Cover Hwang Dong-hyuk ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘Squid Game’ เตรียมปล่อยภาพยนตร์เรื่องใหม่ในปี 2027 ซึ่งเขาระบุว่ามีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม (ภาพ: Tatler Hong Kong/Hungmc)

Hwang Dong-hyuk ผู้สร้างชื่อเสียงก้องโลกจากซีรีส์ Squid Game ทาง Netflix กำลังซุ่มพัฒนาผลงานชิ้นใหม่ที่ทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ทว่าผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ผู้นี้ยืนยันว่า ผลงานของเขาไม่ใช่การสดุดีความโหดร้าย แต่เป็นการฉายภาพความเป็นมนุษย์และการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด

Hwang Dong-hyuk กลายเป็นชื่อที่คนทั่วโลกรู้จักจากความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของซีรีส์ Squid Game ผลงานระทึกขวัญเชิงดิสโทเปียของ Netflix ที่เล่าเรื่องราวของผู้คนซึ่งกำลังจนตรอกทางการเงินและยอมเดิมพันชีวิตเพื่อเล่นเกมเด็กเล่นสุดอันตราย แลกกับเงินรางวัลหลายพันล้านวอน และเมื่อพิจารณาจากชื่อโปรเจ็กต์ถัดไปที่วางไว้คร่าวๆ อย่าง Killing Old People Club ซึ่งมีกำหนดฉายปีหน้า หลายคนอาจคิดว่าเขาคลั่งไคล้ความรุนแรง ทว่าฮวังยืนยันหนักแน่นว่า ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

Killing Old People Club (หรือ KO Club) ได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียงของ Umberto Eco นักเขียนและนักปรัชญาชาวอิตาลี ที่ตั้งคำถามถึงความตึงเครียดระหว่างคนต่างรุ่นที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความรุนแรงกำจัดผู้สูงอายุ เพื่อแก้ปัญหาภาระทางสังคมและเศรษฐกิจในสังคมผู้สูงวัย Hwang Dong-hyuk เชื่อมโยงแนวคิดดังกล่าวเข้ากับเหตุการณ์ประชามติ Brexit ของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2016 ซึ่งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าอนาคตของพวกเขาถูกกำหนดโดยคนรุ่นก่อน

“ในเกาหลีใต้เอง เราก็กำลังเห็นปรากฏการณ์นี้เช่นกัน” เขากล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงกระแสคำเหยียดผู้สูงวัยที่แพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่ สำหรับ Hwang Dong-hyuk นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นผลพวงระดับโลกจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น สวนทางกับความรู้สึกคนรุ่นใหม่ที่ว่ากำลังสูญเสียโอกาสในชีวิตมากขึ้นทุกที

อ่านเพิ่มเติม: ‘Squid Game’ การมาร์กจุดในวัฒนธรรมป๊อป กับปรากฏการณ์ที่สร้างการจดจำ

Tatler Asia
Above Hwang Dong-hyuk ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 'Squid Game' เข้าร่วมงานประกาศรางวัลภาพยนตร์เอเชียประจำปี 2026 ที่ฮ่องกง (ภาพ: Tatler Hong Kong/Hungmc)

Hwang Dong-hyuk กล่าวว่า Killing Old People Club คือภาพจำลองของโลกที่ความขัดแย้งถูกแก้ไขด้วยวิธีสุดโต่ง และยอมรับตรงไปตรงมาว่า ผลงานชิ้นนี้อาจมีฉากความรุนแรงที่หนักหน่วงยิ่งกว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เขาเคยกำกับมา อย่างไรก็ดี เขารีบชี้แจงว่าทุกฉากล้วนมีเหตุผลรองรับ “มันไม่ใช่การนำเสนอความรุนแรงเพื่อความตื่นตระหนก แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เมื่อความขัดแย้งถึงจุดสุดขั้ว โลกจะกลายเป็นอย่างไร”

ตลอดเส้นทางการทำงาน ความรุนแรงในงานของ Hwang Dong-hyuk ทำหน้าที่เป็น ‘ภาษาสัญลักษณ์’ เพื่อสะท้อนโศกนาฏกรรมและการเสื่อมสลายของสังคมที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด และนั่นคือแนวคิดเดียวกับที่อยู่เบื้องหลัง Squid Game แม้ในวันที่เขาคิดคอนเซ็ปต์เรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อปี 2008 สถานการณ์อัน ‘เหนือจริง’ ในบทจะยังดูห่างไกลจากโลกความจริงก็ตาม แต่พอถึงปี 2019 ที่เขาเริ่มเปิดกล้อง ช่องว่างระหว่างเรื่องแต่งกับความจริงกลับมลายหายไปสิ้น “เมื่อเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ โลกก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ความขัดแย้งทั้งทางศาสนา สังคม ความเป็นมนุษย์ และภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมได้เห็นเหตุการณ์น่าสลดใจมากมายทั่วโลก สงครามและการเข่นฆ่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์มาโดยตลอด เหตุการณ์ระดับโลกเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกว่าโลกของเรานับวันจะยิ่งคล้ายกับโลกใน Squid Game มากขึ้นทุกที แม้สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับผลงาน แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง”

