ภายในปี 2030 กลุ่มประชากรที่เกิดระหว่างปี 1997 ถึง 2012 หรือที่เรารู้จักกันในนาม “Gen Z” จะก้าวเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงานโลกถึงร้อยละ 30 ดังนั้น ทักษะการบริหารจัดการคนรุ่นใหม่นี้จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่คือหัวใจสำคัญของผู้นำในยุคใหม่
เวลาที่สื่อพาดหัวข่าวถึง Gen Z น้ำเสียงมักไม่สวยงามนัก แม้คนรุ่นนี้จะได้รับคำชื่นชมด้านความคิดสร้างสรรค์และความคล่องแคล่วทางดิจิทัล ทว่าก็ถูกตีตราว่า “บริหารยาก” “ขาดความอดทน” หรือแม้แต่ “ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง” อยู่เสมอ คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ภาพจำเหล่านี้ยุติธรรมเพียงใด หรือแท้จริงแล้ว Gen Z กลายเป็นแพะรับบาปของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในโลกการทำงาน
บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่าง McKinsey & Company นิยาม Gen Z ว่าเป็นกลุ่มที่เติบโตมาท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ การพลิกโฉมของเทคโนโลยี และกระแสความตื่นตัวทางสังคมที่รุนแรง พวกเขาจึงมีความเป็นจริงนิยม (pragmatic) มากกว่าชาว millennials มีอุดมการณ์ที่ซับซ้อน และมองโลกตามความเป็นจริงมากกว่าความเพ้อฝัน ในฐานะ “digital natives” โดยกำเนิด พวกเขาให้ความสำคัญกับตัวตน การยอมรับในชุมชนที่พร้อมสนับสนุนกัน และไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นมาส่งเสียงเพื่อสิ่งที่ตนเชื่อถือ
คุณลักษณะเหล่านี้เองที่เป็นตัวกำหนดความคาดหวังต่อการทำงาน และอาจกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งหากความเข้าใจไม่ตรงกัน สำหรับผู้นำที่ปรารถนาจะสร้างทีมที่แข็งแกร่งและผสานความต่างระหว่างวัยได้อย่างไร้รอยต่อ นี่คือ 5 กลยุทธ์สำคัญที่ควรพิจารณา
อ่านเพิ่มเติม: วิธีบริหารเวลาให้เหมือนกับซีอีโอผู้ทรงอิทธิพล
การทำงานแบบไฮบริด: สมดุลที่ลงตัว

Above คนรุ่น Zoomers ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นคนรุ่นที่โดดเดี่ยวที่สุด ชอบรูปแบบการทำงานแบบผสมผสาน เพราะช่วยให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานได้ (ภาพ: Getty Images)
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์และที่ปรึกษาในสหรัฐอเมริกาอย่าง Gallup ระบุว่า Gen Z เป็นคนรุ่นที่มีแนวโน้มเลือกงานแบบไฮบริดมากกว่างานรีโมตเต็มรูปแบบ พวกเขาไม่ได้ต้องการทำงานจากที่ใดก็ได้ตลอดเวลา หากแต่ต้องการพื้นที่ทำงานที่เปิดโอกาสให้พบปะ สร้างความสัมพันธ์ และเรียนรู้จากกันและกัน
ในยุคที่โซเชียลมีเดียและการระบาดใหญ่ได้เปลี่ยนช่วงเวลาสำคัญของชีวิตคนรุ่นนี้ สำนักงานจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงาน แต่เป็นพื้นที่ของการเชื่อมต่อ การมีพี่เลี้ยง และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม การทำงานแบบไฮบริดต้องถูกออกแบบอย่างมีชั้นเชิง ผู้นำควรใช้เวลาในออฟฟิศเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ มากกว่าจะเป็นเพียงการเช็กชื่อเข้างาน เพราะการพบหน้ากันจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับงานและจิตใจ
อ่านเพิ่มเติม: ปูทางสู่อนาคตของลูกกับ Hanqing Bilingual Pathway พาธเวย์สองภาษา ‘อังกฤษ - จีนกลาง’ ที่ Shrewsbury Bangkok City Campus
การสื่อสารด้วยเหตุผล
ชาว Gen Z ไม่ได้ยึดติดกับการไต่เต้าตามลำดับชั้นโครงสร้างองค์กรแบบเดิม แต่พวกเขานิยามความสำเร็จในรูปแบบของตนเอง แรงจูงใจสำคัญคือการรับรู้ว่า “งานที่ทำอยู่นั้นมีความหมายอย่างไร”
ผลสำรวจจาก Deloitte เผยว่าร้อยละ 54 ของ Gen Z ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าของงาน” เป็นปัจจัยหลักในการเลือกองค์กร เมื่อค่านิยมขององค์กรสอดประสานกับความเชื่อส่วนบุคคล พวกเขาจะทำงานด้วยความสุขและทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง สำหรับผู้จัดการ การสื่อสารที่ชัดเจนว่าบทบาทของแต่ละบุคคลเชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ขององค์กรอย่างไร คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนภาระให้เป็นความมุ่งมั่น

Above แทนที่จะมุ่งหวังไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งระดับสูง ทั้งคนรุ่น Gen Z และ millennials ต่างมองหางานที่มีเป้าหมายและความหมาย (ภาพ: Getty Images)
สำหรับผู้บริหาร การสื่อสารที่มีความชัดเจนคือกุญแจสำคัญ การอธิบายให้เห็นว่าแต่ละตำแหน่งเชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ขององค์กรอย่างไร จะช่วยปลุกความมุ่งมั่นได้อย่างยั่งยืน เมื่อบุคลากรมองเห็นภาพรวม ความทุ่มเทย่อมตามมา
แก้ที่ต้นตอของความเครียด
สุขภาวะในที่ทำงาน (well-being) มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา สำหรับคนรุ่นใหม่ การได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้างาน โอกาสในการเติบโต และความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต คือดัชนีชี้วัดความสุขที่แท้จริง ในทางตรงกันข้าม วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (toxic culture) การขาดการยอมรับในความสามารถ และชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินพอดี คือต้นตอของความเครียด

Above จากผลสำรวจของ Deloitte พบว่า ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การขาดการยอมรับ และวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ เป็นสาเหตุหลักของความเครียดสำหรับคนรุ่น Gen Z ในที่ทำงาน (ภาพ: Getty Images)
วันนี้ “ความเป็นอยู่ที่ดี” ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นมาตรฐานใหม่ ผู้นำจึงต้องออกแบบภาระงานให้เหมาะสม กำหนดความคาดหวังอย่างชัดเจน มอบการยอมรับอย่างจริงใจ และเปิดพื้นที่ให้พัฒนาอย่างแท้จริง ความปลอดภัยทางจิตใจเริ่มต้นจากวิธีออกแบบงาน และวิธีการนำทีม
ความมั่นคงคือเครื่องมือรักษาบุคลากรชั้นเลิศ
การเติบโตผ่านวิกฤติเศรษฐกิจและเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงเงินเฟ้อ ทำให้ Gen Z ตระหนักถึงความไม่แน่นอนทางการเงินอย่างยิ่งยวด ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 ค่าครองชีพคือความกังวลอันดับต้นๆ ของคนรุ่นนี้ในแบบสำรวจของ Deloitte แม้ในกลุ่มที่ดูเหมือนมีฐานะมั่นคงก็ตาม เกือบครึ่งหนึ่งระบุว่ายังไม่รู้สึกปลอดภัยทางการเงิน

Above เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและภาวะเงินเฟ้อ ทำให้คนรุ่น Gen Z ส่วนใหญ่ไม่รู้สึกมั่นคงทางการเงิน (ภาพ: Getty Images)
ค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ยังคงสำคัญ แต่ “ความมั่นคง” ในสายตา Gen Z หมายรวมถึงสวัสดิการด้านสุขภาพ การดูแลผู้พึ่งพิง ความยืดหยุ่นในการทำงาน และเส้นทางการพัฒนาในระยะยาว องค์กรที่เข้าใจมิติของความมั่นคงเหล่านี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพให้อยู่กับองค์กร
ก้าวข้ามกำแพงแห่งวัย
เมื่อได้ยินคำว่า Gen Z หลายคนอาจนึกถึงภาพมีมในโลกออนไลน์ อุดมคติที่ล้นเกิน หรือความอดทนต่ำ ทว่าแม้คำจำกัดความที่ดูเป็นกลาง ก็สามารถกำหนดท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างกันโดยไม่รู้ตัว นิตยสารด้านการจัดการอย่าง Harvard Business Review ชี้ให้เห็นว่า ความต่างของค่านิยมระหว่างรุ่นมักถูกขยายความจนเกินจริง และแท้จริงแล้วความแตกต่างภายในรุ่นเดียวกันเองอาจมีมากกว่าด้วยซ้ำ
ความท้าทายของผู้นำจึงไม่ใช่การ “บริหารคนตามรุ่น” หากแต่เป็นการตระหนักถึงอคติที่แฝงอยู่ กล้าตั้งคำถามต่อสมมติฐานเหล่านั้น และเน้นย้ำเป้าหมายร่วมกันของทีม ภาวะผู้นำที่แข็งแกร่งมิได้วัดจากความสามารถในการจัดการเจเนอเรชั่น หากวัดจากความสามารถในการเข้าใจ “มนุษย์” แต่ละคน ในฐานะปัจเจกที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน

Above รูปแบบใดๆ ของภาพเหมารวมล้วนส่งผลต่อวิธีการที่เราปฏิสัมพันธ์กันและส่งผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันในที่ทำงาน (ภาพ: Getty Images)
ท้ายที่สุด คำถามอาจไม่ใช่ว่า Gen Z บริหารยากหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า องค์กรพร้อมหรือยังที่จะบริหารด้วยความเข้าใจในยุคที่คุณค่าของงาน ความหมายของชีวิต และความมั่นคงทางจิตใจ กลายเป็นสมการใหม่ของความสำเร็จ
This story was originally written in English by Yoyo Chow.
ต้นฉบับเขียนและปรับเสริมเนื้อหาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 โดย Yoyo Chow โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ





