Cover นักเรียนในหลักสูตร Hanqing Bilingual Pathway (HQP) พาร์ทเวย์สองภาษา จาก Shrewsbury City Campus

เมื่อภาษาไม่ใช่เพียง ‘วิชา’ แต่คือ ‘อนาคต’ เมื่อการเรียนรู้ต้องเริ่มจากความสุข ไม่ใช่ความกดดัน และเมื่อเด็กๆ ได้เติบโตท่ามกลางสองวัฒนธรรมอย่างเป็นธรรมชาติ เขาจะสามารถใช้ชีวิตในฐานะ ‘พลเมืองโลก’ ได้อย่างภาคภูมิใจ นี่คือความเชื่อและความตั้งใจของ Hanqing Bilingual Pathway (HQP) จาก Shrewsbury Bangkok City Campus

Tatler ชวนฟังเรื่องราวจากประสบการณ์และความประทับใจของ 3 ครอบครัว ที่เลือก Hanqing Bilingual Pathway (HQP) โมเดลการศึกษาล่าสุดจาก Shrewsbury International School Bangkok City Campus เพื่อวางรากฐานอนาคตของลูกให้สดใสและกว้างไกลมากกว่าที่เคย

จากการปลูกฝังความรักในการเรียนรู้และมองเห็นศักยภาพที่แตกต่างของเด็กแต่ละคน สู่การแท็คทีมของผู้ปกครองและโรงเรียน เพื่อเข้าใจจังหวะการเติบโตของเด็กๆ และมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน ตลอดจนการตระหนักและเข้าใจว่า การศึกษาคือการลงทุนระยะยาว เพื่อให้ลูกของเราเติบโตไปเป็นบุคคลที่มีศักยภาพและมีความสุขได้ในทุกๆ วัน

อ่านเพิ่มเติม: ‘เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่...รับปีใหม่’ ด้วยสุดยอดแนวคิดจากนักพูดสร้างแรงบันดาลใจระดับโลก Nick Santonastasso

Tatler Asia
Above บรรยากาศใน Shrewsbury International School Bangkok City Campus (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
Above บรรยากาศใน Shrewsbury International School Bangkok City Campus (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความรักในการเรียนรู้

ในช่วงวัยเด็กที่เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสและจินตนาการ ‘การเล่น’ ไม่ได้เป็นเพียง ‘เวลาว่าง’ แต่คือห้องเรียนที่ดีที่สุดในการลองผิดลองถูก ขณะที่ ‘ภาษา’ ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในสมุดคำศัพท์ หากควรเกิดขึ้นจากบทสนทนาในชีวิตประจำวัน ทั้งการทักทาย การร้องเพลง และความอยากรู้อยากเห็นของเด็กๆ ผสานกับความเข้าใจด้านวัฒนธรรมด้วยเรื่องราวที่สนุกและจับต้องได้

นี่คือภาพของ Hanqing Bilingual Pathway (HQP) พาธเวย์สองภาษาที่ Shrewsbury Bangkok City Campus ให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษาสำคัญของโลก ผ่านแนวทางการเรียนรู้ที่ไม่รีบเร่ง ไม่เน้นท่องจำ แต่ค่อยๆ ปลูกฝังให้เด็กรู้สึก ‘รัก’ ที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆ รอบตัวอย่างมั่นใจ โดยแบ่งสัดส่วนการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย ภาษาอังกฤษ 45 เปอร์เซ็นต์ ภาษาจีนกลาง 45 เปอร์เซ็นต์ และภาษาไทยอีก 10 เปอร์เซ็นต์

เมื่อภาษาสอดแทรกอยู่ในชีวิต เด็กๆ จะไม่รู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกสอน แต่กำลังใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร เพื่อสร้างมิตรภาพ และเพื่อเข้าใจโลกใบใหญ่ ที่ไม่ใช่แค่เพียงในห้องเรียนเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม: Tatler Most Influential 2025: เปิดลิสต์ 100 ผู้ทรงอิทธิพล ผู้ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย

Tatler Asia
Above บรรยากาศการเรียนการสอนใน Shrewsbury International School Bangkok City Campus
Tatler Asia
Above ภาพคุณครูในโหลแก้ว พร้อมถ้อยคำแนะนำตัวสั้นๆ เป็นกิมมิคสุดแสนน่ารักที่ช่วยคอนเน็คครูผู้สอนและเด็กนักเรียนได้เป็นอย่างดี

เติบโตด้วยศักยภาพที่แตกต่าง

เราเริ่มต้นบทสนทนากับครอบครัวของ ต่อพงศ์ กฤตยาเกียรณ์ (ต่อ) และพิชญา จิตตะยโศธร (น้อง) ผู้ปกครองของน้องพิ้งค์และน้องแพม สองสาวฝาแฝดเหมือน ซึ่งเข้าเรียนในระดับชั้น EY2

จุดเริ่มต้นของความสนใจใน Hanqing Bilingual Pathway (HQP) ของครอบครัวนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากเทรนด์ แต่เริ่มจาก ‘บ้าน’ บ้านที่ผูกพันกับวัฒนธรรมจีนอย่างชัดเจน ด้วยปู่ย่าตายายที่พูดภาษาจีนได้ แม้เจเนอเรชั่นรุ่นหลังอาจจะห่างหายไปบ้าง การให้ลูกได้เรียนภาษาจีน จึงเป็นการเชื่อมต่อกับรากเหง้าของครอบครัว รวมถึงโลกอนาคตที่ภาษาจีนจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น

ด้วยพื้นฐานวิศวกร คุณพ่อมองว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา สิ่งที่ครอบครัวอยากให้ลูกๆ มีติดตัว จึงไม่ใช่แค่ความรู้ แต่คือ ‘ความสามารถในการเรียนรู้’ และ ‘ความสามารถในการปรับตัว’ โดยมองว่าภาษาอังกฤษและจีน คือสองภาษาหลักที่จะเชื่อมทั้งโลกเทคโนโลยีและโอกาสต่างๆ ในอนาคต

นอกจากนั้น สิ่งที่ผู้ปกครองทั้งสองย้ำว่า ‘สำคัญที่สุด’ แต่เรียบง่ายที่สุด คืออยากให้ลูกๆ ได้เรียนอย่างมีความสุข เพราะถ้าเด็กมีความสุขกับการเรียนโดยไม่ถูกบังคับ ความสุขนั้นจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากที่เรียนรู้ต่อไปในระยะยาว โดยเฉพาะแนวทางการเรียนรู้แบบ Play-based Learning ของ HQP ที่ทำให้เด็กๆ ซึมซับภาษาผ่านกิจกรรมที่ถูกออกแบบให้เกิดความสนุกสนานและเป็นธรรมชาติ ภายในเวลาเพียง 4–5 เดือน น้องพิ้งค์และน้องแพมก็สามารถร้องเพลงจีน รวมทั้งสื่อสารกับคุณครูและเพื่อนที่เป็นคนจีนได้อย่างน่าทึ่ง

Tatler Asia
Above ต่อพงศ์ กฤตยาเกียรณ์ (ต่อ) และพิชญา จิตตะยโศธร (น้อง) ผู้ปกครองของน้องพิ้งค์และน้องแพม (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

อีกหนึ่งความประทับใจ คือการเรียนรู้ทักษะด้านภาษา ผ่านการบูรณาการวัฒนธรรมจีนควบคู่กันไป เช่น การสอนให้เด็กๆ ฝึกใช้ตะเกียบ จับพู่กัน ได้สัมผัสรายละเอียดที่ทำให้ภาษาเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง ส่งผลให้เด็กเกิดความเข้าใจและสนุกกับการเรียนมากขึ้น ทั้งยังมีคลาสภาษาจีนสำหรับผู้ปกครองเดือนละครั้ง เพื่อให้พ่อแม่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับลูกๆ และต่อยอดให้เกิดบทสนทนาระหว่างสมาชิกในบ้านด้วยกัน

คุณพ่อคุณแม่เล่าว่า น้องพิ้งค์และน้องแพมรู้สึกสนุกกับการมาโรงเรียนจนไม่อยากกลับบ้าน และถามหาโรงเรียนในวันหยุดหรือแม้กระทั่งช่วงปิดเทอม ถือเป็นสัญญาณของความอุ่นใจว่า นี่คือ ‘พื้นที่ที่ใช่’ และเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ถูกทาง