Tatler Asia
Above Hwang Dong-hyuk ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 'Squid Game' (ภาพ: Tatler Hong Kong/Hungmc)

Hwang Dong-hyuk ให้ทัศนะว่า ความรุนแรงในซีรีส์คือตัวแทนความจริงของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตโดยปราศจากตาข่ายรองรับทางสังคม “ในเกม ถ้าคุณแพ้ คุณจะถูกยิงทิ้งทันที แต่ในสังคมปัจจุบัน หากคุณปราชัยในสมรภูมิชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘ความตายทางสังคม’” เขากล่าวโดยอ้างถึงแนวคิดการสูญเสียตัวตน ความสัมพันธ์ และคุณค่าของการมีอยู่ การนำพฤติกรรมโหดเหี้ยมเหล่านี้ใส่ไว้ในสภาพแวดล้อมที่ชวนให้นึกถึงสนามเด็กเล่น ช่วยสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์ที่ทรงพลัง จนผู้ชมไม่อาจหลีกหนีคำถามเกี่ยวกับความโหดร้ายของระบบได้

แม้ผลงานของเขาจะเต็มไปด้วยความมืดหม่น แต่ Hwang Dong-hyuk ยืนยันว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือ ‘ความเป็นมนุษย์’ และทางเลือกของแต่ละบุคคลเมื่อถูกต้อนให้จนมุม เขายกตัวอย่างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ The Fortress (2017) ว่าเป็นงานที่สะท้อนความหมกมุ่นในประเด็นนี้อย่างชัดเจน ภาพยนตร์เล่าเหตุการณ์การรุกรานโชซอนของราชวงศ์ชิงในปี 1636 โดยมีกษัตริย์ผู้ติดอยู่ในป้อมปราการกลางหุบเขา และต้องเลือกระหว่าง ‘การยอมจำนนอย่างน่าอัปยศเพื่อช่วยประชาชน’ หรือ ‘การรักษาศักดิ์ศรีด้วยความตาย ซึ่งจะนำไปสู่การสังหารหมู่’ “ทั้ง The Fortress และ Squid Game ต่างพูดถึง ‘การเลือก’” Hwang Dong-hyuk กล่าว ใน Squid Game ตัวละครเอก ‘ซองกีฮุน’ คือตัวแทนของการต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ในโลกที่ออกแบบมาเพื่อพรากมันไป ซึ่งมักใช้ภาพโคลสอัพ (close-up) หรือการถ่ายภาพสโลว์โมชั่น (slow motion) กับซองกีฮุน เพื่อเน้นย้ำถึงความขัดแย้งภายในใจ ความลังเล ความสับสน และความเจ็บปวดในช่วงเวลาที่ต้องเลือกระหว่างการทรยศเพื่อนเพื่อความอยู่รอด หรือช่วยชีวิตพวกเขาตามเสียงเรียกร้องของมโนสำนึก

อ่านเพิ่มเติม: 10 เรื่องชวนรู้ก่อนลุ้นเกมอันตราย Squid Game 3

Tatler Asia
Above Hwang Dong-hyuk ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 'Squid Game' (ภาพ: Tatler Hong Kong/Hungmc)
Tatler Asia
Above Hwang Dong-hyuk ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 'Squid Game' (ภาพ: Tatler Hong Kong/Hungmc)

หลักการสำคัญที่สุดในการทำงานของ Hwang Dong-hyuk คือการไม่เคยละทิ้ง ‘ความรักและความห่วงใยในเพื่อนมนุษย์’ แม้ในเรื่องราวที่มืดมนที่สุด เขาเชื่อว่าการถ่ายทอดโศกนาฏกรรมอันลึกซึ้งคือหนทางที่ดีที่สุดในการเผยให้เห็นธรรมชาติแท้จริงของจิตวิญญาณมนุษย์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือตัวละคร ‘คังแซบยอก’ ผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือใน Squid Game ที่เข้าร่วมเล่นเกมเพื่อหาเงินพาครอบครัวที่พลัดพรากให้ได้เข้ามาใช้ชีวิตในเกาหลีใต้ ในขณะที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ยอมโกงและเข่นฆ่ากันอย่างไม่ลังเลเพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป คังแซบยอกกลับทำหน้าที่เสมือนวีรสตรีในอุดมคติของผู้กำกับ เธอเป็นตัวแทนความเมตตา ความแข็งแกร่ง และความกล้าหาญ เธอไม่เพียงแต่แสดงความเห็นอกเห็นใจและช่วยชีวิตซองกีฮุนไว้หลายครั้งทั้งที่ตัวเองก็แทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็ยังได้ทำข้อตกลงร่วมกับเขาว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ คนนั้นจะต้องช่วยดูแลครอบครัวของอีกฝ่าย

แม้ผลงานของ Hwang Dong-hyuk จะใช้ภาษาเกาหลีและมีฉากหลังอยู่ในเกาหลีใต้ ทว่ากลับเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้อย่างลึกซึ้ง เขาเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากช่วงเวลาหกปีที่ใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา ระหว่างศึกษาด้านภาพยนตร์ที่ University of Southern California (USC) สิ่งที่เขาได้รับไม่ใช่เพียงทักษะทางเทคนิค หากแต่เป็น ‘มุมมอง’ ที่ช่วยให้เข้าใจผู้คนและวัฒนธรรมที่แตกต่าง “ตอนอยู่อเมริกา ผมต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวัฒนธรรมที่ผมไม่คุ้นเคยทั้งภาษาและผู้คน” เขาหวนระลึกความหลัง การเป็นคนนอกช่วยให้เขาตระหนักว่า แม้บริบททางวัฒนธรรมจะแตกต่างกัน แต่อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์นั้นเป็นสากล นอกจากนี้ เขายังได้รับคำแนะนำจากศาสตราจารย์ที่ USC ให้มองหาเรื่องราวจากภายในตัวเอง มากกว่าจะมุ่งสร้างผลงานที่เลียนแบบสูตรสำเร็จของฮอลลีวูด Hwang Dong-hyuk จึงอยากส่งต่อคำแนะนำนี้เพื่อสนับสนุนให้ผู้กำกับรุ่นใหม่ลองออกไปเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและเปิดมุมมองใหม่ๆ เช่นกัน “มันไม่ใช่แค่การเรียนรู้เทคโนโลยีการทำหนัง แต่คือการเรียนรู้เกี่ยวกับผู้คนและวัฒนธรรม สิ่งนี้เองที่ทำให้ผมสามารถพา Squid Game ไปสู่ตลาดโลกได้”

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 5 ตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่อง 'Squid Game' ในฉากหนึ่ง พยายามตัดบิสกิตให้เป็นรูปทรงร่ม (ภาพ: IMDB)
Photo 2 of 5 คังแซบยอก (ขวา) ผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือ ที่เข้าร่วม Squid Game เพื่อช่วยเหลือน้องชายของเธอ (ภาพ: IMDB)
Photo 3 of 5 ภาพนิ่งจากซีรีส์ที่แสดงให้เห็นเด็กๆ กำลังเล่นเกมปลาหมึก ซึ่งถือเป็นเกมที่ไม่ใช้ความรุนแรงในเกาหลีใต้ (ภาพ: IMDB)
Photo 4 of 5 ซองกีฮุน ในซีรีส์ 'Squid Game' รับบทโดยนักแสดง อี จองแจ (ภาพ: IMDB)
Photo 5 of 5 ซอง กีฮุน (ตรงกลาง) และผู้เล่นคนอื่นๆ กำลังรอการประกาศเกมต่อไปในซีรีส์ 'Squid Game' (ภาพ: IMDB)

ในฐานะหนึ่งในบุคคลแถวหน้าของปรากฏการณ์ฮันรยู (hallyu) หรือกระแสคลื่นเกาหลี Hwang Dong-hyuk รู้สึกถึงความรับผิดชอบที่มีต่ออนาคตของอุตสาหกรรมนี้ เขากล่าวด้วยอารมณ์ขันแกมประชดประชันว่า แม้ซีรีส์ยอดฮิตทาง Netflix ของเขาจะถูกมองว่าเป็นหลักไมล์ความสำเร็จของเกาหลีใต้ แต่เขาไม่เคยตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อขับเคลื่อนกระแสฮันรยูโดยเฉพาะเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่อยากเล่าเรื่องราวที่ตัวเองสนใจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เขาปรารถนาที่จะเห็นความสมดุลที่มากขึ้นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก “เป็นเวลานานแล้วที่วัฒนธรรมตะวันตกเป็นฝ่ายครอบงำกระแสหลัก” เขากล่าวพร้อมวาดภาพอนาคตที่วัฒนธรรมเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะร่วมมือและเติบโตไปด้วยกัน เพื่อสร้างพลวัตทางวัฒนธรรมที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับโลกตะวันตกได้อย่างสง่างาม

ระหว่างขึ้นเวทีในงาน Asian Film Awards ที่ฮ่องกงต้นปีที่ผ่านมา Hwang Dong-hyuk ยังชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ทั่วเอเชียถือเป็นก้าวสำคัญสู่วิสัยทัศน์ดังกล่าว “ที่ผ่านมา เราอาจยังแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงกันไม่มากพอ” เขาพรรณนาถึงความหวังที่จะได้เห็นเรื่องราวที่สร้างสรรค์โดยคนเอเชียและถ่ายทอดประสบการณ์ของชาวเอเชียสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก “ผมหวังว่าเราจะก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่านี้ เพื่อไม่ให้มีเพียงวัฒนธรรมตะวันตกที่แผ่ขยายไปทั่วโลก แต่วัฒนธรรมตะวันออกก็สามารถส่งอิทธิพลได้เช่นกัน

“ผมอยากสร้างสรรค์เรื่องราวที่จุดประกายให้ผู้คนได้ขบคิด และหวังว่าบทเรียนเหล่านี้จะช่วยไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยช่วงเวลาอันมืดมนที่สุดอีกต่อไป”


This story was originally written in English by Zabrina Lo.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2026 โดย Zabrina Lo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

Credits

ช่างภาพ: Hungmc
ผู้ช่วยช่างภาพ: Issac Chen

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด