในโรงหนังร่วมกับผู้ชมคนอื่นๆ นั้นนับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ที่เราสามารถหัวเราะไปด้วยกัน ร้องไห้ไปด้วยกัน หวาดกลัวและตื่นเต้นไปด้วยกัน หรือแม้กระทั่งนั่งเงียบๆ อย่างสิ้นหวังไปด้วยกัน
ในช่วงเวลาที่โลกดูเหมือนจะแตกแยกมากขึ้น ประสบการณ์เหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคย นี่คือประสบการณ์ร่วมที่คุณจะไม่ได้รับจากการชมภาพยนตร์ที่บ้าน
ขณะนี้มีโรงภาพยนตร์จำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบาก โดยเฉพาะโรงหนังอิสระ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพวกเราที่ช่วยซัพพอร์ตพวกเขา ในช่วงวิกฤติโรคระบาด เราสูญเสียโรงภาพยนตร์ไปเกือบ 1,000 แห่งในสหรัฐฯ และเรายังคงสูญเสียมันไปอย่างต่อเนื่อง หากเราไม่หยุดยั้งแนวโน้มนี้ เราจะสูญเสียส่วนสำคัญของวัฒนธรรมเราไป
ผมขอเรียกร้องให้ ผู้สร้างภาพยนตร์..ได้โปรดสร้างหนังเพื่อฉายบนจอใหญ่ต่อไป
ขอให้ผู้จัดจำหน่าย..ได้โปรดให้ความสำคัญกับการฉายหนังในโรงภาพยนตร์เป็นอันดับแรก
ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง..ได้โปรดพาลูกๆ ของคุณไปสัมผัสภาพยนตร์ในโรงหนัง เราจะได้มีคนรักหนังและคนทำหนังรุ่นต่อๆ ไปเกิดขึ้น
มาช่วยทำให้ประสบการณ์การชมภาพยนตร์ยังคงอยู่ต่อไปด้วยกันนะครับ”
ก่อนลงจากเวที Sean Baker ได้กล่าวปิดท้ายด้วยประโยคน่ารักๆ ว่า
“แม่ของผมเป็นคนพาผมไปรู้จักกับ ‘ภาพยนตร์’ ตั้งแต่ผมอายุ 5 ขวบ และวันนี้ก็เป็นวันเกิดแม่ผมด้วย สุขสันต์วันเกิดนะครับแม่ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง รักแม่ และรางวัลนี้เพื่อแม่ครับ”
3. Adrien Brody กับออสการ์ตัวที่สอง และสปีชที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์
หลัง Adrien Brody สามารถกวาดรางวัลนักแสดงนำชายจากเวทีใหญ่ๆ ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น Golden Globe Award, BAFTAs และ Critics Choice Awards ในที่สุดเขาก็ยังสามารถคว้ารางวัลออสการ์ในสาขาเดียวกันได้สำเร็จ โดยเขาสวมบทบาทผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวฮังการี-ยิว ซึ่งอพยพไปยังสหรัฐอเมริกาในภาพยนตร์เรื่อง ‘The Brutalist’
นี่ถือเป็นรางวัลออสการ์ครั้งที่สองของเขาในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor) หลังจากเคยได้รับรางวัลนี้จากภาพยนตร์เรื่อง ‘The Pianist’ (2002) ขณะอายุเพียง 29 ปี ซึ่งถือเป็นผู้ชนะรางวัลในสาขาดังกล่าวที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้นด้วย
นักแสดงชาวอเมริกันวัย 51 ปี ผู้นี้ใช้เวลาส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์กล่าวถึงความคิดที่ว่า บางทีเขาอาจไม่มีโอกาสกลับมารับรางวัลออสการ์อีกครั้ง
“การเป็นนักแสดงนั้นเป็นอาชีพที่เปราะบางมาก มันดูหรูหราในสายตาคนทั่วไป ซึ่งในบางช่วงเวลาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการมีโอกาสกลับมายืนอยู่ตรงนี้ คือไม่ว่าคุณจะอยู่จุดไหนของอาชีพ ไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จเพียงใด ทุกสิ่งก็สามารถหายไปได้ในพริบตา ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ค่ำคืนนี้กลายเป็นค่ำคืนพิเศษ คือการได้ตระหนักถึงสิ่งนี้ รวมถึงความรู้สึกขอบคุณที่ผมยังคงได้ทำงานที่ผมรัก”
Adrien Brody ได้เรียกร้องถึงความรักความสามัคคีของผู้คน โดยเชื่อมโยงเรื่องราวในหนังทั้งสองเรื่องที่เขาเคยคว้ารางวัล กับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดร้าย “ผมมายืนอยู่ที่นี่อีกครั้ง เพื่อเป็นตัวแทนของบาดแผลที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ผลกระทบของสงครามและการกดขี่ รวมถึงการต่อต้านชาวยิวและการเหยียดเชื้อชาติ”
เมื่อเขากล่าวจบ เขาดูเหมือนจะตระหนักได้ว่า ตัวเองยืนอยู่บนเวทีมานานพอสมควรแล้ว “โอเค ผมจะไปแล้วนะ ขอบคุณทุกคนมาก” เขากล่าวปิดท้าย “มาร่วมกันต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง จงยิ้มต่อไป รักกันต่อไป และมาร่วมสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน”
ในท้ายที่สุด สุนทรพจน์ของ Adrien Brody กลายเป็นคำกล่าวขอบคุณที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสการ์ โดยมีความยาวทั้งสิ้น 5 นาที 40 วินาที
4. Zoe Saldaña กับคำกล่าวสุดซึ้งของนักแสดงเชื้อสายโดมินิกันคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์
แม้หนึ่งในภาพยนตร์ตัวเต็งอย่าง ‘Emilia Pérez’ จะอกหักจากเวทีออสการ์ หลังมีชื่อเข้าชิงมากถึง 13 รางวัล แต่กลับคว้ามาได้เพียง 2 รางวัลเท่านั้น ได้แก่ รางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Song) และรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Best Supporting Actress) จาก Zoe Saldaña ผู้รับบท Rita ทนายสาว ที่ให้ความช่วยเหลือเจ้าพ่อยาเสพติดชาวเม็กซิกันในการจัดการสิ่งต่างๆ หลังเขาตัดสินใจแปลงเพศและแกล้งหายตัวไปเริ่มชีวิตใหม่
โดยนี่เป็นการเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งแรกของ Zoe Saldaña ซึ่งเธอได้มอบสปีชอันแสนประทับใจทั้งน้ำตา เกี่ยวกับภูมิหลังและตัวตนของเธอ
“คุณยายของฉันเดินทางมายังประเทศนี้ในปี 1961 ฉันภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกของผู้อพยพ พ่อแม่ของฉันเดินทางมาพร้อมกับความฝัน ศักดิ์ศรี และสองมือที่ทำงานหนัก ฉันเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายโดมินิกันคนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ และฉันรู้ดีว่าฉันจะไม่ใช่คนสุดท้าย
การที่ฉันได้รับรางวัลจากบทบาทที่ฉันต้องร้องเพลงและพูดภาษาสเปน คงจะทำให้คุณยายของฉันดีใจมาก หากเธอยังอยู่ที่นี่ และนี่คือรางวัลสำหรับเธอ"
5. Paul Tazewell ดีไซเนอร์ผิวสีคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์
อีกหนึ่งความประทับใจที่ทำให้หลายคนในโรงละครดอลบี เธียเตอร์ ถึงกับต้องลุกขึ้นปรบมือ คือการคว้ารางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมของ Paul Tazewell ดีไซเนอร์ชาวแอฟริกันอเมริกันวัย 60 ปี ซึ่งเป็นการชนะรางวัลออสการ์ครั้งแรก และทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่สามารถคว้ารางวัลใหญ่ด้านศิลปะการแสดงได้ครบทั้ง 3 เวที* ได้แก่ Academy Award (Oscars), Primetime Emmy Award และ Tony Award
"นี่เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ผมเป็นชายผิวดำคนแรกที่ได้รับรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายจากผลงานในเรื่อง ‘Wicked’ ผมภูมิใจกับสิ่งนี้มาก รางวัลนี้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับผม ขอบคุณมากครับ"
*EGOT เป็นคำเรียกของรางวัลใหญ่ด้านศิลปะการแสดงทั้ง 4 เวที อันประกอบด้วย Emmy, Grammy, Academy Award, และ Tony Award (แต่เวที Grammy ไม่มีรางวัลด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย)
6. ‘I'm Still Here’ ภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมจากประเทศบราซิล
หลายคนอาจได้เห็นภาพชาวบราซิลจำนวนมากมายมหาศาล ออกมาโห่ร้องแสดงความดีใจกลางถนน หลังทราบว่าภาพยนตร์จากประเทศของพวกเขาอย่าง ‘I'm Still Here’ สามารถคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม (Best International Feature Film) มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก หลังภาพยนตร์จากดินแดนแซมบ้าเคยเข้าชิงในสาขาดังกล่าวมาแล้วถึง 5 ครั้ง นับเป็นความยินดีอย่างมากของประชาชนทั้งประเทศ
โดย ‘I'm Still Here’ เป็นภาพยนตร์ชีวประวัติทางการเมืองของบราซิล ซึ่งเล่าถึงรูเบนส์ ไพวา (Rubens Paiva) นักการเมืองผู้ถูกจับตัวไปจากบ้าน ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร เมื่อปี 1971 ในช่วงยุคเผด็จการทหารของบราซิล และไม่เคยถูกพบเห็นอีกเลย
ชัยชนะของหนังเรื่องนี้ยังทำให้ วอลเตอร์ เซลส์ (Walter Salles) ผู้กำกับหนัง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักทำหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของบราซิล สามารถคว้ารางวัลออสการ์ได้เป็นครั้งแรก หลังจากผลงานเรื่อง ‘Central Station’ (1998) เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาเดียวกันก่อนหน้านี้
“ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณในนามของวงการภาพยนตร์บราซิล ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ และได้อยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ รางวัลนี้ขอมอบให้กับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากต้องเผชิญกับความสูญเสียภายใต้ระบอบเผด็จการ เธอเลือกที่จะไม่ยอมจำนน แต่เลือกที่จะต่อสู้ ดังนั้นรางวัลนี้เป็นของเธอ เธอชื่อ Eunice Paiva รวมถึงรางวัลนี้ยังเป็นของผู้หญิงที่น่าทึ่งสองคนที่ทำให้เธอมีชีวิตขึ้นมาในภาพยนตร์ นั่นคือ Fernanda Torres และ Fernanda Montenegro (สองนักแสดงนำ)”
7. ‘Flow’ แอนิเมชั่นไร้บทสนทนา ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์ได้สำเร็จ
‘Flow’ กลายเป็นภาพยนตร์ม้ามืดจากประเทศลัตเวียที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางบนเวทีโลก โดยสามารถเอาชนะค่ายแอนิเมชั่นยักษ์ใหญ่ จนสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม (Best Animated Feature Film) มาครองได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นออสการ์ตัวแรกของประเทศลัตเวียด้วยเช่นกัน
แอนิเมชั่นแนวผจญภัยที่ไม่มีบทสนทนาเรื่องนี้ เล่าเรื่องราวของมิตรภาพและความไว้วางใจผ่านแมวที่พลัดถิ่นจากน้ำท่วม ซึ่งต้องหาทางเอาชีวิตรอดบนเรือที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ โดยทั้งหมดต้องร่วมมือกัน แม้จะมีความแตกต่างกันก็ตาม
Gints Zilbalodis ผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง ‘Flow’ ขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณโปรแกรม Blender ที่ใช้ในการสร้างผลงานเรื่องนี้ ตลอดจนขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ รวมไปถึงแมวและสุนัขของเขา
“ผมรู้สึกซาบซึ้งกับการตอบรับอันอบอุ่นที่ภาพยนตร์ของพวกเราได้รับ และหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้กับผู้สร้างแอนิเมชั่นอิสระทั่วโลก นี่เป็นครั้งแรกที่ภาพยนตร์จากลัตเวียได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง ดังนั้นมันจึงมีความหมายกับเรามาก”
ก่อนที่ผู้กำกับหนุ่มวัย 30 ปีจะทิ้งท้ายด้วยข้อความบางอย่างไปถึงผู้คนทั่วโลก
“จริงๆ พวกเราก็ต่างอยู่ในเรือลำเดียวกัน เราควรต้องก้าวข้ามความแตกต่าง และหาทางทำงานร่วมกันให้ได้”
8. ‘No other Land’ สารคดีฝีมือผู้กำกับหน้าใหม่ กับการเรียกร้องเพื่อสันติภาพ
ภาพยนตร์สารคดีฝีมือการกำกับครั้งแรกของสี่ผู้กำกับและนักเคลื่อนไหวชาวปาเลสไตน์-อิสราเอล ได้แก่ Yuval Abraham, Basel Adra, Rachel Szor และ Hamdan Ballal ซึ่งทำให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงการต่อต้านสงครามและความขัดแย้ง
“เราขอเรียกร้องให้โลกดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อยุติความอยุติธรรมทั้งหลาย และยุติการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์”
