Cover บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ในโรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ เครื่องแต่งกาย: Loro Piana (Photo: Termsit Siriphanich)

บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ จากการบุกเบิกวงการมิวสิคัลในไทย สู่การทรานส์ฟอร์มอาณาจักรสื่อในยุคเปลี่ยนผ่าน มาจนถึงละครเรื่องล่าสุด 'เมืองมารยา The Musical'

เบื้องหลังม่านเวทีของเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ แสงสว่างของไฟในฮอลล์ค่อยๆ ดับลง ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ ก่อนเสียงดนตรีโน้ตแรกจะบรรเลงขึ้น นี่คือช่วงเวลาที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลังสำหรับ บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE ผู้นำธุรกิจสื่อครบวงจรที่คุมทั้งช่องทีวี ละครโทรทัศน์ และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งรายใหญ่ของไทย และในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ซีเนริโอ จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังละครเวทีระดับตำนานของเมืองไทยมาเกือบสามทศวรรษ เขาไม่เพียงแต่เป็น ‘Master of the Stage’ แต่คือผู้ขับเคลื่อนและทรานส์ฟอร์มภูมิทัศน์สื่อของไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน ในโอกาสเปิดม่านการแสดงของมิวสิคัลเรื่องใหม่ เมืองมารยา The Musical ในเดือนสิงหาคมนี้ เราถือโอกาสนี้คุยกับ บอย ถกลเกียรติ ถึงการบุกเบิกวัฒนธรรมมิวสิคัลในเมืองไทย กลยุทธ์การบริหารธุรกิจบันเทิงที่ไม่มีสูตรสำเร็จ และการนำพาอาณาจักรสื่อก้าวข้ามคลื่นดิสรัปชั่นอย่างยั่งยืน

Overture

สำหรับถกลเกียรติ โรงละครไม่ใช่เพียงสถานที่จัดแสดงความบันเทิง แต่มันคือ ‘พื้นที่แห่งมนต์ขลัง’ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังชีวิตของมนุษย์ เมื่อเราตั้งคำถามถึงความมหัศจรรย์ของศิลปะแขนงนี้ ชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับเสียงปรบมือ ดนตรี และเวทีมาทั้งชีวิตตอบเราด้วยสายตาที่เป็นประกายว่า “ความมหัศจรรย์ของละครเวที คือ ‘ความสด’ ครับ มันคือสิ่งที่คุณเทกไม่ได้ ตัดต่อไม่ได้ เล่นใหม่ไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงตรงนั้นในเสี้ยววินาที มันมีพลังของมนุษย์ที่ส่งต่อตรงถึงคนดูอย่างแท้จริง มีความสามารถของแต่ละคนที่ทำการแสดง มีพลังของมนุษย์ที่จะมาทำให้เกิด magic moment ต่างๆ เหล่านั้น แล้วมันก็ส่ง message ส่งอะไรต่างๆ มาถึงเรา” ถกลเกียรติเน้นย้ำถึงนิยามอันเป็นแก่นแท้ “ละครเวทีในแต่ละรอบที่เราดู ต่อให้บทเดียวกันเป๊ะ เพลงเดียวกันเป๊ะ คนเล่นคนเดียวกัน แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อารมณ์ในขณะนั้น หรือแม้แต่พลังจากคนดูในรอบนั้นๆ จะทำให้แต่ละรอบไม่เหมือนกันเลย นี่คือสิ่งสวยงามที่หาไม่ได้จากสื่อรูปแบบอื่น”

ผู้บริหารสูงสุดแห่งซีเนริโอยังพาเราย้อนเวลากลับไปสู่ความทรงจำในวัยเยาว์ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่เป็นเสมือน overture เปิดม่านความหลงใหลในศาสตร์นี้ “ช่วงเวลาที่เราเดินเข้าไปในโรงละคร ได้หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ แล้วเฝ้ารอคอยเวลาที่ม่านผืนยักษ์จะเปิดออก มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้น วันนี้ฉันจะได้ดูอะไร จะได้เผชิญไปกับอะไรบนเวทีบ้าง มันทำให้เด็กชายคนหนึ่งเดินออกจากโรงละครและตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในอนาคตเราจะได้ทำในสิ่งที่เรารักแบบนี้ไหม”

Tatler Asia
Above บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ เครื่องแต่งกาย: Boss (Photo: Termsit Siriphanich)

