จากห้องพิจารณาคดีสู่คำถามที่ย้อนกลับมาหาผู้ชม เมื่อ ‘ทนายปีศาจ’ ไม่ได้ชวนหาคนผิด แต่ชวนตั้งคำถามกับความยุติธรรมที่เราคุ้นชิน
“เมฆ” ทนายความหนุ่มถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกรในคดีหนึ่ง เขาคงไม่รู้ว่าเรื่องราวนี้จะบานปลายกลายเป็นคำถามใหญ่ที่สั่นคลอนทั้งระบบยุติธรรม ความเชื่อ และอุดมการณ์ของทุกตัวละครที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตเขา นี่คือจุดเริ่มต้นของ ทนายปีศาจ (The Devil Lawyer) ซีรีส์ไทยที่ว่าด้วยทนายความผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางกฎหมายต่อสู้คดี
ทนายปีศาจ กลายเป็นซีรีส์ไทยที่สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่จนคว้าอันดับหนึ่งบน Netflix ไปครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี วันนี้เราจะพาทุกคนไปร่วมพูดคุยกับทีมนักแสดงหลัก: หญิง รฐา โพธิ์งาม (รับบท จิตตรี), ณัฏฐ์ กิจจริต (เมฆ), กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี (บิ๊กอนันต์) และ ปริม อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร (อังศุมาลิน) ถึงเบื้องหลังการแสดง ความหมายของคำว่า ‘ปีศาจ’ ที่อาจไม่ได้มีเขาหรือเขี้ยว หากแต่อยู่ในระบบ และอาจซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน
อ่านเพิ่มเติม: ทศวรรษใหม่ของ GDH กับฝันมากมายที่ต้องไปต่อของ จินา โอสถศิลป์ หัวเรือใหญ่ที่อยากพาหนังไทยไปปักธงบนเวทีโลก

Above บทสนทนาพิเศษกับทีมนักแสดงที่ชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘ความจริง’ และ ‘ความยุติธรรม’ (ภาพ: Tatler Thailand)
1. เรื่องราวที่ไม่ได้ไกลตัว จุดที่ทำให้คนดูอินตั้งแต่ตอนแรก
สิ่งที่ทำให้ ทนายปีศาจ แตกต่างจากซีรีส์กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่แค่ความซับซ้อนของคดี แต่คือความรู้สึก ‘คุ้นๆ’ ที่คนดูสัมผัสได้ หญิง รฐา โพธิ์งาม นักแสดงผู้สวมบท “จิตตรี” อธิบายว่าซีรีส์เรื่องนี้หยิบยกประเด็นที่ทุกคนตระหนักดีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในวงการบันเทิงมากนัก ทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยง เหมือนเคยผ่านตาเรื่องราวแบบนี้มาจากข่าวหรือหน้าหนังสือพิมพ์มาก่อน
นอกจากความสมจริงทางสังคมแล้ว โครงสร้างเรื่องที่มีคดีหลักหนึ่งคดีและคดีย่อยซ้อนอยู่ในแต่ละตอน บวก กับฉากในห้องพิจารณาคดีที่ตึงเครียดชวนลุ้น ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนดูวางไม่ลง
อ่านเพิ่มเติม: สรุปผลรางวัลนาฏราช “สงครามส่งด่วน” กวาด 9 รางวัล ไอซ์ซึ - เจนเย่ - โบว์ เมลดา - นนกุล คว้านักแสดงนำยอดเยี่ยม
Above ‘ทนายปีศาจ’ ซีรีส์สะท้อนสังคมสีเทาๆ ในวงการยุติธรรม เมื่อ ‘ทนายมือสะอาด’ กลายเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย จึงต้องให้ ‘ทนายปีศาจ’ ช่วยเหลือให้พ้นผิด
2. ‘ปีศาจ’ ไม่ได้มีหน้าตาแบบที่เราคิด
ชื่อเรื่อง ทนายปีศาจ ชวนให้ทุกคนตั้งคำถามว่า แล้วใครกันแน่คือปีศาจตัวจริง ซึ่งนักแสดงแต่ละคนก็มีคำตอบในแบบของตัวเอง กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ผู้รับบท “บิ๊กอนันต์” ให้มุมมองว่า “อำนาจที่ปราศจากปรัชญาและความรับผิดชอบนั่นแหละ คือปีศาจ!” เพราะเมื่อไหร่ที่คนใช้อำนาจในทางที่ผิด มันก็พร้อมจะกลายเป็นด้านมืดได้เสมอ ด้านหญิง รฐา มองความเป็นปีศาจในอีกมุม นั่นคือการที่คนคนหนึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด “แต่กลับเลือกที่จะไม่หยุด” แถมยังพยายามชักจูงให้คนรอบข้างกลายเป็นเหมือนตัวเอง จนขยายเครือข่ายความชั่วร้ายออกไปเรื่อยๆ ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบท “เมฆ” พูดถึงความน่ากลัวอีกแบบหนึ่ง คือการที่ตัวละครไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปีศาจมีหน้าตาเป็นอย่างไร จนไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองอาจกลายเป็นปีศาจไปแล้วหรือยัง เพราะถูกขังอยู่ในวงจรของระบบโดยไม่รู้ตัว

Above ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ในบท อนันต์ เมทนีไพศาล มอบมุมมองว่า “อำนาจที่ปราศจากความรับผิดชอบนั่นแหละ คือปีศาจ!” (ภาพ: Cai Lian Jie 2026 Netflix)
3. ‘ความจริง’ ไม่ใช่ ‘ความยุติธรรม’
“เมฆ” ทนายหนุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพาผู้ชมเข้าสู่โลกที่เส้นแบ่งระหว่างของความถูกและผิดค่อยๆ เลือนรางลง
ณัฏฐ์เปิดเผยว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของเมฆไม่ได้เกิดขึ้นในฐานะทนาย แต่เกิดขึ้นในฐานะมนุษย์ โดยหนึ่งในฉากที่ณัฏฐ์ยกให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมฆ คือฉากที่เมฆตัดสินใจเลือกใช้ข้อมูลบางอย่างเพื่อประโยชน์ในคดี ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรทำ โดยเฉพาะฉากที่เมฆตัดสินใจเลือกใช้แก๊ส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักว่าการตัดสินใจของตัวเองส่งผลกระทบต่อผู้อื่น และไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก เมฆจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากคนที่อยู่ในพื้นที่สีเทา กลายเป็นสีเทาที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถามถึงเส้นบางๆ ระหว่าง ‘ความจริง’ กับ ‘ความยุติธรรม’ ที่เมฆต้องเผชิญตลอดเรื่อง ณัฏฐ์บอกว่าในฐานะนักแสดง เขามองว่าความยุติธรรมเป็นคำที่นิยามได้กว้างมาก ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าเลือกมองจากมุมไหน

Above ณัฏฐ์ กิจจริต ในบท เมฆ พิริยาวิชญ์ แสดงมุมมองว่าความยุติธรรมเป็นคำที่นิยามได้กว้างมาก ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าเลือกมองจากมุมไหน
(ภาพ: Cai Lian Jie 2026 Netflix)
4. จิตตรีผู้ไร้ความปรานี กับการบ้านที่ยากที่สุดในชีวิตนักแสดง
ตัวละครที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและไร้ความปราณีอย่างจิตตรี ถือเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับนักแสดง หญิง รฐา ซึ่งรับบทนี้จึงยอมรับว่าการรับบทจิตตรีถือเป็นความท้าทายทางความคิดไม่น้อย เพราะตัวเธอเองเชื่อในหลักพุทธศาสนาเรื่องกรรม แต่จิตตรีกลับเป็นตัวละครที่ขาดหลักศีลธรรม เธอจึงต้องทำการบ้านด้วยการจินตนาการถึงปูมหลังของจิตตรี ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียและความโดดเดี่ยวมาตั้งแต่เด็ก จนเกิดคำถามในใจตัวละครว่า ‘ทำไมฉันต้องอยู่คนเดียว’ ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้จิตตรีกลายเป็นคนแข็งกระด้างอย่างที่เห็น
ฉากที่หญิงบอกว่าสะท้อนตัวตนของจิตตรีได้ชัดเจนที่สุด คือฉากที่เมฆเดินกลับเข้ามาในออฟฟิศ แล้วจิตตรีพูดเตือนอย่างดุดันว่าเมฆกล้าเรียกลูกความตัวเองว่าเป็นฆาตกรได้อย่างไร เพราะในสายตาของศาล เมฆเองก็ไม่ต่างจากฆาตกรเช่นกัน นี่คือช่วงที่เธอปล่อยอารมณ์ออกมาได้เป็นธรรมชาติที่สุด และแม้จะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของจิตตรี แต่ตลอดการทำงานในวงการเธอก็ยอมรับว่าบางครั้งก็เผลอคิดเหมือนจิตตรีด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาเผชิญความไม่ยุติธรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การเห็นพื้นที่จอดรถ VIP ในห้างสรรพสินค้า

Above รฐา โพธิ์งาม ในบท จิตตรี วานกฤต ทนายผู้เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและไร้ความปราณี (ภาพ: Cai Lian Jie 2026 Netflix)
5. ความดีอาจไม่เพียงพอในโลกที่เต็มไปด้วยความเงียบ
ปริม อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร ผู้รับบท “อังศุมาลิน” แฟนเก่าของเมฆ และเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สำคัญบนเรือสำราญ จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง เล่าว่าตัวละครนี้เคยมีอุดมการณ์ร่วมกับเมฆมาก่อน แต่เมื่อเผชิญความจริงของชีวิต การทำงาน ความเชื่อก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
อังศุมาลินเข้าใจในมุมของเมฆว่าเรื่องราวที่เขาผ่านมาทำให้ยากที่จะกลับไปเชื่อแบบเดิมได้อีก ส่วนกับจิตตรี แม้เธอจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการ แต่ก็ยอมรับว่าวิธีของจิตตรีนั้นได้ผลจริง และทำให้ชนะคดีได้เสมอ ส่วนฉากที่ปริมบอกว่าอธิบายตัวตนของอังศุมาลินได้ดีที่สุด คือฉากบนเรือเจ้าพระยา ในห้องที่ทุกคนต่างเงียบงัน มีเพียงเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กคนหนึ่ง และอังศุมาลินคือคนที่พยายามเข้าไปช่วย ภาพนี้เปรียบเหมือนโลกจำลองที่ความจริงและความดีไม่ได้การันตีผลลัพธ์เสมอไป ส่วนความเงียบของคนรอบข้างในฉากนี้สะท้อนสังคมได้อย่างทรงพลัง เพราะบางครั้งความน่ากลัวไม่ได้เกิดจากคนที่ทำผิด แต่เกิดจากผู้คนจำนวนมากที่เลือกจะนิ่งเฉย ปริมมองว่าอังศุมาลินคือ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ที่คิดว่าตัวเองจะกำหนดชะตาได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อยู่ดี

Above อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร ในบท อังศุมาลิน ทุมนาถ ซึ่งเธอมองว่าอังศุมาลินคือ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ที่คิดว่าตัวเองจะกำหนดชะตาได้ (ภาพ: Cai Lian Jie 2026 Netflix)
6. เบื้องหลังที่ทำให้โลกของ ‘ทนายปีศาจ’ สมจริง
นอกจากบทที่เข้มข้น นักแสดงยังกล่าวตรงกันว่าหนึ่งในจุดแข็งของซีรีส์คือการคัดเลือกนักแสดงและผู้ร่วมแสดงอย่างพิถีพิถัน
กบ ทรงสิทธิ์ ชื่นชมทั้งนักแสดงนำ นักแสดงสมทบ ไปจนถึงบทเล็กๆ ที่ช่วยเติมเต็มโลกของ ทนายปีศาจ ให้สมจริง ขณะที่ ปริม อัจฉรียา เล่าถึงการร่วมงานกับบุคคลที่ไม่ได้เป็นนักแสดงอาชีพ ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยและพนักงานเรือจริง ซึ่งได้รับเลือกให้มารับบทเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จากชีวิตจริง ส่งผลให้หลายฉากมีพลังและความเป็นธรรมชาติอย่างน่าประทับใจ
7. “เมื่อระบบมีรอยร้าว เราจะเป็นคนแบบไหน”
คำถามนี้คือแก่นสำคัญที่ซีรีส์ทิ้งไว้ให้คนดูขบคิด ณัฏฐ์มองว่าปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบเอง แต่อยู่ที่ ‘คน’ ที่อยู่ภายใต้ระบบนั้น ที่มักอาศัยช่องโหว่เพื่อประโยชน์ส่วนตน เช่น การคอร์รัปชัน เขาเชื่อว่าหากคนใช้ระบบด้วยเจตนาที่ดี ระบบก็มีโอกาสพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้
แต่ปัญหาคือการฉกฉวยโอกาสที่ฝังรากลึกในสังคมมานาน ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากนี้ กบ ทรงสิทธิ์ ได้เสริมว่าเขาหวังให้สังคมอย่าชาชินกับปัญหาแบบนี้ และฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์จะพาสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะคนรุ่นปัจจุบันดูเหมือนจะยังติดอยู่ในวงจรเดิมๆ
นักแสดงทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ทนายปีศาจ คือการสะท้อนความจริงที่มีอยู่ในสังคมซึ่งทุกคนรับรู้ แต่ยังไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลง พวกเขาหวังว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นเหมือน ‘คลื่นลูกแรก’ หรือ ‘แรงกระเพื่อม’ ที่จุดประกายคำถามและแรงบันดาลใจ ผลักดันให้วงการบันเทิงไทยกล้าผลิตผลงานที่เข้มข้นและสะท้อนความเป็นจริงของสังคมมากขึ้น โดยย้ำว่าความสำเร็จแบบนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วนและหลายเจเนอเรชั่น ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์โปรเจ็กต์เดียวหรือคนเดียวเท่านั้น
ก่อนจบบทสนทนา ทีมนักแสดงฝากคำพูดทิ้งท้ายถึงคนดูอย่างอารมณ์ดี “ไหนๆ ก็ดูจบแล้ว อีกสักรอบไหม” พร้อมชวนทุกคนไปติดตาม ทนายปีศาจ ทั้งแปดตอนเต็มทาง Netflix เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคอนเทนต์ไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวสำคัญในอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศ
ส่วนจะมีซีซั่นสองหรือไม่… โปรดติดตาม

Above สามผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ‘ทนายปีศาจ’ (จากซ้าย) จักริน เทพวงค์ (ผู้กำกับร่วม/ผู้เขียนบท), ณฐพล บุญประกอบ (ผู้กำกับ) และ ทรงพล จันทรสม (โปรดิวเซอร์) (ภาพ: Worapon Teerawatvijit / Tatler Thailand)
Topics
















