Cover เปิดบ้านหลังใหญ่ที่กำลังกลายเป็น private gallery กว่า 3,000 ชิ้น ของ อุเทน พัฒนานิผล

เปิดบ้านหลังใหญ่ของ อุเทน พัฒนานิผล ซึ่งกำลังจะกลายเป็น private gallery ของผลงานศิลปะมากกว่า 3,000 ชิ้น นอกเหนือจากความชอบและแพสชั่น คือการผลักดันศิลปินไทยรุ่นใหม่ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง เบื้องหลังรั้วสูงตระหง่านของคฤหาสน์หลังโตบนพื้นที่ 4 ไร่ ของถนนเทอดไท คือคลังผลงานศิลปะนับพันชิ้นของ อุเทน พัฒนานิผล ผู้บริหารธุรกิจการผลิตสกินแคร์ คัลเลอร์คอสเมติก และสารสกัดพืชสมุนไพร ซึ่งให้ความรู้สึกไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Tatler ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสไพรเวทคอลเล็กชั่นอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ เพราะเราเชื่อว่า การสำรวจ ตลอดจนซึมซับเรื่องราวและสุนทรียศาสตร์ของชิ้นงานจำนวนมหาศาล เวลาเพียงหนึ่งวันอาจไม่เพียงพอ

อุเทนสวมบทบาท “ไกด์กิตติมศักดิ์” พาเราเดินชมผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งไทยและเทศ ซึ่งประดับประดาจนล้นฝาผนัง และอีกมากมายที่วางเรียงรายซ้อนกันเต็มพื้นที่สองอาคารใหญ่ มองไปทางไหนก็มีแต่ภาพเขียนอยู่รอบตัวเต็มไปหมด ด้วยจำนวนชิ้นงานมากขนาดนี้ น่าจะต้องใช้เวลาเก็บรวบรวมนานหลายสิบปี แต่ความเป็นจริงแล้ว อุเทนเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการนักสะสมเมื่อไม่นานมานี้เอง

“จุดเริ่มต้นเกิดจากช่วงล็อกดาวน์โควิด ผมเริ่มหาของมาตกแต่งบ้านที่กำลังสร้างอยู่ ตั้งแต่ของวินเทจ เฟอร์นิเจอร์ งานจากยุโรป ไปจนถึงจดหมายเหตุลาลูแบร์ หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส Le Petit Journal จนวันหนึ่งก็มีเพื่อนรุ่นน้องทักมาถามว่า ‘ทำไมพี่ไม่เก็บงานศิลปินไทยล่ะ มีศิลปินกลุ่มนึงที่เขาไปเขียนจิตกรรมฝาผนังวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน’ พอเราได้ข้อมูลรายชื่อศิลปินเท่านั้นแหละ ด้วยความวู่วาม กลัวไม่มีงาน จึงรีบซื้อก่อนเลย” (หัวเราะ)

สุดท้ายจำนวนงานที่อุเทนเก็บสะสมก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากไม่กี่สิบชิ้นเป็นหลายร้อยชิ้น โดยผลงานช่วงแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะแนวไทยประเพณี (Thai traditional painting) ซึ่งเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง เขาก็ตระหนักว่า งานหลายชิ้นที่ได้มาครอบครองนั้นเป็นเพียง “งานลายเซ็น” หรือผลงานโดยทั่วไปของศิลปิน แต่อาจจะยังไม่ใช่ผลงานชิ้นสำคัญระดับมาสเตอร์พีซ

“ตอนนั้นเราค่อนข้างเก็บงานแบบสะเปะสะปะ คืองานที่เรามีก็สวยนะ แต่เรารู้สึกว่ามันยังมีอะไรในวงการศิลปะที่เราอยากเห็นและรอให้เราออกไปค้นหาอีกเยอะมาก”

อ่านเพิ่มเติม: ดำดิ่งสู่ความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่ dib Bangkok

เปิดมุมมองใหม่ที่อาร์ตแฟร์ระดับโลก

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อเส้นทางการเป็นนักสะสมของอุเทน คือช่วงปี 2022 หลังคลายมาตรการล็อกดาวน์ เขาได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงาน Art Basel ที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติครั้งแรกของตัวเขา

“เพราะบ้านเราไม่มีอาร์ตแฟร์ให้ดูไง ผมเลยตัดสินใจไป Art Basel ซึ่งเป็นหนึ่งในงานอาร์ตแฟร์ที่ดีที่สุดในโลก แล้วก็ไปคนเดียวด้วย เพราะตอนนั้นยังไม่รู้จักเพื่อนนักสะสมคนอื่นเลย” อุเทนเล่าย้อนถึงการผจญภัยครั้งนั้นด้วยรอยยิ้ม

“สำหรับผม มันเป็นประสบการณ์ที่อิมแพคมาก เหมือนเราได้เดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์เลย บางแกลเลอรีจากยุโรป มีทั้งงาน Marc Chagall ศิลปินชาวรัสเซีย, Pablo Picasso ศิลปินชาวสเปน และที่สำคัญ เราได้เห็นงานของจริงแบบใกล้ๆ โดยไม่มีอะไรมากั้น ได้เห็นถึงความหลากหลายของงานศิลปะ ทั้ง abstract, figurative และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราก้าวมาสู่โลกของงานศิลปะร่วมสมัย (contemporary art) ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่เรารู้สึกโดนใจและสัมผัสได้มากกว่า”

กระทั่งภายหลังจากกลับมาประเทศไทย อุเทนก็เริ่มเสาะหาผลงานศิลปะร่วมสมัยใหม่ เริ่มไปเดินดูงานตามแกลเลอรีต่างๆ และได้รู้จักกับผู้คนในแวดวงศิลปะเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญคือทำให้รู้ว่าผลงานของศิลปินไทยก็ไม่แพ้ใครเช่นเดียวกัน

“พอเราได้เห็นงานเยอะขึ้น หลากหลายขึ้น เราว่างานของศิลปินบ้านเรา ฝีมือไม่แพ้ต่างชาติเลย ทั้งเรื่องเทคนิค รวมถึงการเสนอแนวคิด แต่คุณสมบัติสำคัญของศิลปินที่ดี คือต้องพยายามค้นหาและพัฒนาอัตลักษณ์ตัวตนให้ชัดเจน ไม่ไปทำตามงานศิลปินต่างชาติ คือมองปุ๊บแล้วรู้ว่า ชิ้นนี้เป็นผลงานของใคร แม้ไม่ต้องดูลายเซ็นก็สามารถรับรู้ได้ เราอยากได้ผลงานที่สะท้อนตัวตนและอัตลักษณ์ของศิลปินจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทั้งเวลาและความคิด กว่าจะตกผลึกกลายมาเป็นผลงานแต่ละชิ้นได้”

อ่านเพิ่มเติม: ภาพเขียนของ ‘กุสตาฟ คลิมต์’ (Gustav Klimt) ทุบสถิติ 7.66 พันล้านบาท! ขึ้นแท่นผลงานศิลปะสมัยใหม่ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์

ส่งเสริมศิลปินรุ่นใหม่ให้เติบโต

ทิศทางของอุเทนที่ค่อนข้างชัดเจน คือการเน้นสะสมผลงานหลากหลายสไตล์ของศิลปินรุ่นใหม่ ไปจนถึงศิลปินรุ่นกลาง และอาจจะมีบ้างที่เป็นผลงานของศิลปินรุ่นใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญสำหรับอนาคตของวงการศิลปะไทย

“งานที่ผมเก็บจะไม่ค่อยมีผลงานของศิลปินรุ่นใหญ่ๆ เพราะผมมองว่า ศิลปินหลายคนไม่อยู่แล้ว เราอาจจะไม่ได้มีโอกาสพูดคุยทำความรู้จัก ดังนั้น การหาผลงานเหล่านั้นมาเก็บไว้เหมือนเป็นเพียงการกระจาย wealth จากคนนั้นไปให้คนนี้ หมุนเวียนแค่ในกลุ่มนักสะสมด้วยกันเท่านั้น แต่ภาพรวมของวงการศิลปะอาจจะไม่ได้มีประโยชน์มากนัก เมื่อเทียบกับการที่เรานำเงินก้อนนี้ไปกระจายเพื่อสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ๆ ให้เขามีกำลังใจและเติบโตต่อไปได้ ซึ่งนักสะสมแต่ละคนก็อาจจะมีแนวทางที่แตกต่างกัน”

อุเทนเล่าย้อนถึงความทรงจำช่วงล็อกดาวน์โควิด ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หนึ่งในงานอดิเรกของเขา คือการประมูลงานศิลปะในกลุ่ม “Silpakorn art n craft market” (ปัจจุบันคือ ART & CRAFT Lovers Market)

“เราเห็นศิลปินหลายคนนำผลงานมาลงประมูล งานสวย วิธีคิดน่าสนใจดี แล้วราคาก็ไม่สูงเกินไป ถึงแม้ว่าตอนนั้นชื่อของศิลปินเหล่านี้อาจจะยังไม่เป็นรู้จัก แต่ทุกวันนี้ หลายคนมีแสดงงานตามแกลเลอรีต่างๆ กลายเป็นว่า เราได้สนับสนุนงานของเขาตั้งแต่สมัยเพิ่งเรียนจบ หรือเป็นงานวิทยานิพนธ์ด้วยซ้ำ แม้แต่ศิลปินรุ่นกลางหลายๆ คน ถ้าช่วงนั้นเราไม่ได้ช่วยซัพพอร์ท เขาก็อาจจะไปทำอาชีพอื่นแล้วก็ได้ บางคนหันไปเป็นช่างสักคิ้วเพื่อหาเลี้ยงชีพ หลายคนทำงานด้วยความรู้สึกท้อ เราก็ช่วยสนับสนุนมาเรื่อยๆ เพราะเห็นว่างานของเขามีคุณภาพที่ดี อย่างวันก่อนก็มีศิลปินที่เราเคยช่วยมาบอกว่า คิวแสดงงานของเขาในปีนี้เต็มทั้งปีแล้วนะ เราก็ดีใจที่ได้เห็นเขาเติบโต ก็ถือเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีมากๆ” (ยิ้ม)

สนับสนุนทั้งระบบนิเวศศิลปะ

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา อุเทนเผยว่า ช่วง 3-4 ปีแรก เป็นช่วงที่เขาซื้องานศิลปะบ่อยที่สุด เฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 1-2 ชิ้น

“ช่วงแรกๆ ชอบมีคนแซวว่ามีของมาส่งที่บ้านทุกวันเลย (หัวเราะ) พอมาปีหลังๆ ถึงแม้จำนวนชิ้นที่ซื้อจะน้อยลง แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้นกว่าช่วงแรก นั่นเพราะเราเห็นอะไรเยอะขึ้น และเริ่มเข้าใจว่างานที่ดีเป็นยังไง สมัยก่อนเรารีบซื้อ เพราะกลัวไม่มี กลัวไม่ทัน ทั้งที่บางชิ้นยังไม่ต้องเร่งรีบซื้อก็ได้”

อุเทนอธิบายว่า ในฐานะนักสะสม เขามักจะซื้องานศิลปะผ่านแกลเลอรี เพื่อให้ระบบนิเวศ (ecosystem) ในแวดงศิลปะขับเคลื่อนไปด้วยกันทุกภาคส่วน

“ในระบบมันควรมีทั้งนักสะสม (collector) ภัณฑารักษ์ (curator) ผู้จัดการแกลเลอรี (gallerist) และศิลปิน (artist) เพื่อที่ทุกคนจะได้ซัพพอร์ทและเติบโตไปด้วยกัน อย่างแกลเลอรี่ก็ต้องมีหน้าที่ดูแลศิลปิน และพาเขาไปให้ไกลระดับโลก ส่วนศิลปินเองก็ต้องสร้างสรรค์ผลงานให้ดีที่สุดและต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องกล้าทดลองและกล้าออกจากคอมฟอร์ทโซน เพื่อพัฒนาไปสู่ผลงานซีรีส์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ด้านภัณฑารักษ์ก็มีหน้าที่คัดเลือกผลงานและสไตล์ของงานให้เหมาะสม ขณะที่นักสะสมก็มีหน้าที่สนับสนุนผลงาน ทั้งเพื่อความสุนทรีย์ หรือแม้แต่เพื่อการสะสมกึ่งลงทุน ซึ่งก็เป็นผลพลอยได้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต”

เลือกสิ่งที่ชอบ สู่คอลเลกชั่นที่ใช่

อุเทนเน้นย้ำเสมอว่า สิ่งสำคัญสำหรับการเริ่มต้นสะสมงานศิลปะ คือการเลือกซื้อผลงานที่ตัวเองชื่นชอบเป็นหลัก

“อย่าซื้อเพียงเพราะคนนั้นคนนี้บอกว่าดี แต่เราไม่ได้ชอบ เพราะถ้าศิลปินคนนั้นเกิดไม่ได้ดังขึ้นมา เราจะได้ไม่ต้องทนทุกข์นั่งดูภาพนั้นทุกวัน ผมจะเลือกงานที่ชอบและสามารถสื่อสารบางอย่างกับเราได้ เสมือนดึงตัวเราให้เข้าไปอยู่กับภาพๆ นั้นได้นานๆ ยิ่งดูยิ่งชอบและสามารถดูได้เรื่อยๆ ไม่ว่าในอนาคตศิลปินคนนั้นจะดังหรือไม่ดัง ไม่เป็นไร ถ้าดังก็ดี แต่ถ้าไม่ดัง เราก็ยังมีความสุขกับชิ้นงานที่เราชื่นชอบ”

ความหลงใหลของอุเทนได้ผลิดอกออกผลจนกลายเป็นคอลเล็กชั่นงานศิลปะที่หลากหลายกว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งอัดแน่นเต็มพื้นที่อาคารหลังใหญ่ทั้งสองอาคาร ไม่ว่าจะเป็นผลงานของศิลปินแห่งชาติรุ่นใหญ่อย่าง เฟื้อ หริพิทักษ์, ชลูด นิ่มเสมอ, ประเทือง เอมเจริญ, ทวี รัชนีกร, จรูญ บุญสวน, ปัญญา วิจินธนสาร, ปริญญา ตันติสุข, ปรีชา เถาทอง รวมถึงหม่อมหลวง ปุ่ม มาลากุล, เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล, อลงกรณ์ หล่อวัฒนา, สงัด ปุยอ๊อก, ประทีบ คชบัว ไปจนถึงศิลปินร่วมสมัยดีเด่นรางวัลศิลปาธรอย่าง นที อุตฤทธิ์ โดยเฉพาะภาพไฮไลต์อย่าง The Last Admonition at Vaishali (2018) ซึ่งเคยถูกหยิบยืมไปจัดแสดงที่ประเทศสิงคโปร์อยู่บ่อยครั้ง ตลอดจนผลงานของ ชาติชาย ปุยเปีย, ตะวัน วัตุยา, จิรภัทร ทัศนสมบูรณ์, ชัชวาลย์ วรรณโพธิ์, โกวิท วัฒนราช, องอาจ โล่อมรปักษิณ, ธีธัช ธนโชคทวีพร ฯลฯ