ย้อนกลับไปในปี 1997 ถกลเกียรติในวัย 30 ปี เป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับละครที่มีผลงานมาแล้วหลายเรื่อง รวมทั้ง นางฟ้าสีรุ้ง, 3 หนุ่ม 3 มุม และ รักในรอยแค้น เริ่มผุดโปรเจ็กต์ละครเวทีมิวสิคัลเต็มรูปแบบอย่าง วิมานเมือง ภายใต้บริษัท เอ็กแซ็กท์ (Exact) ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (IMF) ในตอนนั้นเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันและการตั้งคำถามจากคนรอบข้างว่า “เดี๋ยวก่อนนะ จะทำจริงๆ เหรอ” แต่สำหรับถกลเกียรติเมื่อฟันเฟืองเริ่มหมุนแล้ว การหยุดเดินไม่ใช่คำตอบ

“ตอนนั้นหยุดไม่ได้แล้ว มันไปแล้ว คือมันประสานงาน เตรียมงานอะไรต่างๆ ไปแล้ว โห... แล้วมันจะยังไง จะมีคนมาดูได้อย่างไร” ถกลเกียรติเล่า “ยุคนั้นโฆษณาไม่เข้าทีวีเลย ช่อง 5 ตอนนั้นโฆษณาน้อยมาก พื้นที่โฆษณาว่าง ผมก็เอาโฆษณาละครเวทีไปใส่สิ ปรากฏว่าคนเห็น เพราะยังไงคนก็ดูทีวีอยู่ กลายเป็นว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้คนอยากมาดูเลย”

การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในวันนั้น นำมาสู่การมองหาพื้นที่ถาวรเมื่อโอกาสก้าวเข้ามาจากการร่วมดีลกับ นภพร วิฑูรชาติ ผู้สร้างศูนย์การค้าเอสพละนาด รัชดาภิเษก จากการชักชวนของ ผอูน จันทรศิริ รวมถึงการสนับสนุนของ วิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าของอาณาจักรเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จนเกิดเป็น “เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์” โรงละครที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนตั้งแต่เดย์วัน

“ถามว่าตัวโรงละครมันจะ make money ไหม... ตอนนั้นผมก็ตอบตรงๆ ว่าไม่เมกหรอก แต่เอาให้มันอยู่ได้ สิ่งที่จะเมกคือละคร นั่นน่ะถึงจะทำกำไรได้ แล้วละครมันก็จะต้องมา subsidise ตัวโรงละคร แล้วโรงละครก็จะกลายเป็นจุดขายของที่นี่ด้วย เราคิดโมเดลแบบนี้มาตั้งแต่แรก”

Tatler Asia
Above บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ เครื่องแต่งกาย: Boss (Photo: Termsit Siriphanich)

Setting a New Scene

นอกเหนือจากความท้าทายด้านธุรกิจแล้ว ขนบการเสพงานศิลปะของผู้ชมชาวไทยยังเป็นสิ่งที่ถกลเกียรติพยายาม ‘ทรานส์ฟอร์ม’ มาตลอดสามทศวรรษ เขาตั้งข้อสังเกตว่าละครเวทีที่ดีเปรียบเสมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปรภาพสะท้อนตามวุฒิภาวะและช่วงอายุของผู้ชม “มิวสิคัลที่ดีจะเติบโตไปพร้อมกับอายุของผู้ชม ในแต่ละช่วงอายุที่เรากลับมาดู เราจะ ‘อิน’ และตกหลุมรักกับประเด็นที่ต่างกันออกไป ตอนเราเป็นวัยรุ่น เราอาจจะหวือหวากับท่วงทำนอง ดนตรี และพาวเวอร์ของนักแสดง แต่ในวันที่เราเติบโตขึ้น มีครอบครัว มีลูก พอกลับไปดูละครเรื่องเดิม เราจะเข้าใจมิติทางสังคมอย่างลึกซึ้งว่า สิ่งที่ตัวละครกำลังต่อสู้และยอมพลีชีพนั้น “พวกเขากำลังทำเพื่ออนาคตอันงดงามของคนรุ่นหลังทั้งสิ้น” คุณพ่อลูกสองกล่าว

ความเข้าใจอันลึกซึ้งนี้เอง ที่ทำให้ถกลเกียรติพยายามผลักดันการศึกษาดนตรีและศิลปะการละครในไทย เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยก้าวข้ามการเสพความบันเทิงแบบฉาบฉวย สู่การมี appreciation ในมิติที่ซับซ้อนของมนุษย์ “ในประเทศอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น เขาเรียนดนตรีคลาสสิกกันเยอะมาก มันอยู่ในคอร์สของโรงเรียนตั้งแต่เด็ก แต่ของไทยมีน้อย พอพูดถึงเพลงคลาสสิกปุ๊บก็บอกว่าเบื่อ ไม่เอา อยากเรียนลัดไปเป็นเพลงป๊อปกันหมด แต่ถามว่าวันนี้ดีขึ้นไหม... ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก เราได้คนรุ่นใหม่ๆ ร้องเก่ง เต้นเก่ง ครบเครื่องมาจากการออดิชั่นเยอะมาก มันแสดงให้เห็นว่าวงการนี้กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ”

Tatler Asia
Above บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ เครื่องแต่งกาย: Loro Piana (Photo: Termsit Siriphanich)

The Broadway Intermission

หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของถกลเกียรติ คือการนำพาโปรดักชั่นไทยไปโลดแล่นในระดับสากลผ่านโปรเจ็กต์ Waterfall เวอร์ชั่นต้นฉบับที่เดินทางไปจัดแสดงที่โรงละคร Pasadena Playhouse และ 5th Avenue Theatre ในเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน เมื่อปี 2015 ซึ่งได้ Richard Maltby Jr. เจ้าของรางวัล Tony มาประพันธ์เพลง โดยมี บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว รับบทเป็น นพพร แม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝันที่บรอดเวย์ ในนิวยอร์ก แต่มันคือบทเรียนราคาแพงที่ทำหน้าที่เหมือนช่วง intermission ที่สลับเข้ามาให้เขาได้ทบทวนตัวเอง “ในวันที่จบโชว์ที่ต่างประเทศ ยอมรับว่าเราไม่พอใจ เพราะเรารู้ว่ามันยังไม่สุด และตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เราไปทำงานที่นั่น เราก็จะตัวเล็ก เราไม่มั่นใจ ฟังคนนั้นคนนี้เยอะเกินไปจนกลายเป็นเราไม่มีจุดยืน การสื่อสารของเราที่เคยคุ้นเคยมาจากที่นี่ พอไปใช้ตรงนั้นมันไม่ใช่ มันต้องเป็นอีกแบบนึง เรา struggle มาก” เขากล่าว

หลังกลับมาเมืองไทย ถกลเกียรติใช้เวลาถึง 4-5 ปีในการตกผลึกประสบการณ์เหล่านั้น นำความรู้กลับมาทดลองใช้กับโปรดักชั่นในไทย ทว่าเมื่อวิกฤติโควิด-19 มาถึง ภูมิทัศน์ของโรงละครในบรอดเวย์เปลี่ยนไป ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้นมหาศาล ประกอบกับมุมมองที่เติบโตขึ้น เขาจึงตัดสินใจสับสวิตช์ปิดฉากความฝันบนแผ่นดินอเมริกาในที่สุด เพื่อเปิดม่านให้กับการตีความครั้งใหม่ที่สมบูรณ์แบบกว่าเดิมในบ้านเกิดกับ Waterfall a New Musical ที่เปิดแสดงในปี 2023

“เราต้องยอมรับความจริงว่า ด้วยเงินทุนที่เราต้องใส่เข้าไปเพิ่มอีกมหาศาลกับโปรเจ็กต์ที่พอมาถึงวันนี้ มันอาจจะเก่าไปแล้วหรือเปล่า มันมีความ old school ไปนิดนึงสำหรับมิวสิคัลปัจจุบัน เราเลยคิดว่าหยุดดีกว่า แต่ผมพูดกับตัวเองไว้เลยนะในวันที่เอามาทำเวอร์ชั่นล่าสุดที่ไทยว่า ขอให้ฉันได้ทำโปรดักชั่นนี้ในสิ่งที่เราเห็น และเป็นตัวตนของฉันจริงๆ และพอเราได้ทำแบบนั้นแล้ว... อ่ะ นี่คืองานผม ผมภูมิใจและไม่เสียใจเลย”

โรงละครเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่สร้างแรงบันดาลใจ และผมหวังว่ามันจะทำหน้าที่นี้ต่อไปในการส่งต่อไฟฝันสู่คนรุ่นหลัง

- ถกลเกียรติ วีรวรรณ -

Drama Meets Reality

ในเดือนสิงหาคมนี้ ถกลเกียรติพร้อมแล้วที่จะส่งผลงานชิ้นโบแดงชิ้นล่าสุดสู่เวที นั่นคือ เมืองมารยา The Musical ที่นำละครฮิตสองเรื่อง อย่าง มารยาริษยา กับ เมืองมายา มาเขย่ารวม และตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทในยุคนี้ ให้เป็นเรื่องราวการเชือดเฉือนกันในวงการบันเทิงระหว่าง ‘เพียงดาว’ นางเอกดาวค้างฟ้า กับ ‘ดีนี่’ ดาวรุ่งดวงใหม่ โดยถกลเกียรตินำเอาเทคนิคการซ่อนรายละเอียด (nuances) ที่เขาเคยซึมซับจากมิวสิคัลระดับโลกมาปรับใช้พร้อมการันตีด้วยความตื่นเต้นว่าเป็นรสชาติใหม่ที่จัดจ้านและแหวกขนบมิวสิคัลเท่าที่เขาเคยสร้างมา

“มันสนุกมาก! สนุกเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้อีก ที่สำคัญคือมันใหม่มากสำหรับมิวสิคัล เพราะเราไม่เคยทำมิวสิคัลแนวขบกัดหรือจิกกัดสังคมในลักษณะนี้มาก่อน ปกติเราจะทำแต่แนวคลาสสิก โรแมนติก ดราม่า แต่อันนี้เราจับเอาความแซ่บของละครโทรทัศน์ระดับตำนานมารวมกัน จัดวางลงในบริบทสังคมปัจจุบัน” ผู้ชมจะได้เห็นตัวละครมาฟาดฟันกันในโลกของวงการบันเทิงยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยยอดเอนเกจเมนต์ สิ่งที่น่าสนใจคือการนำเสนอฉากปะทะคารมที่แหวกแนว “เราไม่เคยทำมิวสิคัลคนตบกัน (หัวเราะ) แล้วถ้าเกิด ฉากที่ต้องตบกันเนี่ย มันตบไปด้วยแล้วก็ร้องเพลงไปด้วย มันจะเป็นยังไง โอ้โห” ถกลเกียรติเล่าอย่างออกรส ทว่าเบื้องหลังความจัดจ้าน ละครเรื่องนี้ซ่อนบาดแผลและสัจธรรมของสังคมไว้อย่างลึกซึ้ง มันเป็นการแสดงที่ครบรสของตัวละครที่พยายามจะโค่นอำนาจกันเองในวงการบันเทิงยามหน้าม่านเปิด และแอบซ่อนบาดแผลเอาไว้เมื่ออยู่หลังฉาก

“มันไม่ใช่แค่มิวสิคัลคนตบกัน แต่มันเข้าถึงจิตใจ มีข้อคิดลึกซึ้ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีโซเชียลมีเดียเข้ามา บางทีเรื่องจริงไม่จริงไม่รู้ แต่คนพร้อมจะถล่มไปก่อนเพราะอยากได้เอนเกจเมนต์ แต่มันทำลายชีวิตคนได้เลยนะ ตอนซ้อมกันนี่นักแสดงหลายคนถึงกับเสียน้ำตาเพราะมันสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดในวงการและสังคมยุคนี้ออกมาอย่างทรงพลัง”

Tatler Asia
Above บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ เครื่องแต่งกาย: Paul Smith (Photo: Termsit Siriphanich)

The Media Empire

นอกเหนือจากหมวกของคนละครเวที ในฐานะซีอีโอแห่ง เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ONEE) ถกลเกียรติคือผู้บริหารที่ต้องบาลานซ์ระหว่างศิลปะและเม็ดเงินอยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางกระแสการพูดถึง “ทีวีขาลง” เขาให้มุมมองเกี่ยวกับภาพลวงตาที่คนเมืองมักติดกับดัก “คนพูดกันเยอะว่าคนดูทีวีน้อยลง ซึ่งมันก็น้อยลงจริง แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้น้อยลงขนาดนั้น decision makers ที่อยู่ในเมืองมักจะคิดว่าคนดูน้อยกว่าที่เป็นจริง เพราะแต่ละหน้าจอของแต่ละคนในปัจจุบันมันไม่เหมือนกัน อัลกอริทึมเลือกส่งแต่สิ่งที่คุณชอบขึ้นมาที่ฟีด แล้วคุณก็คิดว่านี่คือทั้งโลก ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ ถ้าเราพูดถึงคนทั่วประเทศ คอนเทนต์ละครและทีวียังคงเป็นอาหารหลักของพวกเขา”