สำหรับผลลัพธ์ที่เห็นชัดที่สุดคือ ‘ความมั่นใจ’ ของเด็กๆ จากเดิมที่มีความขี้อาย ไม่ค่อยกล้าสื่อสาร วันนี้น้องทั้งสองกล้าคุย กล้าแสดงออก และแม้แต่กล้าทักทายญาติผู้ใหญ่ด้วยภาษาจีนเบื้องต้น แต่ที่เกินความคาดหวังมากไปกว่านั้น คือการที่ทางโรงเรียนมองเห็นถึงบุคลิกและความชอบที่แตกต่างของฝาแฝดคู่นี้ และพร้อมจะผลักดันตามแนวทางความถนัด เพื่อให้พวกเขาได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากทาง Shrewsbury Bangkok City Campus ไม่มีช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้าง คอยอัปเดตพัฒนาการของเด็กๆ และรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงอยู่เสมอ สำหรับครอบครัวนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองจึงเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ ที่ทำให้พวกเขารู้สึกประทับใจ ไม่แพ้กับความทันสมัยของพาธเวย์เลย

Tatler Asia
Above ต่อพงศ์ กฤตยาเกียรณ์ (ต่อ) และพิชญา จิตตะยโศธร (น้อง) ผู้ปกครองของน้องพิ้งค์และน้องแพม (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

สร้างทีมที่เข้าใจจังหวะการเติบโต

ถัดมาเป็นครอบครัวของ พันชนะ ตันติพิสุทธิ์ (ปาล์ม) และวีรภัทรา โคตรวงษา (ฟ้า) ผู้ปกครองของน้องแคลร์ ที่ไม่ได้เลือก Shrewsbury Bangkok City Campus เพียงเพราะอยากให้ลูกเก่งภาษา แต่เพราะต้องการสภาพแวดล้อมที่ปลูกฝังความเข้าใจด้านวัฒนธรรม และทัศนคติที่เปิดกว้าง (mindset) ซึ่งแตกต่างจากการเรียนภาษาแบบทั่วไป

ทั้งสองมองว่า Hanqing Bilingual Pathway (HQP) เปรียบเสมือน ‘first mover’ หรือผู้บุกเบิกในแวดวงการศึกษาของไทย ด้วยรูปแบบการเรียนภาษาจีนและภาษาอังกฤษที่บาลานซ์ รวมทั้งแนวคิดที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โลกที่ไม่ได้ต้องการเพียงผู้รู้ภาษา แต่ต้องการคนที่เข้าใจหลากหลายวัฒนธรรม เพื่อจะสามารถออกไปทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างกลมเกลียว

ด้วยประสบการณ์การทำงานในสายเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ทำให้คุณพ่อคุณแม่เห็นบทบาทที่สำคัญของประเทศจีนในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากการศึกษาอาจไม่ใช่ความรวดเร็วของผลลัพธ์ แต่คือการปลูกฝังให้ลูกของเขา ‘รักในการเรียนรู้’ และนำสิ่งที่เรียนไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

Tatler Asia
Above พันชนะ ตันติพิสุทธิ์ (ปาล์ม) และวีรภัทรา โคตรวงษา (ฟ้า) ผู้ปกครองของน้องแคลร์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าน้องแคลร์ ซึ่งพื้นฐานเป็นเด็กที่มั่นใจและรักอิสระ ยิ่งพัฒนาความใฝ่รู้อย่างเป็นธรรมชาติ เธอไม่ได้แค่ท่องศัพท์ แต่สามารถหยิบนำภาษาไปใช้ได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น การนับเลขจีนขณะเล่นต่อบล็อค หรือการเรียกชื่อสีเป็นภาษาจีน ทั้งที่บ้านก็ยังใช้ภาษาไทยเป็นหลัก สิ่งนี้สะท้อนว่าภาษากลายเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเด็กโดยปริยาย

นอกจากนั้น น้องแคลร์ยังพยายามใช้ภาษาจีนเพื่อสื่อสารและสร้างมิตรภาพกับเพื่อนร่วมชั้น รวมทั้งแสดงความเอาใจใส่ต่อผู้อื่น ด้วยการทำการ์ดอวยพรสำหรับคุณครูที่ป่วยให้หายไวๆ

HQP ไม่ได้เพียงเสริมสร้างทักษะความรู้ แต่ยังเข้าใจจังหวะการเติบโตของเด็ก โดยให้ภาษาและความสนุกในการเรียนรู้เป็นพื้นฐานก่อนวิชาการ ให้เด็กเรียนเพื่อจะเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อทำคะแนน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้พวกเขาเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น จากนั้นจึงค่อยๆ สนับสนุนให้เขาเรียนรู้ที่จะ ‘connect the dots’ ในชีวิต เพื่อพร้อมสำหรับการต่อยอดไปสู่ศาสตร์และความถนัดที่ลึกขึ้นในอนาคต

อีกหนึ่งความประทับใจที่ช่วยลดความกังวลของครอบครัวนี้ คือวิธีการสื่อสารที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมและสัมมนาต่างๆ ที่โรงเรียนได้จัดขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเด็กกำลังเรียนรู้อะไร อยู่ในขั้นตอนไหน ทำให้รู้สึกว่าโรงเรียนและครอบครัวนั้นเป็น ‘ทีมเดียวกัน’ ซึ่งการมีทีมที่ไว้ใจได้ในเรื่องลูก คือความสบายใจอย่างที่สุดที่พ่อแม่ทุกคนปรารถนา

Tatler Asia
Above พันชนะ ตันติพิสุทธิ์ (ปาล์ม) และวีรภัทรา โคตรวงษา (ฟ้า) ผู้ปกครองของน้องแคลร์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของพวกเขา

สำหรับครอบครัวสุดท้าย ภานุพงศ์ ธนธรรมสิริ (พงศ์) และสุริศา ขจรวีรพันธ์ (เมย์) ผู้ปกครองของน้องไพรม์ ซึ่งภาษาจีนไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคุณแม่ ด้วยเคยเรียนมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ และทำให้เข้าใจว่า การเริ่มเรียนทักษะภาษาในวัยเยาว์จะทำให้พัฒนาและต่อยอดได้ง่ายกว่ามาก

ขณะที่คุณพ่อก็มองว่า ภาษาจีนคือกุญแจสำคัญสำหรับโอกาสต่างๆ ในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจที่ครอบครัวทำอยู่ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ท รวมทั้งการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน

สิ่งที่น่าสนใจของครอบครัวนี้ คือเดิมน้องไพรม์เรียนพาธเวย์ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก British International Pathway (BIP) ของ Shrewsbury Bangkok City Campus ในชั้น EY1 มาก่อน แต่เมื่อครอบครัวทราบว่ามี Hanqing Bilingual Pathway (HQP) เปิดใหม่ จึงตัดสินใจให้ลูกย้ายมาเรียนในชั้น EY2 ด้วยความมั่นใจในคุณภาพของทีมผู้บริหารและบุคลากรของ Shrewsbury ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษา รวมทั้งมีประสบการณ์การสอนในพาธเวย์สองภาษาโดยเฉพาะ

หนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญของลูก คือความกล้าที่จะสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพราะการเรียนภาษาที่สามทุกวันทำให้เด็กไม่เขินอายที่จะพูด ยิ่งพอมีโอกาสได้เที่ยวประเทศจีน ก็ได้เห็นความมั่นใจที่เจ้าตัวสามารถสนทนาภาษาจีนง่ายๆ ได้จริง นี่คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนความคุ้นเคยกับภาษา และทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าภาษาจีนเป็นสิ่งที่แปลกในชีวิตของพวกเขา

อีกหนึ่งภาพความประทับใจ คือความชื่นชอบในการร้องเพลงภาษาจีนของน้องไพรม์ รวมทั้งการสวมบทบาทของ ‘คุณครู’ ในการสอนภาษาจีนให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน เป็นการปลูกฝังความเข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนรู้มาและอยากจะแบ่งปันคุณค่าเหล่านี้ไปสู่ผู้คนรอบข้าง

Tatler Asia
Above ภานุพงศ์ ธนธรรมสิริ (พงศ์) และสุริศา ขจรวีรพันธ์ (เมย์) ผู้ปกครองของน้องไพรม์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

อย่างไรก็ตาม แม้ครอบครัวจะมีความกังวลบ้างในช่วงแรกๆ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าสังคม เนื่องจากพาธเวย์ HQP เพิ่งเปิดใหม่เสมือนเป็นรุ่นบุกเบิก ทำให้นักเรียนในห้องยังมีจำนวนน้อยกว่าพาธเวย์ BIP แต่ทางโรงเรียน ซึ่ง position ตัวเองเป็น One Campus, Two Pathways (หนึ่งแคมปัส สองเส้นทางการเรียนรู้) ก็ได้จัดให้เด็ก HQP ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กนักเรียน BIP อย่างเหมาะสม โดยเด็กๆ ทั้งสองพาธเวย์จะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และใช้ facilities ของโรงเรียนร่วมกัน เพียงแต่แยกเรียนตามพาธเวย์ที่ตนเลือกเท่านั้น ทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าจะเรียนพาธเวย์ไหน ทุกคนก็คือครอบครัว Shrewsbury เหมือนกัน 

อีกหนึ่งความกังวลที่หลายคนให้ความสนใจคือ ภาษาอังกฤษจะดรอปไหม เมื่อเทียบกับ British International Pathway ซึ่งครอบครัวนี้ได้รับคำอธิบายจากผู้บริหารว่า ในระยะสั้น เด็กที่เรียนภาษาเดียวอาจดูเหมือนเรียนรู้ภาษานั้นได้เร็วกว่า แต่ในระยะยาว เด็กที่เรียนหลายภาษาจะสามารถพัฒนาทักษะการจดจำ การจัดระเบียบข้อมูล และแยกแยะความแตกต่างของภาษาได้ดีตั้งแต่อายุยังน้อย ในที่สุดก็จะสามารถเรียนรู้ได้ทันทุกภาษา อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นทางความคิด ปรับตัวได้ในวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งในระยะยาวถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนประทับใจ คือการสนับสนุนความสนใจเฉพาะตัวของเด็ก ไม่บังคับให้ทุกคนต้องชอบเหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มี ‘คุณครู’ ที่เข้าใจเด็กๆ แต่ละคน รวมทั้งสามารถสื่อสารและสร้างบรรยากาศที่สนุก จนทำให้เด็กอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมด้วยตัวเอง

เหนือสิ่งอื่นใด ครอบครัวของน้องไพรม์มองว่า วันนี้ภาษาอังกฤษอย่างเดียวอาจไม่พอ ภาษาที่สามคือสิ่งจำเป็น และวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือเรียนรู้ผ่านชีวิตประจำวันในทุกๆ วัน เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตไปเป็น Global Citizen ที่เข้าใจทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก มีพื้นฐานวิชาการที่แข็งแรง และที่สำคัญคือมีความสุขกับการเรียนรู้ในทุกๆ วัน

Tatler Asia
Above ภานุพงศ์ ธนธรรมสิริ (พงศ์) และสุริศา ขจรวีรพันธ์ (เมย์) ผู้ปกครองของน้องไพรม์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ของขวัญที่ดีที่สุด

ท้ายที่สุด การเลือกโรงเรียนไม่ใช่การเลือกสถานที่ แต่คือการเลือก ‘ระบบนิเวศ’ ที่เด็กจะใช้ชีวิตและเติบโตอยู่ในนั้น ระบบนิเวศที่ควรโอบรับความสงสัย สนับสนุนความกล้า และรักษาความสุขของการเรียนรู้ไว้ให้นานที่สุด

เพราะในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ ‘การรู้ให้มากที่สุด’ แต่คือ ‘รักที่จะเรียนรู้อยู่ตลอด’ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่ง การเริ่มต้นเรียนรู้สองภาษาในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข ความเข้าใจ และการสนับสนุนที่ถูกจังหวะ อาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่พ่อแม่อย่างเราจะมอบให้กับพวกเขาได้...

Tatler Asia
Above บรรยากาศการเรียนการสอนใน Shrewsbury International School Bangkok City Campus
Tatler Asia
Above บรรยากาศการเรียนการสอนใน Shrewsbury International School Bangkok City Campus
Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)