ลูกไม้ที่หล่นใต้ต้นของครอบครัวคุณาวงศ์ กับการส่งต่อความรักในโลกศิลปะของพ่อ-ลูก ‘เสริมคุณ คุณาวงศ์’ และ ‘เหมือนฝัน สิริกรณ์ คุณาวงศ์’ ด้วยการแปลงโฉมที่พักอาศัยสู่ ‘บ้านพิพิธภัณฑ์’ อันมีชีวิต ภายใต้การดูแลของทายาทสาวนักประวัติศาสตร์ศิลป์ที่อยากเห็นศิลปะเบ่งบานในหัวใจของคนไทย
ในแวดวงศิลปะไทย ชื่อของเสริมคุณ คุณาวงศ์ หรือ ‘พี่จก’ คือหนึ่งในนักสะสมผลงานศิลปะคนสำคัญ ผู้ขับเคลื่อนแวดวงศิลปะไทยมาช้านาน ทั้งการก่อตั้งศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ (Bangkok Sculpture Center) ในอดีต ภายใต้โครงการส่งเสริมศิลปะของ CMO Group รวมถึง อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป (Art Tank Group) กลุ่มบริษัทที่บริหารจัดการงานด้านศิลปะ ซึ่งประกอบด้วยฟันเฟืองสำคัญๆ อาทิ Bangkok Art Auction บริษัทจัดการประมูลผลงานศิลปะชั้นนำของไทย ที่มี ดรีม เหมือนฝัน สิริกรณ์ คุณาวงศ์ ทายาทคนโตเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก
ตลอดจนบ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (Kunawong House Museum) แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะที่รวบรวมผลงานล้ำค่านับพันชิ้นมาจัดแสดงบนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปะเชื่อมโยงกับผู้คนได้มากขึ้น
“สิ่งนี้เป็นความฝันที่คุณพ่ออยากทำมาตลอด เขาฝันว่าอยากจะมีสเปซให้คนได้เข้ามาชมงานศิลปะ โดยเริ่มจากบ้านที่ดรีมอยู่มาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ จนบ้านหลังนี้แปลงร่างกลายเป็นบ้านพิพิธภัณฑ์ ที่เป็นเหมือนชีวิตของคนๆ หนึ่ง เป็นตัวตนของคุณพ่อ เป็นตัวตนของคุณเสริมคุณ หรือพี่จกของใครหลายๆ คน” ดรีมเล่าถึงความฝันเมื่อเก้าปีที่แล้ว ตั้งแต่โปรเจ็กต์นี้ยังเป็นเพียงร่างการออกแบบ จนถึงวันที่ครบรอบหนึ่งปีเต็มของการเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ อย่างเป็นทางการ
อ่านเพิ่มเติม: 28 ปีที่ไม่หยุดท้าทายของ ‘นุ่น วรนุช’ กับการหวนคืนจอภาพยนตร์ใน ‘สุสานคนเป็น’ และการลัดฟ้าไปประกวดร้องเพลงไกลถึงแดนมังกร

Above บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)

Above เสริมคุณ คุณาวงศ์ หนึ่งในนักสะสมผลงานศิลปะคนสำคัญของไทย (ภาพ: Kunawong House Museum)
การเติบโตของสาวน้อย นักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์
ชีวิตวัยเด็กของดรีมเติบโตมากับร้านหนังสือและพิพิธภัณฑ์ บ่อยครั้งที่เธอมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามคุณพ่อไปยังบ้านศิลปิน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอซึมซับโลกของศิลปะตั้งแต่เยาว์วัย
“ตอนเด็กๆ ชีวิตของเรามีแค่ร้านหนังสือดอกหญ้า แพร่พิทยา และบ้านศิลปิน จำได้ว่าตอนที่เราไปนั่งฟังศิลปินคุยกับพ่อเรื่องงานศิลปะ เรารู้สึกว่า เฮ้ย ของแบบนี้ไม่ใช่อยู่ดีๆ โผล่มาได้นะ ทุกอย่างมันมีเรื่องราว มันคงจะดีถ้าเราได้รู้ว่า เบื้องหลังภาพแต่ละภาพ อะไรที่มันทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา ก็เลยตัดสินใจเรียน art history”
หลังเรียนจบประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ที่ University of Warwick ประเทศอังกฤษ ดรีมตัดสินใจเรียนต่อโทด้าน Visual Arts Management ที่ New York University สหรัฐอเมริกา ซึ่งประสบการณ์การเรียนต่อในต่างประเทศนี้เอง ที่ทำให้เธอมีมุมมองต่อโลกศิลปะที่กว้างขึ้น

Above เหมือนฝัน สิริกรณ์ คุณาวงศ์ หลังเรียนจบประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ที่ University of Warwick ประเทศอังกฤษ
จริงๆ แล้วประเทศไทยมีทั้งผลงานที่ดีและคนที่เก่ง แต่สิ่งที่ทำให้เราต่างกับหลายๆ ประเทศ คือบ้านเราเป็น mall culture เด็กไทยเติบโตมากับการเดินห้างสรรพสินค้า ขณะที่เขาเดินพิพิธภัณฑ์

Above หนังสือ กาลครั้งหนึ่งกับเด็กหญิงนักประวัติศาสตร์ศิลป์ โดย เหมือนฝัน คุณาวงศ์
“การได้อยู่ในประเทศที่มี art capital ระดับโลก ซึ่งให้ความรู้ความสำคัญในเรื่องวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบระเบียบ ทำให้เราหันกลับมามองว่า จริงๆ แล้วประเทศไทยมีทั้งผลงานที่ดีและคนที่เก่ง แต่สิ่งที่ทำให้เราต่างกัน คือบ้านเราเป็น mall culture เด็กไทยเติบโตมากับการเดินห้างสรรพสินค้า ขณะที่เขาเดินพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะก็อปปี้แล้วมาทำที่บ้านเราไม่ได้ ทุกอย่างต้องค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ปลูกฝังแบบ learning by doing”
หลังจากเรียนจบ ดรีมกลับมาช่วยดูแลโปรเจ็กต์ ‘Imaginia’ สวนสนุกแห่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่ The Emporium ซึ่งเป็นการปลูกฝังโลกของศิลปะให้กับเด็กๆ
“เราชอบศิลปะกับเด็ก ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เรายิ่งเชื่อในเรื่องความสำคัญของการเชื่อมโยงศิลปะกับผู้คนที่อยู่นอกแวดวงศิลปะมากๆ”
ด้วยประสบการณ์หกปีในการปั้นโปรเจ็กต์นี้ ร่วมกับทีมงานกว่า 30 ชีวิต ทำให้เธอมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งขึ้น และพร้อมสำหรับการก้าวสู่สังเวียนแห่งโลกศิลปะในเวลาต่อมา
อ่านเพิ่มเติม: บทเรียนที่ท้าทายของร้านอาหารไทยในต่างแดน ผ่านมุมมองของเชฟอิ้น ดาลัด กำภู

Above เสริมคุณ คุณาวงศ์ และ เหมือนฝัน สิริกรณ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)
พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่เป็นมิตรสำหรับทุกคน
ภายหลังเสริมคุณก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอของ CMO Group ผู้นำธุรกิจด้าน Event Management ระดับอาเซียนที่เคยบริหารมายาวนานกว่า 30 ปี เขามีงานประติมากรรมร่วม 200 ชิ้น ที่ครั้งหนึ่งเคยจัดแสดงไว้ ณ ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ ต้องดูแลต่อ กอปรกับทายาทสาวคนโตเพิ่งแต่งงานและอยากสร้างบ้านหลังใหม่ เธอจึงเสนอที่จะซื้อที่ดินเพิ่มเติม เพื่อขยายให้กลายเป็น ‘บ้านพิพิธภัณฑ์’ เต็มรูปแบบ
“จริงๆ ช่วงประมาณหนึ่งปีก่อนโควิด เราเคยเปิดบ้านหลังเดิมที่มีของสะสมมากมายให้คนทั่วไปเข้าชม ในวันเสาร์เดือนละหนึ่งครั้ง จำนวนสามรอบ โดยรับรอบละ 15 คน และมีกิจกรรมพาชมแต่ละห้อง จนมีการบอกแบบปากต่อปาก ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้มีโอกาสที่จะต่อยอดได้ ในเมื่อบ้านเราอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว เราไม่อยากให้ตึกดูไร้ชีวิต เราก็เลยเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นทำเป็นบ้านพิพิธภัณฑ์ดีไหม เป็น living museum ที่ full of experiences”
ดรีมเล่าต่อว่า เมื่อทุกสมาชิกทุกคนต่างลงมติที่จะเดินหน้า คุณพ่อจะเป็นคนที่ตัดสินใจในเรื่องการออกแบบทั้งหมด ส่วนเธอมีหน้าที่ดูแลในเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะการเชิญชวนที่ดูเป็นมิตรให้เข้ากับผู้ชมทุกๆ กลุ่ม
“จริงๆ แล้วศิลปะไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเนื้องานศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่การสื่อสารก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะโดยทั่วไปแล้ว คนจะรู้สึกเกร็งเวลาเดินเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์หรืออาร์ตแกลเลอรี ทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้เขารู้สึกเสมือนหนึ่งว่าต้องปีนบันไดดู หรือดูอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ทำอย่างไรที่ให้ศิลปะสามารถเข้าถึงคนไทยที่ไม่ได้มีวัฒนธรรมแบบ museum culture มาโดยกำเนิด”

Above บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)
อยากให้ศิลปะเข้าใกล้ไลฟ์สไตล์ของคนมากขึ้น และอยากให้เขาลองก้าวเข้ามาในโลกศิลปะแบบไม่ต้องกลัว เราหวังว่าจะมีสักมุมหนึ่งที่เขาชอบ นั่นก็เป็น first impression ที่ดีกับศิลปะแล้ว

Above บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)
ดรีมอธิบายว่า ในฐานะนักสื่อสารด้านศิลปะ เธอพยายามหาแง่มุมที่น่าสนใจในการบอกเล่าเรื่องราวของศิลปะ ที่สามารถเชื่อมโยงกับมนุษย์หรือคนแต่ละคนได้
“เราย้ำเสมอว่า เราไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย แต่เราเป็นบ้านพิพิธภัณฑ์ เราอยากให้ศิลปะเข้าใกล้ไลฟ์สไตล์ของคนมากขึ้น เราเลยชวนเขามาดูเก้าอี้ มาดูโซฟา มาดูห้องนั่งเล่น เราอยากให้เขาลองก้าวเข้ามาในโลกศิลปะแบบไม่ต้องกลัว เราหวังว่าจะมีสักมุมหนึ่งที่เขาชอบ นั่นก็เป็น first impression ที่ดีกับศิลปะแล้ว
“บางครั้งเขาอาจไม่ต้องเข้าใจความหมายทั้งหมดก็ได้ อย่างบางทีมีคนมาเดินชมพิพิธภัณฑ์ แล้วบอกว่าภาพนี้หน้าตาเหมือนวัวเลย แม้ว่าจริงๆ สิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่วัว แต่แทนที่เราจะพูดแบบนั้น เราก็จะถามต่อว่า แล้วพี่เห็นว่าเป็นอะไร หรือตีความจากประสบการณ์ของตัวเองได้ว่าอย่างไร เราว่านี่คือความพิเศษของงานศิลปะ ซึ่งเราอยากรู้ว่าคนที่เข้ามาชมจะมี interaction แตกต่างกันอย่างไรบ้าง”

Above บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)

Above บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)

Above บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)
เม็ดทรายแห่งกาลเวลา และการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
การได้รับมอบหมายให้ดูแลโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่อย่าง ‘บ้านพิพิธภัณฑ์’ แม้ดูเหมือนเป็นแพสชั่นที่อยู่ในสายเลือด แต่ก็เป็นความฝันที่หนักอึ้งสำหรับทายาทสาว
“ยอมรับว่ากดดันค่ะ กดดันมาก เรารู้สึกว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เราทำเป็นแบบที่เขาต้องการ คือธรรมชาติของดรีมเอง เราเป็นผู้ติดตาม เป็นผู้ซัพพอร์ทแบบสุดๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เราโตขึ้น พ่อเริ่มถามว่า แล้วเราคิดเห็นกับสิ่งต่างๆ อย่างไรบ้าง มันเหมือนเขาให้พลังกับเราว่า ‘ฉันเชื่อในตัวเธอนะ’ เราสามารถใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปได้ จากที่ตอนแรกเราไม่ค่อยมั่นใจที่จะต้องมาดูแลโปรเจ็กต์ใหญ่ขนาดนี้ เราก็รู้สึกว่าอยากจะทำให้ดีที่สุด อยากให้สิ่งเหล่านี้มีคนเห็นมากที่สุด”
บ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ ประกอบด้วยพื้นที่สามส่วนใหญ่ และ 19 โซนย่อย ได้แก่ Cubic Building โซนจัดแสดงผลงานศิลปะหลากหลายห้องบนอาคารอเนกประสงค์ห้าชั้น, The Residence บ้านพักอาศัยสามชั้น ซึ่งเป็นพื้นที่พักอาศัยของครอบครัวคุณาวงศ์ ประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งมากมาย รวมถึง The Garden of Life โซนจัดแสดงผลงานประติมากรรมบริเวณสวนด้านหน้าพิพิธภัณฑ์
“คุณพ่อเคยบอกว่า เราเป็นเพียงแค่เม็ดทรายในห้วงแห่งกาลเวลา ไม่นานเดี๋ยวเราก็หายไป เราเป็นแค่คนของช่วงเวลาหนึ่งและยุคหนึ่งที่ช่วยดูแลสิ่งเหล่านี้ กระทั่งวันหนึ่งเมื่อเราไม่อยู่แล้ว งานศิลปะเหล่านี้ก็อาจจะถูกส่งต่อไปให้ใครสักคนดูแลแทน ไม่แน่ว่ามันอาจจะไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของไทย หรือ Southeast Asia collection ที่ไหนสักแห่งในโลกก็เป็นได้”

Above บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)

Above อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)

Above บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)
พลังแห่งความเชื่อและความฝัน
ทุกครั้งที่เราเอ่ยถึงทายาทแห่งบ้านพิพิธภัณฑ์ในฐานะ ‘นักประวัติศาสตร์ศิลปะ’ เธอเขินอายที่จะยอมรับเช่นนั้น ดรีมบอกว่า เธอเป็นเพียง art lover ที่ชอบในงานศิลปะ รวมทั้งเป็นเหมือน art storyteller และเชียร์ลีดเดอร์ที่อยากเชิญชวนให้คนมาเสพงานศิลปะมากขึ้น
“เราดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นว่า ตลาดศิลปะบ้านเราตื่นตัวมากขึ้น เรามีศิลปินอย่างคุณมด นิสา ศรีคำดี เจ้าของคาแรกเตอร์ ‘Crybaby’ คนไทยคนแรกที่อยู่ใน Pop Mart เรามีศิลปินไทยที่อยู่ในตำราประวัติศาสตร์ศิลปะฝรั่ง อย่างคุณฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้โลกของศิลปะเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น และเราหวังว่าจะใช้โมเมนตัมนี้ ในการสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับคนในอุตสาหกรรม”

Above ผลงานของศิลปิน มด นิสา ศรีคําดี ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)
คุณพ่อเป็นเหมือนบัดดี้ทางศิลปะ คุณพ่อเชื่อว่าความฝันเป็นสิ่งสำคัญ และคนเราต้องมีฝัน ก็อยากขอบคุณที่เขาพูดเสมอว่า เขาเชื่อในตัวเรา ทั้งที่เราไม่เคยเชื่อในตัวเองเลยด้วยซ้ำ

Above ผลงานของศิลปิน ยุรี เกนสาคู ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)

Above ผลงานของศิลปิน Gongkan ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)
ทุกวันนี้ลูกไม้ใต้ต้นผลนี้กำลังเติบโตและแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อรอวันที่จะให้ร่มเงาเฉกเช่นเดียวกับไม้ใหญ่ที่สร้างเธอขึ้นมา
“สำหรับดรีม คุณพ่อเป็นเหมือนบัดดี้ทางศิลปะที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตลอด คุณพ่อเชื่อว่าความฝันเป็นสิ่งสำคัญ และคนเราต้องมีฝัน เขาเชื่อว่าความฝันที่ใหญ่ คือสิ่งที่เปลี่ยนโลกและทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ตามมา นั่นคือเหตุผลที่เขาตั้งชื่อลูกสองคนว่า ‘เหมือนฝัน’ และ ‘วาดฝัน’ ก็อยากขอบคุณที่เขาพูดเสมอว่า เขาเชื่อในตัวเรา ทั้งที่เราไม่เคยเชื่อในตัวเองเลยด้วยซ้ำ ขอบคุณในพลังแห่งความฝันที่เขามอบให้ ขอบคุณที่ทำให้เราเชื่อว่า… เราเองก็ฝันได้และทำได้เหมือนกัน”

Above เสริมคุณ คุณาวงศ์ และ เหมือนฝัน สิริกรณ์ คุณาวงศ์ (ภาพ: Kunawong House Museum)