ส่วนกลุ่มที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ คือการสนับสนุนผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรง อาทิ เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ หรือ Line Censor ซึ่งมีประติมากรรมเชิงพุทธปรัชญา “กาลสูตร” ตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้าน, กันตภณ เมธีกุล หรือ Gongkan ศิลปินแนวป๊อปอาร์ตกับเด็กผู้ชายและสัญลักษณ์หลุมดำที่หลายคนคุ้นเคย, ปริญญา ศิริสินสุข หรือ Benzilla ศิลปินสตรีทอาร์ต เจ้าของคาแรกเตอร์ LOOOK มนุษย์ต่างดาวสามตา, พรหมพิริยา คงสถิตย์ หรือ Aof Smith ศิลปินสายป๊อปเซอร์เรียล เจ้าของคาแรกเตอร์ เฟอรี่ สุนัขผสมกระต่ายหน้าตาน่าเอ็นดู, เสกสรรค์ ทุมมัย หรือ Szack ศิลปินที่ผสมผสานเทคนิคหลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนั้น ยังมี พัทธ์ ยิ่งเจริญ ศิลปินที่ผสมผสานประวัติศาสตร์และบริบทร่วมสมัย เพื่อสะท้อนเรื่องราวความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์, ปรียวิศว์ นิลจุลกะ หรือ ปาล์ม ศิลปินวง Instinct กับภาพเขียนแนวป๊อปที่เปี่ยมด้วยสีสันและอารมณ์ขันแกมเสียดสี, ณัฐิวุฒิ ชูมะโนวัฒน์ หรือ Rubbing กับการหยิบยกเรื่องราวรอบตัวมาบอกเล่าผ่านภาพเขียนที่ชวนให้อมยิ้มได้เสมอ, นพนันท์ ทันนารี กับฝีมือการใช้ปากกาไม้ไผ่และพู่กันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานธรรมชาติอันงดงาม, วิษณุพงษ์ หนูนันท์ กับผลงานประติมากรรมชั้นเยี่ยมที่เหล่านักสะสมต่างให้ความสนใจ, รชต ศิริยกุล กับเทคนิคจิตรกรรมในสไตล์ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา, วายุพัด รัตนเพชร กับผลงานประติมากรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะตะวันตกแบบดั้งเดิม, ชนิดา อรุณรังสี จากแอร์โฮสเตสสู่ศิลปินหญิงแนว abstract ที่ฝึกฝนเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ด้วยตัวเอง

นี่เป็นเพียงผลงานบางส่วนในพอร์ทโฟลิโอของอุเทน ที่ยังไม่รวมศิลปินต่างชาติ อย่าง Georg Baselitz ศิลปินชาวเยอรมันรุ่นใหญ่ผู้บุกเบิกเทคนิคการวาดภาพแนวกลับหัว (upside-down), André Butzer ศิลปินคนสำคัญของศิลปะเยอรมันยุคใหม่ ที่โดดเด่นด้วยตัวการ์ตูนสีสันสดใส แต่แฝงไว้ซึ่งปรัชญาอันลึกซึ้ง, Jason Boyd Kinsella ศิลปินร่วมสมัยชาวแคนาดาที่สร้างสรรค์ภาพบุคคลเหนือจริงผ่านรูปทรงเรขาคณิต รวมถึง Matías Sánchez ศิลปินสเปน, Yuichi Hirako ศิลปินญี่ปุ่น, Alexander James ศิลปินอังกฤษ, Yan Jingzhou ศิลปินจีน Alessandro Sicioldr ศิลปินอิตาลี รวมถึงผลงานประติมากรรมเจ้าชายน้อย The Little Prince & The Lying Fox ของ Arnaud Nazare-Aga ศิลปินฝรั่งเศสที่มีเพียงแปดชิ้นในโลกเท่านั้น

ความฝันครั้งใหม่.. “ไพรเวท แกลเลอรี่”

ด้วยจำนวนชิ้นงานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่ผนังทุกด้านจะสามารถแขวนได้ครบ ทำให้ภาพเขียนจำนวนมากถูกวางซ้อนทับกัน งานใหม่ค่อยๆ พิงทับงานเก่า จนหลายครั้งก็ไม่สามารถดึงผลงานศิลปะชิ้นโปรดออกมาชื่นชมได้

“เรารู้สึกว่ามันน่าเสียดาย เราอยากจะมีสเปซที่สามารถแขวนผลงานได้มากขึ้น เผื่อมีแขกหรือผู้ที่สนใจแวะเวียนมาเยี่ยมชม เพราะที่ผ่านมา ทั้งเจ้าของแกลเลอรีต่างชาติที่เราเคยซื้อผลงาน หรือแม้กระทั่งท่านทูตทางฝั่งยุโรป ก็เคยแวะมาชมผลงานที่เราเก็บสะสมไว้ พวกเขาแนะนำว่า ศิลปินไทยที่เรามี บางคนฝีมือดีมาก หากมีโอกาสได้ไปเป็นศิลปินพำนัก (artist in residence) ในต่างประเทศ ก็จะช่วยพัฒนาฝีมือให้เก่งขึ้นได้อีกเยอะเลย” 

อุเทน เล่าต่อว่า ตอนนี้เขากำลังสร้างตึกหลังใหม่เพิ่มเติม เพื่อเป็นที่รวบรวมผลงานศิลปะร่วมสมัยช่วงหลังโควิด (after Covid period) “อาจจะใช้คำว่า private gallery ก็ได้ เราอยากให้เป็นคอลเล็กชั่นที่มีความหลากหลาย ผสมผสานระหว่างผลงานของศิลปินไทยกับศิลปินต่างชาติ เวลาคนมาดูจะได้รู้ว่า เฮ้ย ผลงานของไทยหลายชิ้นก็สู้ต่างชาติได้นะ” (ยิ้ม)

พาศิลปินไทยสู่สายตาชาวโลก

อุเทนเผยว่า ทุกวันนี้มีพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีหลายแห่งที่สนใจหยิบยืมผลงานต่างๆ ที่เขามีไปเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) ซึ่งมีโปรเจ็กต์จะนำผลงานของสี่ศิลปินไทย และสี่ศิลปินต่างชาติยุคใหม่ไปจัดแสดงในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ อาทิ สุวัฒน์ บุญธรรม, ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง, อานนท์ เลิศพูลผล และกิตติศักดิ์ เทพเกาะ

แม้แต่คิวเรเตอร์ต่างชาติก็ยังให้ความสนใจคัดเลือกผลงานของศิลปินไทย จำนวน 100–200 ชิ้น ไปจัดแสดงแบบโรดทริปในทวีปยุโรป ทั้งฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม ฯลฯ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี ในการพาผลงานของศิลปินไทยออกไปท่องโลกกว้าง

“ผมยินดีมากๆ ที่จะให้ผลงานเหล่านี้เผยแพร่ไปสู่ระดับนานาชาติ และทางคิวเรเตอร์เองก็มั่นใจว่า ผลงานของศิลปินไทยร่วมสมัยมีความน่าสนใจและแปลกตาไปจากผลงานที่เขาเคยเห็นในยุโรป ซึ่งโดยปกติแล้ว มุมมองของฝรั่งเวลามองงานศิลปะฝั่งเอเชีย เขาจะนึกถึงแค่จีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่สำหรับศิลปินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจจะมีที่เขารู้จักไม่เกิน 5-10 คน เพราะฉะนั้น หากได้นำผลงานของศิลปินไทยไปจัดแสดงที่ยุโรป ก็น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าจะด้วยฝีมือที่โดดเด่นและราคาที่ยังต่ำกว่าความเป็นจริงในท้องตลาดค่อนข้างมากเยอะ ที่สำคัญ หากมีศิลปินคนไหนโด่งดังหรือได้ดิบได้ดีขึ้นมา ผมก็คงจะรู้สึกดีใจด้วยมากๆ เลย” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง

อุเทนทิ้งท้ายบทสัมภาษณ์กับ Tatler ท่ามกลางฉากหลังของอาคาร “ไพรเวท แกลเลอรี” หลังใหม่ที่เพิ่งลงเสาเข็มเสร็จ เป็นนัยว่ารากฐานที่แข็งแรงของแวดวงศิลปะไทยนับจากนี้ ย่อมต้องอาศัยทั้งแพสชั่นและแรงผลักดันของบุคลากรในระบบนิเวศทุกๆ คน

“สำหรับผม ความพิเศษของงานศิลปะ มันคือของสะสมที่เป็น unique piece ที่มีเพียงแค่ชิ้นเดียว และด้วยธรรมดาของความเป็นมนุษย์ ปากของเราที่ชอบกินของอร่อย หูที่ชอบฟังเพลงอันไพเราะ จมูกที่ต้องการสูดกลิ่นหอม แม้แต่ดวงตาของเราก็ต้องการงานศิลปะดีๆ เพื่อความสุนทรีย์ของชีวิตเช่นเดียวกัน ‘ศิลปะ’ จึงเป็นอรรถรสอันงดงาม ที่ช่วยยกระดับจิตใจและความเป็นมนุษย์ของพวกเรา..ให้ก้าวสูงขึ้นไปอีกขั้น” (ยิ้ม)

Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)