สมเถา สุจริตกุล เป็นทั้ง นักเขียนไซไฟ-แฟนตาซี และคีตกรและวาทยกร ผู้ที่เชื่อว่า ความแตกต่างระหว่างงานศิลปะที่แท้จริงกับงานที่สร้างโดยอัลกอริทึม อยู่ที่ ‘ร่องรอยของความผิดพลาดที่งดงาม’ (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)
Cover สมเถา สุจริตกุล เป็นทั้งนักเขียนไซไฟ-แฟนตาซี และคีตกรและวาทยกร ผู้เชื่อว่า ความแตกต่างระหว่างงานศิลปะที่แท้จริงกับงานที่สร้างโดยอัลกอริทึม อยู่ที่ ‘ร่องรอยของความผิดพลาดที่งดงาม’ (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)
สมเถา สุจริตกุล เป็นทั้ง นักเขียนไซไฟ-แฟนตาซี และคีตกรและวาทยกร ผู้ที่เชื่อว่า ความแตกต่างระหว่างงานศิลปะที่แท้จริงกับงานที่สร้างโดยอัลกอริทึม อยู่ที่ ‘ร่องรอยของความผิดพลาดที่งดงาม’ (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)

ในวันที่ AI สามารถเนรมิตผลงานสร้างสรรค์ได้ภายในเวลาเสี้ยววินาที ศิลปะชั้นสูงที่ต้องอาศัยการฝึกฝนนับ 10 ปีอย่างดนตรีคลาสสิกจะยังมีความหมายอยู่หรือไม่ สำหรับ สมเถา สุจริตกุล คำตอบอาจไม่ใช่เรื่องการอยู่รอด แต่เป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่าน และการค้นหา ‘เสียง’ ที่เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

สมเถา สุจริตกุล หรือ S.P. Somtow บุรุษผู้ดำรงสถานะเป็นทั้ง ‘นักเขียนไซไฟ-แฟนตาซี’ ชาวไทยคนแรกที่ก้าวไปคว้ารางวัลระดับโลกอย่าง World Fantasy Award ผู้มองเห็นภาพอนาคตล่วงหน้าผ่านจินตนาการมาหลายทศวรรษ ขณะเดียวกัน เขาก็คือ ‘คีตกรและวาทยกร’ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์แห่ง Opera Siam ผู้ปักหลักรักษาความงดงามอันเป็นอมตะของดนตรีคลาสสิกและมหาอุปลักษณ์ไว้อย่างเหนียวแน่น การสนทนา ณ บ่ายวันหนึ่งก่อนการซ้อมใหญ่ของเขาที่โรงแรมระดับหรูแห่งหนึ่งในย่านสินทร จึงเป็นเสมือนการเปิดประตูเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งเทคโนโลยีอนาคต และรากเหง้าทางจิตวิญญาณของมนุษยชาติ

“AI สามารถแต่งซิมโฟนีที่สมบูรณ์แบบตามหลักทฤษฎีดนตรีได้ในห้าวินาที แต่มันไม่เคยรู้เลยว่า ความเงียบระหว่างตัวโน้ตสองตัวนั้น เจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด นั่นคือลายเซ็นที่มนุษย์เท่านั้นที่ทาได้”

อ่านเพิ่มเติม: นักเชลโลชาวสวิส Jodok Cello ผู้ผสานดนตรีคลาสสิกกับป๊อป จนมีผู้ติดตามกว่า 15 ล้านคน

Tatler Asia
สมเถา สุจริตกุล เชื่อว่า ไม่มีศิลปินคนใดที่เริ่มต้นสร้างงานจากสุญญากาศ แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถก้าวข้ามการเลียนแบบ และค้นพบภาษาของตนเองได้ (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)
Above สมเถา สุจริตกุล เชื่อว่า ไม่มีศิลปินคนใดที่เริ่มต้นสร้างงานจากสุญญากาศ แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถก้าวข้ามการเลียนแบบ และค้นพบภาษาของตนเองได้ (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)
สมเถา สุจริตกุล เชื่อว่า ไม่มีศิลปินคนใดที่เริ่มต้นสร้างงานจากสุญญากาศ แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถก้าวข้ามการเลียนแบบ และค้นพบภาษาของตนเองได้ (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)