การมองเห็นภาพรวมนี้เองที่นำมาสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม “oneD” เพื่อรองรับพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไป โดยยึดหลักคิดว่า เครื่องมือในการดูเปลี่ยน แต่หัวใจของคนดูไม่เคยเปลี่ยน “มันยังมีความเหมือนเดิมของมันอยู่ คุณตื่นเช้ามา ถ้าเป็นเมื่อก่อนคุณต้องอ่านหนังสือพิมพ์ ตามข่าวว่าบ้านเมืองเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่สมัยนี้ตื่นขึ้นมา คุณก็ยังตามข่าวอยู่นะ แต่คุณเปิดมือถือ” เช่นเดียวกับละครที่ถกลเกียรติย้ำชัดว่าคนไทยยังชอบดูละคร แต่ช่องทางในการดูต่างหากที่เปลี่ยนไป “หน้าที่ของเราคือทำคอนเทนต์ให้แข็งแรงที่สุด แล้วพามันไปส่งให้ถูกช่องทางที่คนดูเลือกใช้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องมีแพลตฟอร์มสตรีมมิงของเราเอง”

Tatler Asia
Above บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ เครื่องแต่งกาย: Boss (Photo: Termsit Siriphanich)

The Epilogue

เมื่อม่านการแสดงในชีวิตจริงกำลังเดินทางมาถึงจุดที่ต้องคิดถึงเจเนอเรชั่นถัดไป ถกลเกียรติย้อนนึกถึงคำถามสำคัญที่เขายังจดจำได้ดีเมื่อแรกชมมิวสิคัลเรื่อง A Chorus Line ตอนอายุ 14 ปีว่า ‘ถ้าคุณรู้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่คุณจะสามารถโลดแล่นบนเส้นทางนี้ได้ คุณจะทำอย่างไร’ สำหรับเขา โรงละครแห่งนี้เป็นทั้งบ้าน เป็นโรงเรียน และเป็นหม้อข้าวเลี้ยงชีพของพวกเราทุกคน แต่วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาต้องส่งต่อคิวให้เด็กๆ รุ่นใหม่ รอวันให้พวกเขาทำ curtain call ของตัวเองในอนาคต

“วันแรกที่โรงละครแห่งนี้สร้างเสร็จ ผมมองลงมาจากเวทีด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ แต่วันนี้สิ่งที่ทำให้ผมปลาบปลื้มยิ่งกว่า คือการได้เห็นน้องๆ ที่เคยเดินมาขอผมถ่ายรูปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ในวันนี้พวกเขาก้าวเข้ามาออดิชั่น เรียนต่อด้านการละคร และกลายมาเป็นพลังสำคัญบนเวทีแห่งนี้อย่างเต็มตัว โรงละครเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่สร้างแรงบันดาลใจ และผมหวังว่ามันจะทำหน้าที่นี้ต่อไปในการส่งต่อไฟฝันสู่คนรุ่นหลัง”

ชายผู้ต่อถักทอฝันของเขามาตลอด 30 ปี ปิดม่านบทสนทนาด้วยการส่งต่อแนวคิดถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ไว้ว่า “ถ้าคุณมีความฝันและอยากให้มันเป็นจริง คุณต้องทำความจริงให้มันไปถึงฝัน วงการนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ คุณต้องพร้อมที่จะ work hard ซื่อสัตย์ และจริงใจกับมัน ความสำเร็จที่ได้มาจากการฝึกฝนและหยาดเหงื่อเท่านั้น... ถึงจะเป็นความสำเร็จที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง”

ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์/ช่างภาพ: TERMSIT SIRIPANICH
แฮร์สไตลิสต์: KANYAMON AUMMAWAT
เมคอัพอาร์ติสต์: RAKSAK SAKSARUTANAN
ประสานงานแฟชั่น: PORNPRATHAN CHAIKORNGOSOL / VIS SRIVARATHANABUL
ผู้ช่วยช่างภาพ: NATTAPON CHAWBANKRANG
วิดีโอ: WORAPON TEERAWATVIJIT
สถานที่: เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ 

Topics

Natthawut Saengchuwong
Editor-in-Chief, Tatler Thailand
Tatler Asia

ณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Tatler Thailand และ Tatler GMT ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ เขาเคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร GQ Thailand มาก่อน นอกเวลาการทำงานบริหาร เขาใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับการสะสมและฟังแผ่นเสียง การตกแต่งบ้านและการดูแลสวนอันเงียบสงบของเขา