การมาถึงของแฟรนไชส์ ‘Squid Game’ พาให้ซีรีส์เกาหลีก้าวข้ามไปอีกขั้น ซึ่งอิทธิพลนั้นไม่ได้ถูกตีกรอบไว้เพียงแค่ความบันเทิง และนี่คือเหตุผลของปรากฏการณ์ที่จะมาร์กจุดใหม่ในผังวัฒนธรรมป๊อป
ในปี 2021 ซีรีส์แนวเอาชีวิตรอดจาก Netflix อย่าง Squid Game มียอดผู้ชมถึง 1.65 พันล้านชั่วโมงใน 28 วันแรกของการฉายบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ดึงดูดผู้ชมจาก 94 ประเทศ จนกลายเป็นซีรีส์ที่มีผู้ชมสูงสุดตลอดกาลของยักษ์ใหญ่แห่งวงการสตรีมมิ่ง แต่ Squid Game ไม่ใช่ซีรีส์เกาหลีทั่วไป มันเป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดของเหล่าคนสิ้นหวังที่ก้าวเข้ามาในเกมการละเล่นของเด็กในรูปแบบที่อันตรายเกินคาดฝัน เพื่อเงินรางวัลมูลค่า 4.56 หมื่นล้านวอน (ประมาณ 1.07 พันล้านบาท)
อ่านเพิ่มเติม: หลากหลายโมเมนต์ที่คนพูดถึงซีรีส์ ‘Squid Game’ ซีซั่น 2
แม้ว่าจะเป็นซีรีส์ที่ใช้ภาษาเกาหลีเป็นหลัก แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็ยังได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วโลก ก้าวข้ามขอบเขตทางภาษา และพิสูจน์ให้เห็นว่าการเล่าเรื่องที่น่าสนใจสามารถเอาชนะอุปสรรคทางภาษาได้ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เพราะล่าสุดซีรีส์ภาคต่ออย่าง Squid Game ซีซั่น 2 มียอดผู้ชมสูงถึง 125.2 ล้านครั้งในเวลาเพียง 11 วัน และขึ้นแท่นซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียงซีรีส์ภาคก่อนเท่านั้น
ปรากฏการณ์ระดับโลกนี้ไม่เพียงแค่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของความบันเทิงเกาหลีและวัฒนธรรมป๊อปไปอย่างสิ้นเชิง แต่ยังสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลี และยังเปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียงอย่างจริงจัง รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครั้งใหญ่เกี่ยวกับปัญหาสังคมอีกด้วย

Above ผู้กำกับและผู้สร้าง Hwang Dong-hyuk ในกองถ่าย ‘Squid Game’ (ภาพ: Netflix)
มีมและวัฒนธรรมบนโลกอินเทอร์เน็ต
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่างเริ่มพากันแชร์มีมที่ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์เรื่องนี้ ตั้งแต่ตุ๊กตา Young-hee 'aeiou หยุด' (หรือที่คนไทยอาจจะรู้จักในฐานะตุ๊กตา ‘โกโกวา’) ตลอดไปจนถึงขนมดัลโกนาจากในชาเลนจ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Squid Game เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นแห่งความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีมเหล่านี้ก็ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ได้เข้าถึงสายตาของสาธารณชน และยืดกระแสออกไปอีกนานนับจากที่ซีรีส์ออกฉาย ทำให้ซีรีส์นี้กลายเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดีย ติดเทรนด์บน TikTok มีภาพแฟนอาร์ตและการตีความทางศิลปะในรูปแบบต่างๆ ไปจนถึงการทำวิดีโอล้อเลียนบน YouTube และฟิลเตอร์ใน Instagram ที่สร้างจากแรงบันดาลใจของซีรีส์เรื่องนี้เกิดขึ้นมาอย่างมากมายเสียจนแทบจะล้นบนโลกอินเทอร์เน็ต
อ่านเพิ่มเติม: หนังเกาหลีที่น่าจับตามอง ซึ่งจะเข้าฉายในปี 2025
การดัดแปลงสู่ชีวิตจริง
แม้ว่าเกมการละเล่นต่างๆ ใน Squid Game จะเป็นเรื่องสมมติ (และหักมุม) แต่อิมแพ็กที่เกิดขึ้นกลับนำไปสู่การดัดแปลงมาใช้ในชีวิตจริง ในแบบที่ไม่ได้มีการเดิมพันร้ายแรงอะไร ตั้งแต่กิจกรรมที่แฟนๆ ซีรีส์จัดขึ้น ไปจนถึงการสร้างในระดับมืออาชีพ เช่น คอนเทนต์จาก YouTuber ชาวอเมริกันอย่าง MrBeast ที่มีชื่อว่า '$456,000 Squid Game in Real Life!' (Squid Game ในชีวิตจริงกับเงินรางวัล 456,000 ดอลล่าร์), การแข่งขัน 'Green Light, Red Light' ที่สนามกีฬา Gelora Bung Karno ในจาการ์ตา และรายการเรียลลิตี้แข่งขันของอังกฤษที่มีชื่อว่า Squid Game: The Challenge ซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมก็ล้วนแล้วแต่อย่างลองเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ Squid Game กันทั้งนั้น และ Netflix เองก็ได้จัดประสบการณ์สดในเมืองต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็น ลอสแองเจลิส หรือกรุงโซล ทำให้แฟนๆ สามารถดื่มด่ำไปกับจักรวาลของซีรีส์เรื่องนี้ได้
Above ป๊อปอัปของ Squid Game ซีซั่นแรกจาก Netflix จัดขึ้นที่สถานีรถไฟอิแทวอน ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
งานภาพสุดไอคอนิกและเทรนด์แฟชั่น
หนึ่งในสุนทรียศาสตร์ที่หลายคนจดจำได้ทันทีเมื่อพูดถึง Squid Game คงหนีไม่พ้นชุดวอร์มสีเขียวของเหล่าผู้เล่น และชุดจั๊มป์สูทสีชมพูสดของการ์ด ซึ่งกลายมาเป็นกระแสแฟชั่น จนกระทั่งร้านขายเครื่องแต่งกายต้องออกมาขายของเลียนแบบกันจนหมด และชุดเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมสำหรับวันฮาโลวีน แม้แต่แบรนด์ดังต่างๆ อย่าง Puma, Zara, H&M และ Crocs ก็ยังได้รับแรงบันดาลใจเทรนด์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคอลเล็กชั่นต่างก็มีการใช้สีและสไตล์ในแนวที่ใกล้เคียงกัน และแน่นอนว่าสนามเด็กเล่นจำลองแบบเหนือจริงจากในเรื่องก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของซีรีส์นี้ โดยปรากฏทั้งในงานศิลปะติดตั้งและงานส่งเสริมการขายไปทั่วโลก
อ่านเพิ่มเติม: 10 ศิลปิน K-pop ที่มีความสามารถรอบด้านและประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยว
รุกคืบสู่เวทีประกาศรางวัล
Squid Game สร้างประวัติศาสตร์ในหลากหลายงานประกาศรางวัลใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยการเป็นซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่ได้รับรางวัล Emmy ในประเภทการแสดง โดย Lee Jung-jae ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์ดราม่า และ Jung Ho-yeon ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม นอกจากนี้ทั้งคู่ยังได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์ดราม่า และรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์ดราม่าจากงาน Screen Actors Guild (SAG) Awards และการที่นักแสดงทั้งสองคนสามารถคว้ารางวัลใหญ่ไปครองได้สำเร็จนั้นเองก็ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการเป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลจากงาน SAG Awards
ชัยชนะเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้มีอิมแพ็กแค่ไหนในระดับโลก และยังเน้นย้ำถึงพรสวรรค์ที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้อีกด้วย
การแลกเปลี่ยนสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพจิต
ภายใต้ความบันเทิงเคล้าความสยองขวัญของแฟรนไชส์ Squid Game ฉาบไว้ซึ่งประเด็นที่จริงจังและน่ากังวลยิ่งกว่านั้นมาก นั่นคือประเด็นเรื่องสุขภาพจิตในสังคมเกาหลีใต้ ซึ่งการสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพจิตมักถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ค่อยมีใครพูดถึง และมักถูกละเลย แม้จะมีวิกฤติด้านสุขภาพจิตเกิดขึ้นในระดับประเทศก็ตาม ซึ่ง Squid Game ชำแหละเรื่องนี้ออกมาได้
การบอกเล่าถึงความสิ้นหวัง ความบอบช้ำทางใจ และการแตะไปที่ปัญหาทางศีลธรรมของซีรีส์ กระตุ้นให้เกิดถกเถียงครั้งสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพจิต โดยตัวละครอย่าง Seong Gi-hun (รับบทโดย Lee Jung-jae) และ Kang Sae-byeok (รับบทโดย Jung Ho-yeon) ต้องต่อสู้กับปัญหาในแบบเดียวกับที่ฝังอยู่ลึกๆ ในตัวผู้ชม ในอีกทางหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเองก็ใช้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นหัวข้อสนทนาเพื่อพูดถึงประเด็นต่างๆ เช่น ความเครียดจากสถานะทางการเงินและกลไกการรับมือ
อ่านเพิ่มเติม: ซีรีส์เกาหลีที่ควรต้องดูตามบุคลิกของคุณ
บทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องความไม่เท่าเทียมทางสังคม
นอกเหนือจากความบันเทิงแล้ว Squid Game ยังมอบความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสังคมเกาหลีให้กับผู้ชมทั่วโลกได้เห็น ซีรีส์นำเสนอเกมการละเล่นแบบดั้งเดิม บรรทัดฐานทางวัฒนธรรม และปัญหาทางสังคมมาผสมผสานในเส้นเรื่องได้อย่างลงตัว ช่วยให้เรามองเห็นประวัติศาสตร์และความท้าทายของประเทศเกาหลีได้ โดยแก่นแท้ของ Squid Game คือการวิจารณ์ระบบทุนนิยมและความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นอย่างรุนแรง โดยการแสดงให้เห็นถึงตัวละครที่ถูกบังคับให้เล่นเกมแสนอันตรายเพียงเพราะความสิ้นหวังทางการเงิน จนทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เข้าถึงใจผู้ชมทั่วโลกที่มองเห็นประเด็นที่ความคล้ายคลึงกันนี้ผ่านสังคมของตนเอง การเล่าถึงภาระหนี้สิน การเอารัดเอาเปรียบ และความไม่เท่าเทียมภายใต้ระบบเดียวกันได้จุดประกายให้เกิดบทสนทนาทั้งบนโซเชียลมีเดีย ในห้องเรียน หรือแม้กระทั่งในการอภิปรายของรัฐบาลเกี่ยวกับการกระจายความมั่งคั่งและความยุติธรรม

Above แฟรนไชส์ ‘Squid Game’ พาเราแตะไปถึงการเอาชีวิตรอดภายใต้ระบบทุนนิยม (ภาพ: Netflix)

Above Park Sung-hoon รับบทเป็น Cho Hyun-ju ในซีรีส์ภาคต่อของ ‘Squid Game’ (ภาพ: Netflix)
ภาพตัวแทนของกลุ่ม LGBTQIA+
Squid Game ซีซั่น 2 ได้จุดชนวนให้เกิดบทสนทนาในระดับโลกเกี่ยวกับภาพตัวแทนของกลุ่มคนข้ามเพศ โดยมุ่งเน้นไปที่ตัวละคร Cho Hyun-ju ผู้หญิงข้ามเพศที่รับบทโดย Park Sung-hoon นักแสดงจากซีรีส์ The Glory และ Queen of Tears
เพราะการตัดสินใจคัดเลือกนักแสดงผู้มารับบทนี้ได้รับกระแสตีกลับจากสังคมเกาหลีใต้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่างจากในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ที่ตั้งขอสังเกตเรื่องการคัดเลือกนักแสดงที่ตรงตามอัตลักษณ์ทางเพศของตัวละคร ทั้งนี้ก็เกิดจากสังคมอนุรักษ์นิยมของเกาหลีใต้ที่ยังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้บุคคลข้ามเพศอย่างเปิดเผย หรือจำกัดการมีส่วรร่วมในสื่อกระแสหลักของพวกเขา นับว่าเป็นอีกหนึ่งมูฟเมนต์ของประเด็นเรื่องกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศเกาหลีใต้ที่น่าสนใจเลยทีเดียว
อ่านเพิ่มเติม: 5 สิ่งเท่าที่เรารู้เกี่ยวกับ ‘Newtopia’ ซีรีส์ใหม่จาก Jisoo
ใน Squid Game ซีซั่น 2 ตัวละคร Cho Hyun-ju ถูกแนะนำให้รู้จักในฐานะอดีตทหารหน่วยรบพิเศษที่เข้าร่วมการแข่งขันสุดอันตรายนี้ เพื่อเผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติทางสังคมและหาทุนสำหรับการผ่าตัดแปลงเพศของเธอ การมีอยู่ของบทบาทนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงขนบซีรีส์เกาหลีไปพอสมควร จากที่ปกติมักจะพรรณนาถึงตัวละครข้ามเพศหรือมีความหลากหลายทางเพศด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเกินจริง การที่เธอปรากฏตัวอย่างเรียบง่าย รวมถึงผมบ็อบที่ดูธรรมดาๆ ก็พอจะช่วยยืนยันถึงอัตลักษณ์ทางเพศของเธอได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ความแข็งแกร่งและความเด็ดขาดของเธอทำให้เธอเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในซีซั่นนี้
การแสดงของ Park Sung-hoon ได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ โดยนำเสนอภาพที่มีมิติลึกซึ้ง ซึ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการนำเสนอผู้หญิงข้ามเพศในสื่อของเกาหลี

Above ‘Squid Game ซีซั่น 3’ ซีรีส์ภาคต่อในแฟรนไชส์ ‘Squid Game’ ที่มีกำหนดฉายทาง Netflix ในช่วงปี 2025 (ภาพ: Netflix)
This story was originally written in English by T-Labs Team.
ต้นฉบับเขียนและปรับเสริมเนื้อหาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2025 โดย T-Labs Team โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
9 ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ที่ควรตั้งตารอชมในปี 2025
ส่องแบรนด์สตรีทแวร์เกาหลีสุดฮิตที่กำลังนิยมกันอย่างมากในเหล่าศิลปิน K-pop
Topics