Perfecting the Imperfect

ในฐานะนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่เคยคาดการณ์เรื่องราวของโลกอนาคตไว้มากมาย สมเถาเริ่มต้นการสนทนาด้วยรอยยิ้มและแววตาที่เป็นประกายเมื่อเราถามถึงความรู้สึกในวันที่ ‘ไซไฟกลายเป็นความจริง’ เขายอมรับว่าความเร็วในการพัฒนาของ AI นั้นก้าวข้ามสิ่งที่นักเขียนไซไฟยุคศตวรรษที่ 20 ส่วนใหญ่เคยวาดฝันไว้ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เขาตื่นตระหนก

ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เขาเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับธรรมชาติของศิลปะ “ถามว่ากลัวไหมที่ AI เขียนนิยายหรือแต่งเพลงได้ ผมตอบได้ทันทีเลยว่าไม่” สมเถากล่าวอย่างหนักแน่น “ในยุคที่ผมเขียน Starship & Haiku (1981, ได้รับรางวัล Locus Award สาขานวนิยายเรื่องแรกยอดเยี่ยมในปี 1982) หรือ Mallworld (1984) ผมมองเห็นคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการขยายขอบเขตจินตนาการของมนุษย์ วันนี้ AI ทำหน้าที่เป็นผู้นำเอาข้อมูลมหาศาลในอดีตมาย่อยรวบรวมและพ่นออกมาตามคำสั่ง แต่นั่นแหละคือข้อจำกัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมัน AI ไม่มี ‘อดีต’ ไม่มี ‘ความเจ็บปวด’ และไม่มี ‘ศรัทธา’ เป็นของตัวเอง มันทำได้เพียงลอกเลียนแบบ เสียงสะท้อนจากความรู้สึกของมนุษย์ที่เคยบันทึกไว้ในโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น”

สมเถาขยายความว่า ความแตกต่างระหว่างงานศิลปะที่แท้จริงกับงานที่สร้างโดยอัลกอริทึม อยู่ที่ ‘ร่องรอยของความผิดพลาดที่งดงาม’ (beautiful imperfections) ในดนตรีคลาสสิก ทุกๆ โน้ตที่นักดนตรีบรรเลงผ่านเครื่องดนตรีไม้หรือสาย ไม่ใช่แค่เรื่องของความถี่เสียงที่แม่นยา แต่คือการถ่ายเทน้ำหนัก อารมณ์ และความรู้สึก ณ วินาทีนั้นลงไป ซึ่งบางครั้งความไม่สมบูรณ์แบบทางฟิสิกส์ ลมหายใจที่สะดุด หรือความสั่นไหวของปลายนิ้ว กลับเป็นตัวจุดประกายให้เกิดความตื้นตันในใจของผู้ฟัง

อ่านเพิ่มเติม: ธรรมิกา สงค์แก้ว กับการเปลือยชีวิตจริงผ่านนวนิยายที่สะท้อนภาพคนต่างถิ่นผู้เปราะบางในสิงคโปร์

Tatler Asia
‘Starship & Haiku’ (1981) ภายใต้นามปากกา S.P. Somtow ได้รับรางวัล Locus Award สาขานวนิยายเรื่องแรกยอดเยี่ยมในปี 1982 เล่าเรื่องราวของโลกหลังสงครามชีวภาพและนิวเคลียร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น
Above ‘Starship & Haiku’ (1981) ภายใต้นามปากกา S.P. Somtow ได้รับรางวัล Locus Award สาขานวนิยายเรื่องแรกยอดเยี่ยมในปี 1982 เล่าเรื่องราวของโลกหลังสงครามชีวภาพและนิวเคลียร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น
Tatler Asia
‘Mallworld’ (1984) รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์เสียดสีสังคม เล่าถึงอนาคตที่มนุษยชาติอาศัยอยู่ในศูนย์การค้าขนาดยักษ์เท่าดาวเคราะห์กลางอวกาศ โดยมีตัวละครหลากหลายกลุ่มเข้ามาใช้ชีวิต ค้าขาย และแสวงหาความหมายท่ามกลางวัฒนธรรมบริโภคนิยม
Above ‘Mallworld’ (1984) รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์เสียดสีสังคม เล่าถึงอนาคตที่มนุษยชาติอาศัยอยู่ในศูนย์การค้าขนาดยักษ์เท่าดาวเคราะห์กลางอวกาศ โดยมีตัวละครหลากหลายกลุ่มเข้ามาใช้ชีวิต ค้าขาย และแสวงหาความหมายท่ามกลางวัฒนธรรมบริโภคนิยม
‘Starship & Haiku’ (1981) ภายใต้นามปากกา S.P. Somtow ได้รับรางวัล Locus Award สาขานวนิยายเรื่องแรกยอดเยี่ยมในปี 1982 เล่าเรื่องราวของโลกหลังสงครามชีวภาพและนิวเคลียร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น
‘Mallworld’ (1984) รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์เสียดสีสังคม เล่าถึงอนาคตที่มนุษยชาติอาศัยอยู่ในศูนย์การค้าขนาดยักษ์เท่าดาวเคราะห์กลางอวกาศ โดยมีตัวละครหลากหลายกลุ่มเข้ามาใช้ชีวิต ค้าขาย และแสวงหาความหมายท่ามกลางวัฒนธรรมบริโภคนิยม

Uncopyable Faith

เมื่อบทสนทนาเปลี่ยนผ่านจากเรื่องไซไฟเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงของดนตรีคลาสสิก ประเด็นสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ มหาอุปลักษณ์ ทศชาติ (Dasjati) โครงการประพันธ์โอเปร่าขนาดใหญ่ยักษ์ที่สร้างจากเรื่องราวพระชาติทั้งสิบของพระพุทธเจ้า ซึ่งสมเถาทุ่มเทเวลากว่าสองทศวรรษในการสร้างสรรค์ และกำลังเดินทางเข้าสู่หมุดหมายสำคัญในปี 2026 นี้

โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่าเหตุใดศิลปะชั้นสูงจึงยังคงมีความหมาย “โครงการ ทศชาติ คือการเดินทางแห่งศรัทธา” วาทยกรอาวุโสทอดสายตามองออกไปนอกผนังกระจกบานใหญ่ “หากคุณให้โจทย์ AI ว่า ‘จงแต่งโอเปร่าเกี่ยวกับมหาชนกหรือเวสสันดร’ มันจะดึงข้อมูลโครงสร้างดนตรีโอเปร่าแบบตะวันตกมารวมกับบันไดเสียงแบบเอเชีย แล้วส่งมอบงานให้คุณในเวลาอันสั้น แต่มันไม่มีวันเข้าใจคำว่า ‘บารมี’ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดมนุษย์คนหนึ่งถึงยอมสละสิ่งที่มีค่าที่สุดเพื่อสิ่งที่เป็นนามธรรมขนาดนั้น การที่ผมใช้เวลากว่า 20 ปีในการคลุกคลี ตกผลึก และเผชิญอุปสรรคมากมายในการทำโปรเจ็กต์นี้ ตัวกระบวนการและชีวิตของผมที่ถูกหลอมรวมเข้าไปในโน้ตเพลงต่างหาก คือคุณค่าที่แท้จริงของทศชาติ”

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 5 โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
Photo 2 of 5 โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
Photo 3 of 5 โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
Photo 4 of 5 โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
Photo 5 of 5 โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
โอเปร่า ‘ทศชาติ’ โปรเจ็กต์ยักษ์ของ สมเถา สุจริตกุล ที่เป็นการแสดงมหาอุปรากรผสมผสานศิลปะสี่มิติ ได้แก่ ดนตรีโอเปร่าตะวันตก ซิมโฟนีออร์เคสตร้า บัลเลต์ และกวีนิพนธ์ไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทศชาติชาดก (ภาพ: Somtow Sucharitkul)

สมเถาชี้ให้เห็นว่า ทศชาติ ไม่ใช่เพียงการแสดงดนตรีเพื่อความบันเทิง แต่คือการทูตวัฒนธรรม (cultural diplomacy) และการตีความพุทธปรัชญาผ่านภาษาที่เป็นสากลที่สุดของโลก นั่นคือดนตรีคลาสสิก การนำเรื่องราวโบราณมาตีความใหม่ในศตวรรษที่ 21 มีความจำเป็นต้องใช้ความเป็น ‘ขบถ’ ในตัวศิลปิน เพื่อท้าทายกรอบความคิดดั้งเดิมและทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความหมายของบารมีทั้ง 10 ชาติในบริบทที่ร่วมสมัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการสิ่งที่เรียกว่า ‘วิสัยทัศน์เชิงศิลปะ’ (artistic vision) ที่เกิดจากการลองผิดลองถูกและประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์

ทศชาติ คือหลักฐานว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยสามารถถูกยกระดับให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นสากลและทรงพลังที่สุดได้ โดยไม่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิม นี่คือ soft power ที่แท้จริง ที่ไม่ใช่แค่การทาตามกระแส แต่คือการสร้างรากฐานที่ยั่งยืน”

Own Your Voice

ประเด็นที่สมเถาย้ำหลายครั้งระหว่างการสนทนา คือเรื่องของ ‘voice’ หรือเสียงเฉพาะตัว เขาเชื่อว่าศิลปินทุกคนเริ่มต้นจากการเลียนแบบคนรุ่นก่อน ไม่มีใครสร้างงานจากสุญญากาศ แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถก้าวข้ามการเลียนแบบ และค้นพบภาษาของตนเองได้ “ศิลปินจำนวนมากอาจไม่มีวันค้นพบเสียงของตัวเอง”

ในโลกที่ AI สามารถผลิตงานเลียนแบบได้อย่างรวดเร็ว คำพูดนี้ยิ่งฟังดูมีน้ำหนัก เพราะหากงานศิลปะเป็นเพียงการทำซ้ำสิ่งที่มีอยู่แล้ว AI อาจทำได้ดีพอๆ กับมนุษย์ แต่หากศิลปะคือการค้นพบมุมมองใหม่ต่อโลก ความสามารถนั้นยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ครอบครองอยู่ “คนที่ค้นพบเสียงของตัวเองได้ต่างหาก ที่จะเป็นคนเปลี่ยนประวัติศาสตร์ศิลปะ”

Tatler Asia
สมเถา สุจริตกุล ไม่เคยหยุดที่จะสร้างสรรค์ผลงานดนตรีคลาสสิก (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)
Above สมเถา สุจริตกุล ไม่เคยหยุดที่จะสร้างสรรค์ผลงานดนตรีคลาสสิก (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)
สมเถา สุจริตกุล ไม่เคยหยุดที่จะสร้างสรรค์ผลงานดนตรีคลาสสิก (ภาพ: Nat Prakobsantisuk)

นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง สมเถามีอีกหนึ่งความเชื่อที่น่าสนใจ เขาไม่เชื่อว่าดนตรีคลาสสิกกำลังเสื่อมความนิยม ตรงกันข้าม เขามองว่าผู้คนกำลังฟังดนตรีคลาสสิกมากกว่าที่คิด เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ตัว ตั้งแต่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ซีรีส์ระดับโลก ไปจนถึงวิดีโอเกมจำนวนมาก ล้วนใช้ภาษาดนตรีที่สืบทอดมาจากประเพณีคลาสสิก “คนส่วนใหญ่ฟังดนตรีคลาสสิกอยู่ทุกวัน”

สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่ตัวดนตรี แต่คือบริบทในการรับฟัง ห้องคอนเสิร์ตอาจไม่ใช่พื้นที่เดียวอีกต่อไป ดนตรีคลาสสิกเดินทางเข้าไปอยู่ในโรงภาพยนตร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และสื่อดิจิทัลทุกรูปแบบ

Shaping Gen Next

อีกหนึ่งมิติที่สมเถาให้ความสาคัญไม่แพ้การประพันธ์เพลง คือการสร้างคนรุ่นใหม่ผ่านวงดุริยางค์สยามฟิลฮาร์โมนิก (Siam Philharmonic Orchestra) และสถาบันเยาวชนต่างๆ ในโลกปี 2026 ที่คนรุ่นเจน Z และ เจน Alpha เติบโตมากับหน้าจอ ความรวดเร็วของเนื้อหาแบบสั้น (short-form video) และความสะดวกสบายจากเทคโนโลยี การจะดึงดูดให้พวกเขามานั่งนิ่งๆ เพื่อฟังหรือเล่นดนตรีคลาสสิกที่ยาวนานหลายชั่วโมง ดูเหมือนจะเป็นความท้าทายที่แทบเป็นไปไม่ได้