“เมื่อประมาณสองเดือนที่แล้ว ผมเพิ่งได้เป็นพ่อ และความหวังของผมสำหรับลูกสาวคือเธอจะไม่ต้องใช้ชีวิตแบบเดียวกับที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้” Basel Adra นักข่าวและนักเคลื่อนไหวชาวปาเลสไตน์กล่าวด้วยนำ้เสียงแห่งความหวัง
“ ‘No Other Land’ สะท้อนความเป็นจริงอันโหดร้ายที่พวกเราต้องอดทนมานานหลายทศวรรษ และยังคงต่อสู้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง”
ขณะที่ Yuval Abraham นักข่าวชาวอิสราเอล เล่าว่า “เราสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งในฐานะชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล เพราะเราเชื่อว่าเมื่อเรารวมพลังกัน เสียงของเราจะดังขึ้น เรามองเห็นกันและกัน เราเห็นการทำลายล้างกาซาและประชาชน เราเห็นตัวประกันชาวอิสราเอลที่ถูกลักพาตัวอย่างโหดร้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องยุติลง”
นอกจากนั้น เขายังชี้ให้เห็นว่า ตัวเขา และ Basel Adra มีชีวิตที่ ‘ไม่เท่าเทียมกัน’
“เราดำรงชีวิตภายใต้ระบอบที่ผมมีเสรีภาพภายใต้กฎหมายพลเรือน ขณะที่ Basel ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทหารที่ทำลายชีวิตของเขา และเขาไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย เราเชื่อว่าจริงๆ แล้ว ยังมีเส้นทางที่ต่างออกไป นั่นคือทางออกทางการเมือง ซึ่งปราศจากอำนาจสูงสุดของเชื้อชาติ และให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนของทั้งสองฝ่าย”
9. ลิซ่า Blackpink คือศิลปิน K-pop คนแรกบนเวทีออสการ์
ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า Blackpink สร้างความประทับใจด้วยการแสดงอันโดดเด่น เพื่ออุทิศให้กับแฟรนไชส์ภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง ‘James Bond’ รวมถึงโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพลของภาพยนตร์ชุดนี้ ทั้ง Barbara Broccoli และ Michael G. Wilson
โดยลิซ่าขึ้นเวทีเพื่อขับร้องเพลง ‘Live and Let Die’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘James Bond’ ปี 1973 ซึ่งขับร้องโดย Paul McCartney & Wings ขณะที่เวอร์ชั่นของลิซ่าเต็มไปด้วยพลังและท่าเต้นสุดอลังการ ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคน
นอกจากนี้ เธอยังเป็นศิลปิน K-pop คนแรกที่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีออสการ์ โดยร่วมแสดงกับ Doja Cat และ Raye ซึ่งขับร้องเพลงธีม James Bond อื่นๆ ทั้ง ‘Diamonds Are Forever’ และ ‘Skyfall’ ตามลำดับ
10. โชว์เปิดจากสองนักแสดงนำในภาพยนตร์มิวสิคัล ‘Wicked’
บรรยากาศต่างๆ ของค่ำคืนคงไม่ได้เริ่มต้นอย่างราบรื่น หากปราศจากการแสดงเปิดอันสุดแสนประทับใจของ Ariana Grande และ Cynthia Erivo ที่ได้ยกย่องมรดกของละครเพลง ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากโลกแห่งพ่อมดออซ
โดย Ariana Grande ปรากฏตัวในชุดเดรสสีแดงระยิบระยับ ที่ชวนให้นึกถึงรองเท้าแก้วของเด็กสาวอย่าง ‘โดโรธี’ และเริ่มต้นด้วยการขับร้องบทเพลงคลาสสิก ‘Somewhere Over the Rainbow’ ด้วยนำ้เสียงอันหวานใสและก้องกังวานเช่นเคย
จากนั้น Cynthia Erivo ได้ขึ้นเวทีเพื่อขับร้องเพลง ‘Home’ จากละครเพลง The Wiz กับเสียงอันทรงพลัง ก่อนที่การแสดงเปิดจะจบลง ด้วยการร้องเพลงคู่ ‘Defying Gravity’ ซึ่งเป็นเพลงไอคอนิกจากภาพยนตร์ ‘Wicked’ ซึ่งพวกเธอแสดงนำ
การแสดงเปิดนี้ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของค่ำคืน และช่วยส่งผลให้พิธีมอบรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 นี้มีผู้ชมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี ถึง 19.7 ล้านคนที่รับชมการถ่ายทอดสด
Topics





