ก้าวสู่ปีที่ 11 จากค่ายหนังอารมณ์ดี สู่ค่ายหนังแห่ง “ความเชื่อใจ” Tatler ชวนคุยกับ จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GDH กับการผจญภัยในน่านน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลมากกว่าที่เคย
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเติบโตขึ้นมาพร้อมกับผลงานภาพยนตร์คุณภาพจาก GDH หนังหลายเรื่องเชื่อมโยงประสบการณ์ ความทรงจำ และทำให้เรารู้สึกอินไปกับตัวละครและเรื่องราวมากมายที่ไม่ต่างจากชีวิตจริง
เราอาจเคยอมยิ้มไปกับการแอบชอบใครสักคนใน แฟนเดย์ (2016) เคยลังเลกับความรักที่เป็นมากกว่าคำว่าเพื่อนใน Friend Zone (2019) เคยกระโจนขวัญผวาไปกับ ร่างทรง (2021) เคยตื่นเต้นกับกลยุทธ์อันแยบยลใน ฉลาดเกมส์โกง (2017) เคยร้องไห้จนท่วมโรงใน หลานม่า (2024) และอ้าปากค้างกับทุกซีนที่สุดทางใน วิมานหนาม (2024)
อ่านเพิ่มเติม: เจาะเบื้องหลังรันเวย์กับ 10 เรื่องลับจากหนัง ‘The Devil Wears Prada’ ที่คุณอาจไม่เคยรู้!

Above ภาพยนตร์ แฟนเดย์ (2016)

Above ภาพยนตร์ Friend Zone (2019)

Above ภาพยนตร์ ร่างทรง (2021)

Above ภาพยนตร์ วิมานหนาม (2024)
ผลงานอันโดดเด่นต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีจุดกำเนิดจากบ้านหลังเดียวกัน และในวาระครบรอบ 10 ปี GDH เราพาไปพูดคุยกับผู้หญิงที่ยืนอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท GDH 559 และหนึ่งใน Tatler’s Most Influential (TMI) ผู้เป็นทั้งหัวเรือใหญ่ และในหลายช่วงเวลายังเป็นเสมือน “แม่” ของคนทำหนังรุ่นใหม่หลายเจเนอเรชั่น
บทสนทนาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของความสำเร็จ หากเป็นทั้งช่วงเวลาแห่งความสุข ความอดทน หยาดเหงื่อ รอยยิ้มในการบ่มเพาะต้นกล้าเล็กๆ จนเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่ผู้คนในวงการมากมาย ตลอดจนการเดินทางสู่ทศวรรษใหม่หลังจากนี้ ที่เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำหนังไทยให้คนไทยรัก แต่คือทำให้ทั้งโลก “เชื่อใจ” หนังไทยมากขึ้นกว่าที่เคย…
อ่านเพิ่มเติม: บทสนทนาครั้งแรกในประเทศไทยของ Tatler Front & Female “Give to Gain” พลังของผู้หญิงเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

Above จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท GDH 559 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
จุดเริ่มต้นของโอกาส
ภายในซอยสวัสดีทวีสุข บ้านหลังใหญ่สีขาวและสนามหญ้าสีเขียวอันคุ้นเคย ชวนให้เรารู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้มาเยือน ที่นี่ไม่ใช่แค่ออฟฟิศเก๋ๆ ใจกลางสุขุมวิท แต่คือบ้านหลังที่สองของผู้กำกับหนัง โปรดิวเซอร์ ทีมเขียนบท นักแสดง และคนทำงานภาพยนตร์กว่าร้อยชีวิต
โถงทางเข้าถูกประดับประดาด้วยกรอบรูปผลงานภาพยนตร์นับร้อยเรื่อง นับตั้งแต่ยุคของ GTH สู่ GDH ในปัจจุบัน อีกทั้งถ้วยรางวัลภาพยนตร์ระดับประเทศและนานาชาติมากมาย ซึ่งเรียงรายอยู่ในตู้โชว์ของห้องประชุม คือหนึ่งในเครื่องการันตีความสำเร็จสำหรับทศวรรษที่ผ่านมาของ “ค่ายหนังแห่งนี้” ได้อย่างดีทีเดียว
“จุดเริ่มต้นในการทำหนังของพี่ มาจากการที่ได้รับโอกาส พี่ได้รับโอกาสจากพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) ให้มาช่วยทำ ความฝัน ในการทำให้หนังไทยเป็น ‘อาชีพ’ ที่เกิดขึ้นได้จริง” จินาเริ่มต้นบทสนทนาด้วยแววตาของความมุ่งมั่นตั้งใจ

Above เก้ง จิระ มะลิกุล โปรดิวเซอร์คนเก่งแห่ง GDH

Above ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับจินา โอสถศิลป์
“เราทุกคน ทั้งพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล), พี่ฝิ่น (เช่นชนนี สุนทรศารทูล), พี่สิน (ยงยุทธ ทองกองทุน), เอ๋ (ปรียาวรรณ ภูวกุล), เดียว (วิชชพัชร์ โกจิ๋ว), วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) และน้องๆ ทีมงานรุ่นแรกทุกคนที่ได้รับโอกาสจาก 3 ท่านนี้ คือ พี่บูลย์ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม), พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง), คุณวิสูตร (วิสูตร พูลวรลักษณ์) ในการก่อร่างสร้างบริษัทไปด้วยกัน แม้จะเต็มไปด้วยการลองผิดลองถูก แต่เราก็ได้เติบโตและเรียนรู้ทุกอย่าง ด้วยเป้าหมายว่า เราอยากทำหนังที่มีคุณภาพและเป็นอาชีพให้ได้”
“พี่เก้งบอกเสมอว่า หนังที่เราจะต้องทำ คือหนังที่ทำให้คนดูเข้าใจเรื่องราวและสื่อสารกับคนดู เพื่อให้เขารู้สึกอินไปกับหนังและตัวละครของเรา และเมื่อดูหนังจบ นอกจากความสุขความประทับใจแล้ว เขายังได้ข้อคิดและแรงบันดาลใจ เพื่อกลับไปใช้ในชีวิตให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและผู้คนรอบข้าง นั่นถือว่าเราทำหน้าที่ของหนังได้อย่างสมบูรณ์” (ยิ้ม)

Above ภาพบรรยากาศในอดีตสมัยยังเป็น GTH

Above ภาพบรรยากาศในอดีตสมัยยังเป็น GTH
กว่าจะเป็นหนังแต่ละเรื่อง
เบื้องหลังภาพยนตร์ทุกเรื่องของ GDH เรียกว่าต้องฟันฝ่าด่านอรหันต์มากมาย ทั้งการรับรองจากทีมงานต่างๆ ทั้งทีมคอนเทนต์ ทีมโปรดักชั่น ทีมจัดจำหน่าย ทีมบริหาร ฯลฯ เพื่อให้เป็นเสียงที่มาจากทุกฝ่ายจริงๆ
จินา เล่าว่า คณะกรรมการ (committee) ด่านแรกที่สำคัญ ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณา pitch deck ของโปรเจ็กต์ภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ประกอบด้วย head of content นำทีมโดย เป็ด ทศพล ทิพย์ทินกร (ผู้เขียนบท หลานม่า) และทีมคอนเทนท์มากฝีมือที่ช่วยดูภาพรวม big idea ของหนัง ไม่ว่าจะเป็น โอ๋ เบญมาภรณ์ สระบัว (ผู้เขียนบท บุพเพสันนิวาส 2), เดียว วิชชพัชร์ โกจิ๋ว (หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน), โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล (ผู้กำกับ พี่มาก..พระโขนง), เมษ ธราธร (ผู้กำกับ ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้) และ พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ (ผู้กำกับ หลานม่า) ฯลฯ
“พี่เก้งจะพูดกับเราทุกครั้งว่า ทำหนังต้องมี big idea ที่ดี เราจะต้องมีความแปลก สด ใหม่ และอย่างน้อยต้องทำให้ดีกว่าเรื่องเดิมหรือเรื่องสุดท้ายที่เราทำ มันต้องมีมายด์เซ็ตของความอยากจะเอาชนะงานเดิมๆ ที่เป็นมาตรฐานของเราให้ได้ ซึ่งก็แลกมาด้วยความท้าทายที่ทุกคนต้องทำงานหนัก เพื่อจะอัปเลเวลผลงานขึ้นไปอีกขั้น”