ทว่า สมเถากลับมองเรื่องนี้ในมุมที่ต่างออกไป “เด็กยุคนี้ไม่ได้เกลียดความลึกซึ้ง เพียงแต่เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ภาษาที่ใช้สื่อสารกับเขาเปลี่ยนไป หน้าที่ของเราไม่ใช่การบังคับให้เขาละทิ้งโลกดิจิทัล แต่คือการ ‘แปลภาษา’ ศิลปะคลาสสิกให้เข้ากับหัวใจของเขา การปั้นนักดนตรีรุ่นใหม่ในวันนี้ เราไม่ได้สอนแค่ให้เขาขยับนิ้วให้ตรงตามโน้ต แต่เราสอนให้เขาเข้าใจ ‘เรื่องราว’ ด้านหลังตัวโน้ตเหล่านั้น เมื่อพวกเขารู้ว่าเพลงที่เขากำลังเล่นมีความหมายอย่างไร และมันเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเขาอย่างไร ไฟในตัวเขาจะจุดติดทันที”

Tatler Asia
การคอนดักวงออร์เคสตร้าเพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
Above การคอนดักวงออร์เคสตร้าเพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ (ภาพ: Somtow Sucharitkul)
การคอนดักวงออร์เคสตร้าเพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ (ภาพ: Somtow Sucharitkul)

สมเถายังได้เน้นย้าถึงสิ่งที่ระบบการศึกษาศิลปะในประเทศไทยยังคงขาดหายไป นั่นคือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ศิลปินสามารถเติบโตและพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน “เรามีเด็กเก่งๆ มีอัจฉริยะทางดนตรีเกิดขึ้นมากมายในไทย แต่คำถามคือหลังจากพวกเขาเรียนจบแล้ว พวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน ระบบของเราขาดการสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่จะทาให้ดนตรีคลาสสิกหรือศิลปะชั้นสูงกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงและมีเกียรติในสังคม เราต้องสร้างผู้ฟังรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับการสร้างศิลปินรุ่นใหม่ด้วย”

Archiving the Future

เมื่อถามถึงอนาคตและการเตรียมพร้อมสำหรับการส่งไม้ต่อในวันที่เขาอาจไม่ได้อยู่เบื้องหน้า สมเถาเปิดเผยว่าเขาไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีสมัยใหม่เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากำลังศึกษาและมองหาช่องทางในการนำเทคโนโลยีอย่าง Web3, blockchain และ digital archiving มาใช้ประโยชน์เพื่อปกป้องและพิสูจน์สิทธิ์ในความแท้จริง (authenticity) ของผลงานศิลปะไทย

“ในอนาคต โน้ตเพลง Libretto (บทโอเปร่า) และบันทึกการแสดงทั้งหมดของโปรเจ็กต์ ทศชาติ รวมถึงงานเขียนของผม จะต้องถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงได้จากทั่วโลก” สมเถาอธิบายวิสัยทัศน์ “การใช้บล็อกเชนจะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า มรดกทางปัญญาเหล่านี้จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างถูกต้อง ไม่ถูกบิดเบือน และสร้างรายได้กลับมาหล่อเลี้ยงมูลนิธิเพื่อทุนการศึกษาของเด็กๆ รุ่นหลังได้ เทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรูของศิลปะคลาสสิก ตราบใดที่เราใช้มันเป็นสะพานเชื่อม ไม่ใช่ใช้มันแทนที่ตัวตนของเรา”