Above ส่วนหนึ่งของทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับของ GDH
เมื่อ pitch deck ผ่านการพิจารณาของทีมคอนเทนต์ ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของทีมอื่นๆ อาทิ ทีมโปรดักชั่น ทีมจัดจำหน่ายทั้งในและนอกประเทศ ทีมคอร์ปอเรต ทีมพัฒนาธุรกิจ เพื่อดูว่าไอเดียนี้สามารถไปต่อในเชิงธุรกิจได้หรือไม่ จะมีคนดูเยอะไหม และต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ทุกคนก็จะนำสิ่งนี้กลับไปทำการบ้าน
หากฝ่ายต่างๆ “ไฟเขียว” ก็จะผ่านไปสู่ขั้นตอนการทำทรีตเมนต์ (treatment) หรือเอกสารสรุปเนื้อเรื่องแบบละเอียด ซึ่งเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบให้เข้าใจภาพรวมของเรื่อง เพียงแต่ยังไม่มีบทพูด (dialogue) โดย head of content จะนำสิ่งนี้ไปคุยกับโปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับ เพื่อทำออกมาเป็นทรีตเมนต์ที่อาจมีหลายเวอร์ชั่น จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่บทภาพยนตร์ (script) ที่พร้อมสำหรับการถ่ายทำในที่สุด
“เวลาทำหนังแต่ละเรื่อง เราต้องมีการทำ feasibility ว่า หนังเรื่องนี้จะไปรอดไหม องค์ประกอบต่างๆ แข็งแรงพอไหม และทำอย่างไรที่จะไม่ให้หนังขาดทุน สมัยก่อนเราอาจตัดสินใจจาก gut feeling โปรดิวเซอร์และผู้กำกับรู้สึกว่าโปรเจ็กต์นี้ดี เราก็ทำ แต่ยุคสมัยนี้มันมีปัจจัยหลายอย่างว่า การที่หนังเรื่องหนึ่งจะประสบความสำเร็จ ควรจะได้ทั้งชื่อเสียงและมีคนดูมากมาย ซึ่งควรจะมากไปกว่าแค่ในประเทศไทย โดยจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ยืนยันได้ว่า การทำหนังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกครั้งที่เราทำหนังใหม่ เราเริ่มต้นใหม่เสมอ เพียงแต่สิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด คือการที่ทุกคนในทีมต้องมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน และตั้งใจทำให้มันไปสุดทาง… เท่าที่จะทำได้” หัวเรือใหญ่ของ GDH กล่าวด้วยรอยยิ้ม

Above จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท GDH 559 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
บทเรียนจาก (สอง) ทศวรรษที่ผ่านมา
ประวัติศาสตร์และปรากฏการณ์ของค่ายหนังคุณภาพอย่าง GDH นั้นเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเราอาจจะต้องนับย้อนไปถึงช่วงเวลาตั้งแต่ยุคของ GTH (2004 - 2015) ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญในการบ่มเพาะบุคลากรคุณภาพของ GDH มากมายในเวลาต่อมา
“พี่คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เราเป็นเหมือน ‘แม่’ ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว จากวันแรกที่ทำหนังกันไม่เป็น จนได้ลองผิดลองถูก เรียกว่าเจ็ดปีแรกเป็นช่วงล้มลุกคลุกคลานเลยก็ว่าได้ ทำหนังเยอะมาก แปดเรื่องต่อปี จนทำไม่ไหว ก็ต้องค่อยๆ ขยับลงมาจนรู้ว่าสเกลประมาณไหนที่ทำได้ และทำให้เริ่มเข้าใจคนดูมากขึ้น GDH ค่อยๆ สร้างคน สร้างทีม สร้างผู้กำกับ รวมถึงทำงานร่วมกับทีมโปรโมตที่พร้อมจะถกเถียงกัน เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับหนัง แต่พอภาพยนตร์เริ่มมีรายได้ติดกันหลายๆ เรื่อง ก็มีเหตุการณ์ที่บริษัทต้องปิดตัวลง...”

Above “โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” เพื่อเฉลิมฉลองความทรงจำกว่า 20 ปี ของ GTH และ GDH ผ่าน 100 บทเพลง จาก 94 ภาพยนตร์ที่อยู่ในความทรงจำ วันที่ 14 มิถุนายนนี้

Above ภาพถ่ายในโอกาสฉลองครบรอบ 1 ปี GDH
จินาเผยว่า แม้จะต้องเริ่มก่อร่างสร้างตัวใหม่อีกครั้ง แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทำให้เราเข้าใจหลายๆ อย่างมากขึ้น และช่วยให้ทุกคนมีเวลาประณีตบรรจงมากขึ้น จนเริ่มมีความสำเร็จเข้ามาในที่สุด
“ตอนนั้นเรารู้แล้วว่า เราต้องสร้างทีมรุ่นใหม่ทั้งหมดอีกรอบนึง เราได้ผู้กำกับใหม่มาเจ็ดคน ทำหนังเจ็ดเรื่อง มีพี่ๆ ผู้กำกับลงมาช่วยเป็นโปรดิวเซอร์ ทั้งพี่เก้ง, วัน, โต้ง, และบาส ลงมาช่วยผู้กำกับรุ่นใหม่ เราเชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีความสามารถและเขาทำงานเร็ว เพราะเขาสามารถนำความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มาช่วยในการทำงานได้ดีขึ้น”
“สิ่งสำคัญในการทำงานยุคนี้ แม้ว่าเราจะพยายามสร้างผลงานที่ประณีตบรรจง แต่ในความประณีตนั้นก็ต้องอาศัยความรวดเร็ว แต่ก่อนเราอาจมองว่าคุณภาพต้องดีที่สุด เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น แต่เดี๋ยวนี้สิ่งที่คิดว่าดีที่สุดก็อาจจะตกยุคได้ เพราะเทรนด์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น มายด์เซ็ตของเราเองก็ต้องเปลี่ยน ต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และให้โอกาสกับคนรุ่นต่อๆ ไป”

Above GDH LINEUP 2025 LOOK FORWARD รุก (เกิน) คาด เปิดตัวหนังเรื่องใหม่ 5 เรื่อง 5 รส ตลอดทั้งปี 2025

Above GDH LINEUP 2025 LOOK FORWARD รุก (เกิน) คาด เปิดตัวหนังเรื่องใหม่ 5 เรื่อง 5 รส ตลอดทั้งปี 2025
กระนั้นก็ดี ภาพความสำเร็จและเส้นทางเบื้องหน้าที่ดูสดใส กลับถูกแทนที่ด้วย new normal แทบจะในทันที ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่โรงหนังต้องปิดเพราะสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มต่างๆ ที่บุกเข้ามาในไทย กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และทำให้ทีมงานทุกฝ่ายต้องลุกขึ้นมาปรับตัว
“จริงๆ มองย้อนกลับไป สิ่งเหล่านี้คือโอกาสสุดๆ เป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ ปรับตัว และไปต่อ ไม่อย่างนั้นเราอาจไม่มีทางเดินมาถึงวันนี้ได้เลย”
จินาอธิบายว่า สิ่งแรกคือการที่แพลตฟอร์มให้โอกาสกับ GDH ในฐานะคนทำหนังเป็นอาชีพ “เขาพาหนังของเราไปเจอกับผู้ชมที่กว้างขึ้น ในน่านน้ำหรือประเทศที่เราไปเองไม่ได้ ความเกื้อกูลนั้นยังรวมไปถึง กรณีที่เราอยากทำคอนเทนต์ที่ดีมากๆ เทียบเท่ามาตรฐานสากล อย่างซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน Mad Unicorn (2025) โดยผู้กำกับ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ หากไม่มีแพลตฟอร์มอย่าง Netflix เข้ามาช่วย เราก็คงทำเองไม่ไหว เนื่องจากทุนสร้างที่มหาศาล”
นอกจากนั้น แพลตฟอร์มยังพาผลงานของ GDH ไปพบเจอกับผู้คนเก่งๆ ทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน
“หลายคนพอได้เห็นหนังของเรา เขาก็อยากชวนมาพัฒนาโปรเจ็กต์ต่างๆ ร่วมกัน ที่สำคัญคือเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานระดับโลก ตั้งแต่วิธีการในการเจรจา ประสบการณ์การทำงาน การพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างโปรดิวเซอร์ของเรากับโปรดิวเซอร์ของเขา ซึ่งสำหรับพี่มันคือโอกาส และหากเราทำโอกาสนี้ได้ดี ก็เชื่อว่าเราจะได้รับโอกาสต่อๆ ไป” (ยิ้ม)

Above ซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน Mad Unicorn (2025)
น่านน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล
หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญที่เป็นเสมือนความหวังให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือการที่หนังไทยหลายๆ เรื่อง ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ นับตั้งแต่ ฉลาดเกมส์โกง (2017) ที่ทำรายได้อย่างถล่มทลายในประเทศจีน และทำรายได้รวมทั่วโลกเกือบ 2 พันล้านบาท กระทั่งล่าสุด หลานม่า (2024) ซึ่งนอกจากจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ผ่านเข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้ายบนเวทีออสการ์ (Oscar shortlist) ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมแล้ว ยังกวาดรายได้ทั่วโลกมากกว่า 2.5 พันล้านบาทอีกด้วย
“จริงๆ หนังไทยเราเดินทางไปต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่พอวันที่ ฉลาดเกมส์โกง ไปประสบความสำเร็จที่จีน เรียกว่ามันสร้างแรงกระเพื่อมให้กับคนทำงานได้รู้ว่า อ๋อ จริงๆ แล้ว ถ้าหนังเล่าประเด็นที่เป็นสากล ก็สามารถก้าวข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรมไปได้ เลยคิดมาตลอดว่า วันหนึ่งเราอยากพาหนังไทยไปเวทีโลก ซึ่งไม่ใช่แค่โอกาสของ GDH แต่รวมถึงอุตสาหกรรมหนังไทยทั้งหมดด้วย”

Above ภาพยนตร์ ฉลาดเกมส์โกง (2017) กวาดรายได้อย่างถล่มทลายในประเทศจีน

Above ภาพยนตร์ หลานม่า (2024) สร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ผ่านเข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้ายบนเวทีออสการ์ (Oscar shortlist)
GDH ตัดสินใจสร้างทีม BD (Business Development) ขึ้นมา เพื่อต้องการพาหนังไทยไปให้ไกลมากขึ้น… มากกว่าแค่นำหนังไป “ขาย” หรือ “ฉาย” เท่านั้น จนกระทั่งวันที่หนังครอบครัวเล็กๆ อย่างหลานม่าโชคดีกลายเป็นไวรัล และสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชม จนสามารถทลายกรอบทางภาษาและวัฒนธรรมในหลายๆ ประเทศได้สำเร็จ
“พี่รู้สึกว่า เฮ้ย พวกเรายังต้องเดินทางต่อ ยังมีน่านน้ำอีกมากมายเลยที่เรายังไปไม่ถึง เราอยากเจอคนที่เก่งกว่าเรา อยากเจอนักลงทุน อยากเจอโปรดักชั่นเฮาส์ หรือสตูดิโอที่เก่งกว่าเรา และเขาให้โอกาสเราได้เข้าไปจอย ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลากหลายประเทศ ได้เรียนรู้จากเขา เพื่อให้เขาพาเราออกไปสู่น่านน้ำที่ใหญ่ขึ้น ไปในที่ที่เรายังไม่เคยไป
“อย่างตอนนี้ก็มีภาพยนตร์ 50 First Dates (2026) ที่เราทำร่วมกับ Sony Pictures รวมถึงโปรเจ็กต์ที่พัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Miramax, iQIYI และยังมีอีกหลายๆ โปรเจ็กต์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งเราก็อยากทำให้ดีที่สุด เพื่อให้เราเก่งขึ้น ให้เขายอมรับในผลงานของเรามากขึ้น และเพื่อให้หนังไทยไปปรากฏในสายตาของชาวโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ” (ยิ้ม)

Above ภาพยนตร์ โกฮัง (2026) หนึ่งในผลงานเรื่องใหม่ของ GDH

Above ภาพยนตร์ ทายาทอสูร Inherit (2026) หนึ่งในผลงานเรื่องใหม่ของ GDH
ค่ายหนังแห่ง “ความเชื่อใจ”
ทศวรรษหนึ่งผ่านไป เราต่างก็กลายเป็นเด็กน้อยที่นับอายุเริ่มต้นใหม่ จินาเล่าว่า ข้อดีของความเป็นเด็ก คือความบริสุทธิ์ กล้าคิด กล้าทำ แต่สิ่งสำคัญคือต้องได้รับโอกาสและความไว้วางใจ
“พี่เชื่อว่าคนทุกคนมีศักยภาพ และหากเราได้รับความไว้วางใจ (trust) เราก็จะสามารถดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ต่อไปบ้านหลังนี้จะต้องมีผู้นำของเจเนอเรชั่นใหม่ พวกเขาจะต้องสร้างทีมของตัวเอง ส่วนเราก็ต้องถอยจากบทบาทของ ‘แม่’ มาเป็น ‘อาม่า’ (หัวเราะ) คอยดูแลหรืออยู่เคียงข้างให้เขารู้สึกอุ่นใจ”

Above ก้าวสู่ปี 11 ของค่ายหนัง GDH
จินาเล่าถึงความประทับในช่วงพิจารณาโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ หลานม่า ซึ่งได้หนึ่งในผู้กำกับรุ่นใหม่อย่าง พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ มานั่งเก้าอี้กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก โดยเป็นการเขียนบทร่วมกับ เป็ด ทศพล ทิพย์ทินกร
“ตอนนั้นพอเราได้ลองอ่าน แม้จะรู้ว่าหน้าหนังลักษณะนี้ไม่น่าจะทำเงิน แต่ทุกคนกลับเห็นตรงกันว่า ถ้าเราไม่ทำโปรเจ็กต์นี้ ก็คงบ้าไปแล้ว เพราะเป็นเรื่องราวที่ดีมากๆ จนวันที่ได้อ่านบทภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ เราร้องไห้เลย ยิ่งพอได้ชมหนังไฟนอลคัทติ้งครั้งแรก ก็ยิ่งรู้สึกว่า ถ้าเราไม่ช่วยกันทำให้หนังเรื่องนี้สำเร็จ เราจะรู้สึกไม่ดีมากๆ เพราะต้นทางทุกอย่างนั้นดีมากจริงๆ เราจำได้ว่ามันเป็นความรู้สึกฮึกเหิม เป็นความรู้สึกภูมิใจว่า เราอยากอวดลูกของเรา เหมือนที่เราเคยรู้สึกกับ แฟนฉัน (2003) และ Seasons Change (2006) และอีกหลายเรื่อง
“สิ่งที่ดีใจคือมีคนเยอะมากเข้ามาขอบคุณ GDH ที่ทำให้เกิดหนังเรื่องนี้ และทำให้เขาได้กลับไปหาอาม่าในชีวิตจริง มันเป็นสิ่งเล็กๆ ที่อิมแพคกับความรู้สึกของคนทำหนังแบบพวกเรา ความรู้สึกที่ได้รับรู้ว่า หนังเรื่องหนึ่งมันสามารถช่วยคน และสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้มากขนาดนี้เลย” (ยิ้ม)

Above จากซ้ายไปขวา: เป็ด-ทศพล ทิพย์ทินกร ผู้เขียนบท, พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับ, อุษา เสมคำ นักแสดงนำวัย 78 ปี ผู้รับบทอาม่า, วรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ และเก้ง-จิระ มะลิกุล โปรดิวเซอร์ (ภาพ: GDH)
Tatler อยากรู้ว่า ในทศวรรษใหม่ของ GDH หัวเรือใหญ่ของบ้านหลังนี้อยากให้ผู้คนจดจำพวกเขาในแบบใด
“เราอยากเป็นค่ายหนังที่คนเชื่อใจ เพราะถ้าเชื่อใจเมื่อไหร่ เราจะได้รับความไว้วางใจ เชื่อใจว่าเราจะทำงานอย่างทุ่มเท ตั้งใจอย่างเต็มที่ในทุกกระบวนการ และไม่ทำให้คุณต้องเสียเวลา เสียเงิน โดยแลกมากับอะไรก็ไม่รู้ เราอยากให้ผลงานของ GDH มีคนดูที่กว้างขึ้นและมีความหลากหลายของเรื่องราว เพื่อให้คนได้ดูหนังไทยที่ดีและใช่สำหรับเขา รวมทั้งมีโอกาสพาผลงานของเราไปให้ไกลกว่าแค่เมืองไทย”
จินาเปรียบการเติบโตของ GDH เหมือนโลโก้บริษัท ภาพของต้นกล้าต้นเล็กๆ ในวันแรก ที่เมื่อผ่านไปสิบปีได้เติบโตกลายเป็นไม้ใหญ่ และยังคงต้องเติบใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นความร่มรื่นอันงดงามให้แก่วงการภาพยนตร์ไทย และเป็นร่มเงาที่กำลังขยับขยายไปถึงระดับโลกในอีกไม่ช้า...

Above จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท GDH 559 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Topics