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 โอเปร่า ‘MAE NAAK: THE CLASSIC OPERA’ ประพันธ์โดย สมเถา สุจริตกุล ที่นำตำนานความรักอมตะของแม่นากพระโขนงมาผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านไทย เปิดแสดงครั้งแรกในปี 2003 ล่าสุดจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
Photo 2 of 4 โอเปร่า ‘MAE NAAK: THE CLASSIC OPERA’ ประพันธ์โดย สมเถา สุจริตกุล ที่นำตำนานความรักอมตะของแม่นากพระโขนงมาผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านไทย เปิดแสดงครั้งแรกในปี 2003 ล่าสุดจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
Photo 3 of 4 โอเปร่า ‘MAE NAAK: THE CLASSIC OPERA’ ประพันธ์โดย สมเถา สุจริตกุล ที่นำตำนานความรักอมตะของแม่นากพระโขนงมาผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านไทย เปิดแสดงครั้งแรกในปี 2003 ล่าสุดจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
Photo 4 of 4 โอเปร่า ‘MAE NAAK: THE CLASSIC OPERA’ ประพันธ์โดย สมเถา สุจริตกุล ที่นำตำนานความรักอมตะของแม่นากพระโขนงมาผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านไทย เปิดแสดงครั้งแรกในปี 2003 ล่าสุดจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
โอเปร่า ‘MAE NAAK: THE CLASSIC OPERA’ ประพันธ์โดย สมเถา สุจริตกุล ที่นำตำนานความรักอมตะของแม่นากพระโขนงมาผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านไทย เปิดแสดงครั้งแรกในปี 2003 ล่าสุดจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
โอเปร่า ‘MAE NAAK: THE CLASSIC OPERA’ ประพันธ์โดย สมเถา สุจริตกุล ที่นำตำนานความรักอมตะของแม่นากพระโขนงมาผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านไทย เปิดแสดงครั้งแรกในปี 2003 ล่าสุดจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
โอเปร่า ‘MAE NAAK: THE CLASSIC OPERA’ ประพันธ์โดย สมเถา สุจริตกุล ที่นำตำนานความรักอมตะของแม่นากพระโขนงมาผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านไทย เปิดแสดงครั้งแรกในปี 2003 ล่าสุดจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
โอเปร่า ‘MAE NAAK: THE CLASSIC OPERA’ ประพันธ์โดย สมเถา สุจริตกุล ที่นำตำนานความรักอมตะของแม่นากพระโขนงมาผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านไทย เปิดแสดงครั้งแรกในปี 2003 ล่าสุดจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

เขายังทิ้งท้ายถึงแนวคิดการร่วมมือ (collaboration) ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีในอนาคตไว้อย่างน่าคิดว่า ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นการใช้ AI มาช่วยประมวลผลระบบแสง เสียง หรือภาพกราฟิกฉากหลังบนเวทีโอเปร่าให้ตอบสนองแบบเรียลไทม์ตามอารมณ์และจังหวะของวาทยกรและนักดนตรี ซึ่งนั่นจะเป็นการยกระดับสุนทรียศาสตร์ใหม่ที่ผสมผสานอดีตและอนาคตเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวที่สุด

“วิสัยทัศน์ของผมสาหรับ Opera Siam หรือโครงการทศชาติ คือการที่มันสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีชื่อ สมเถา สุจริตกุล กำกับอยู่ตลอดไป มรดกที่แท้จริงคือแรงบันดาลใจและระบบที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง”

The Unreplaceable Soul

การสนทนากว่าสองชั่วโมงสิ้นสุดลงเมื่อเข็มนาฬิกาขยับเข้าใกล้เวลาซ้อมใหญ่ สมเถาเตรียมตัวลุกขึ้นเดินไปยังห้องจัดแสดง ท่าทางของเขายังคงเปี่ยมไปด้วยพลังอันล้นเหลือ ราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถบั่นทอนความมุ่งมั่นของชายผู้นี้ลงได้ ไม่ว่าจะเป็นกาลเวลา หรือความอัจฉริยะของหุ่นยนต์ในโลกอนาคต

บทสรุปที่ได้จากบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของศิลปะชั้นสูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพ่ายแพ้ต่อ AI หรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่าเราจะสามารถรักษาและส่งต่อ ‘ความเป็นมนุษย์’ ผ่านงานศิลปะได้เข้มข้นเพียงใด ตราบใดที่มนุษย์ยังคงกระหายความเข้าใจในความเจ็บปวด ความรัก ศรัทธา และความหมายของชีวิต ตราบนั้นเสียงดนตรีคลาสสิกที่กลั่นมาจากหยาดเหงื่อและจิตวิญญาณของมนุษย์ ก็จะยังคงดังก้องและเยียวยาหัวใจของผู้คนต่อไป อย่างที่ไม่มีอัลกอริทึมใดในโลกจะทดแทนได้เลย

เทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรูของศิลปะคลาสสิก ตราบใดที่เราใช้มันเป็นสะพานเชื่อม ไม่ใช่ใช้มันแทนที่ตัวตนของเรา

- สมเถา สุจริตกุล -

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด