Cover โครงสร้างรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าของ T Pavillion ที่ดูเหมือน “แผ่นหลังคา” ลอยตัวอยู่ท่ามกลางสนามหญ้า ทลายเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่อยู่อาศัยและธรรมชาติภายนอก (ภาพ: Thanawatchu)

เมื่อแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลกของ Ludwig Mies van der Rohe ถูกตีความใหม่ไปสู่ T Pavillion ‘พาวิลเลี่ยนรับรองส่วนตัว’ ที่เน้นความโปร่งเบาและการเชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

“ความจริงแล้วผมทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์เลยครับ ชีวิตผมเป็นรูทีนค่อนข้างมาก ผมเลยอยากให้พื้นที่นี้มันรวมทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกันได้ โดยที่ไม่รู้สึกถึงความเป็นทางการจนเกินไป” คุณเป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ T Pavillion โปรเจ็กต์ที่เปลี่ยนส่วนหนึ่งของสนามหญ้าภายในบ้านให้เป็นสเปซที่ออกแบบมาเพื่อบาลานซ์ชีวิตที่เข้มข้นให้เข้ากับความสงบผ่อนคลายในแบบที่เขามองหา

ภาพจำแรกเมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่กว่า 2 ไร่ คืออาคารสไตล์โมเดิร์นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ดูเหมือนแผ่นหลังคากำลังลอยตัวอยู่อย่างอิสระท่ามกลางสนามหญ้ากว้างขวางและต้นไม้เดิมที่เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาเต็มที่ ความโปร่งเบาของผนังกระจกใสที่โอบล้อมพื้นที่ใช้สอย 450 ตารางเมตร ทำให้ตัวอาคารดูคล้ายพาวิลเลี่ยนพักผ่อนที่ไร้เส้นแบ่งระหว่างภายในและภายนอก ชวนให้รู้สึกว่าธรรมชาติรอบตัวไม่ได้ถูกขีดกั้น แต่กลับถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การอยู่อาศัยอย่างจงใจ

อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: สำรวจ Terrarium House บ้านที่ถูกออกแบบดั่งสวนในโหลแก้ว ที่ธรรมชาติ แสง และสถาปัตยกรรมเติบโตไปพร้อมกัน

Tatler Asia
Above โครงสร้างอาคารของ T Pavillion โดยสตูดิโอออกแบบ Atelier01 (A01) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพิพิธภัณฑ์ Neue Nationalgalerie กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ผลงานสถาปนิกระดับโลก Ludwig Mies van der Rohe (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

จุดเริ่มต้นของอาคารหลังนี้เกิดจากการพบกันระหว่างคุณเป๊กและ Atelier01 (A01) สตูดิโอออกแบบที่ขึ้นชื่อเรื่องการจัดการพื้นที่โดยคำนึงถึงความต้องการของเจ้าของบ้านได้อย่างครบถ้วน ทั้งฟังก์ชั่นและสไตล์ ความร่วมมือครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายผ่านโซเชียลมีเดียที่นำพางานออกแบบที่ใช่มาเจอกับเจ้าของบ้านที่ให้ความใส่ใจในรายละเอียดเหมือนกัน จนเกิดเป็นกระบวนการออกแบบที่เปลี่ยนจากแบบบ้านในอุดมคติ มาสู่พื้นที่ใช้สอยจริงที่เข้าใจรสนิยมและจังหวะชีวิตของผู้อยู่อาศัย

จากสนามหญ้าที่เป็นจุด take view ชั้นดี สถาปนิกและคุณเป๊กได้ร่วมกันตีความแนวคิด ‘Less is More’ ของปรมาจารย์สถาปนิกยุคโมเดิร์นอย่าง Ludwig Mies van der Rohe ขึ้นมาใหม่ โดยย่อส่วนภาษาทางสถาปัตยกรรมที่ดูขรึมขลังให้กลายเป็นสเกลที่อบอุ่น พลิกโฉมพื้นที่สวนหลังบ้านให้กลายเป็นอาณาจักรตัว T ที่ดีไซน์มีความท้าทายทั้งงานวิศวกรรมและการออกแบบ เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของคุณเป๊กที่ว่า “ในโลกที่เราควบคุมอะไรไม่ได้เยอะ แต่อย่างน้อยกลับมาบ้าน เราเห็นอะไรที่มัน symmetrical หรือความสมมาตร เห็นอะไรที่มันสบายตา มันคือความสบายใจครับ”

Tatler Asia
Above คุณเป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล กับมุมโซฟาตัวโปรดที่ T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

จาก Neue Nationalgalerie สู่สเกลการอยู่อาศัยที่ “เป็นมิตร”

จุดเริ่มต้นสำคัญเริ่มจากการที่คุณเป๊กอยากได้ “พาวิลเลี่ยนรับรอง” ที่แยกออกมาจากตัวบ้านหลัก เพื่อไว้ใช้รองรับแขก พักผ่อนแบบสบายๆ เป็นกันเอง รวมถึงใช้เป็นพื้นที่ทำงานไปในตัว สถาปนิกจึงเริ่มมองหาภาษาทางสถาปัตยกรรมที่สามารถดึงเอาศักยภาพของวิวสนามหญ้าล้อมรอบต้นไม้ใหญ่ออกมาให้ได้มากที่สุด

“เราอยากให้อาคารมันโปร่งที่สุด เพื่อจะ take view ทั้งหมดที่มี เลยเป็นที่มาว่าอยากได้จำนวนเสาที่น้อยมากๆ ที่จะไม่ขวางวิวอะไร” มาร์ค ณัฐวุฒิ คลอวุฒิอนันต์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Atelier01 (A01) เล่าถึงแนวคิดเริ่มต้นที่เขาย้อนนึกไปถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Farnsworth House บ้านพักตากอากาศในสหรัฐอเมริกา ต้นแบบสถาปัตยกรรมบ้านยุคโมเดิร์น รวมถึงพิพิธภัณฑ์ Neue Nationalgalerie ในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ของ Mies van der Rohe ที่โดดเด่นด้วยงานโครงสร้างเหล็ก span กว้างๆ และการใช้เสาเพียงไม่กี่ต้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้โล่งที่สุด

Tatler Asia
Farnsworth House บ้านพักตากอากาศในสหรัฐอเมริกา ต้นแบบสถาปัตยกรรมบ้านยุคโมเดิร์น
Above Farnsworth House บ้านพักตากอากาศในสหรัฐอเมริกา ต้นแบบสถาปัตยกรรมบ้านยุคโมเดิร์น
Tatler Asia
พิพิธภัณฑ์ Neue Nationalgalerie ในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ของ Mies van der Rohe (ภาพ: www.preussischer-kulturbesitz.de/SMB / Reinhard Friedrich CC NC-BY-SA)
Above พิพิธภัณฑ์ Neue Nationalgalerie ในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ของ Mies van der Rohe (ภาพ: www.preussischer-kulturbesitz.de/SMB / Reinhard Friedrich CC NC-BY-SA)
Farnsworth House บ้านพักตากอากาศในสหรัฐอเมริกา ต้นแบบสถาปัตยกรรมบ้านยุคโมเดิร์น
พิพิธภัณฑ์ Neue Nationalgalerie ในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ของ Mies van der Rohe (ภาพ: www.preussischer-kulturbesitz.de/SMB / Reinhard Friedrich CC NC-BY-SA)

แต่การนำความขรึมขลังระดับพิพิธภัณฑ์มาไว้ในบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย โจทย์คือการ “ย่อย” สเกลเหล่านั้นลงมาให้กลายเป็นที่พักอาศัยที่อยู่แล้วรู้สึกผ่อนคลาย คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ของแสงธรรมชาติและพื้นที่ว่างที่คุณเป๊กให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

“ผมเป็นคนเชื่อเรื่องแสงธรรมชาติ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน... ผมรู้สึกว่าการทำงานโดยมีแสงธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง มันทำให้เราคิดอะไรได้ไหลลื่น และเราสามารถคิดนอกกรอบได้ เพราะมันไม่มีกรอบมาปิดเรา” คุณเป๊กอธิบายเสริม

ประโยคนี้เองคือหัวใจสำคัญที่สถาปนิกนำมาใช้ในการออกแบบ T Pavillion โดยพยายามลดทอนองค์ประกอบของเสาและคานให้เหลือน้อยที่สุดจนแทบจะหายไปจากสายตา เพื่อสร้างสภาวะที่ผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่กลางสวนจริงๆ แม้จะมีหลังคาคุ้มแดดคุ้มฝนอยู่ก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม: Shma กับนิยามใหม่ของพื้นที่สีเขียว สู่ยารักษาเมืองเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

Tatler Asia
Above พื้นที่นั่งเล่นและสวนด้านหลัง T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
Above โครงสร้างอาคารของ T Pavillion โดยสตูดิโอออกแบบ Atelier01 (A01) (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Less is More ที่ต้องใช้ความพยายาม “More” กว่าที่เห็น

เบื้องหลังอาคารกระจกที่ดูเบาลอยราวกับไม่มีโครงสร้างคือความท้าทายงานวิศวกรรมขั้นสูง พาวิลเลี่ยนหลังนี้ถูกประคองไว้ด้วยเสาเหล็กเพียงสี่ต้น เพื่อรองรับหลังคายาวถึง 16 เมตร สถาปนิกเลือกใช้โครงสร้างเหล็กถักรูปทรงสามเหลี่ยมซ่อนไว้ในแผ่นหลังคา เพื่อเปิดโอกาสให้พื้นที่ไร้เสาบดบังให้มากที่สุด

“ทั้งหมดหากมองผ่านๆ อาจเห็นแค่โครงสร้างหรือฝ้าที่เรียบง่าย แต่ที่จริงได้ผ่านการคำนวณทุกอย่างแบบละเอียดเพื่อซ่อนหรือเก็บสิ่งต่างๆ ไว้ได้ครบ และตั้งใจโชว์เท่าที่จำเป็นจริงๆ” คุณมาร์คอธิบายถึงดีเทลการซ่อนงานระบบ โดยเฉพาะบนฝ้าระแนงไม้สักที่เรียงตัวกันนั้นไม่มีหน้ากากแอร์หรือช่องเซอร์วิสแอร์โผล่มาให้รกสายตา เพราะทีมออกแบบได้ดีไซน์ให้ร่องไม้ระแนงทำหน้าที่เป็นหน้ากากแอร์ในตัว และซ่อนจุดเซอร์วิสไว้ภายใต้หมุดไม้เล็กๆ ที่ต้องสังเกตจริงๆ ถึงจะเห็น

Tatler Asia
Above งานคราฟต์บนฝ้าระแนงไม้สักที่ผ่านการคำนวณอย่างละเอียด เพื่อซ่อนงานระบบแอร์และช่องเซอร์วิสไว้อย่างแนบเนียน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ความเนี๊ยบระดับนี้ไม่ได้มาจากการดีไซน์ของสถาปนิกเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมาจากตัวตนของคุณเป๊กที่เป็นคนช่างสังเกตและให้ความสำคัญกับรายละเอียดเป็นพิเศษ

“พี่มาร์คจะทราบว่าผมค่อนข้างจุกจิก... ถ้าไปดูตู้เสื้อผ้าผม ผมเป็นคนที่เรียงสี จัดทุกอย่างให้มันอยู่ในที่ที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นความใส่ใจในรายละเอียด เขาทำได้เกินกว่าที่ผมคาดไว้” คุณเป๊กเล่าพร้อมรอยยิ้ม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ “กระจกเข้ามุมทรงโค้ง” ซึ่งเป็น input พิเศษที่คุณเป๊กขอให้สถาปนิกปรับแก้จากแบบเดิมที่เป็นมุมเหลี่ยมปกติ

“เส้นแบ่งกระจกที่ยาวลงมามันอาจบังสายตาเราจากต้นไม้ต้นหนึ่งได้เลย ฉะนั้นถ้าเกิดเราทำเป็นมุมโค้งแทนเนี่ย มันทำให้เราเห็นวิวได้จริงจัง และทำให้พื้นที่มันดูโปร่งไปในตัว” ผลลัพธ์ที่ได้คือมุมมองพาโนรามาที่ไหลลื่น ไม่มีรอยต่อซิลิโคนหรือเฟรมเหล็กมาขวางกั้นสายตา เปลี่ยนการ “มองวิว” ให้กลายเป็นการ “ดื่มด่ำ” ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Tatler Asia
Above บริเวณโซฟานั่งเล่นที่ล้อมรอบด้วยกระจกใส ตรงมุมมี “กระจกเข้ามุมทรงโค้ง” ที่เจ้าของบ้านขอเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถชมวิวต้นไม้ใหญ่ภายนอกโดยไม่มีอะไรมาขวางกั้นสายตา (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

“T Architecture” เส้นสายที่มาของชื่อ T Pavillion

ที่มาของชื่อโปรเจ็กต์ “T Pavillion” หากพิจารณาจากรูปทรงเหล็กหลักที่เชื่อมต่อระหว่างหลังคาและเสา จะเห็นเส้นสายที่เป็นรูปทรงตัว T อันเป็นเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่ทำให้พาวิลเลี่ยนหลังนี้พิเศษกว่าอาคารทั่วไปคือการเลือกที่จะไม่วางเสาไว้ที่มุมอาคาร

“โดยธรรมชาติของการวางเสาแล้ว เสาต้องไปอยู่มุมอาคาร” คุณมาร์คอธิบายก่อนเสริมถึงวิธีคิดที่สวนทางกับขนบปกติ “แต่เพื่อจะเปิดมุม เราเลยอยากยื่นหลังคาออกไปให้มันยาว และดันเสามาไว้ตรงกลาง”

Tatler Asia
Above พื้นที่นั่งเล่นและสวนด้านหลัง T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
Above เส้นสายรูปทรงตัว T อันเป็นเอกลักษณ์ของ T Pavillion เกิดจากการขยับเสาเข้าหาศูนย์กลางเพื่อปล่อยมุมอาคารให้โปร่งเบาและดูทันสมัย (ภาพ: Thanawatchu)
Tatler Asia
Above T Pavillion ที่ดีไซน์เชื่อมต่อกับอาคารอีกหลังอย่างแนบเนียน (ภาพ: Thanawatchu)

การขยับตำแหน่งเสาเข้าหาศูนย์กลางอาคารไม่เพียงช่วยให้ขอบหลังคาดูเบาลอยและยื่นยาวออกไปอย่างสวยงาม แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เมื่อผนังกระจกโค้งไร้เฟรมมาบรรจบกับมุมอาคารที่ไร้เสา สายตาของผู้อยู่อาศัยจึงสามารถทอดผ่านทะลุไปยังสวนสีเขียวภายนอกได้กว้างสุดสายตา

“โครงสร้างตัว T ส่งเสริมในการเชื่อมต่อและทำให้สวยไปด้วยในเวลาเดียวกัน” สถาปนิกสรุปถึงหัวใจของงานดีไซน์ที่ตั้งใจให้โครงสร้างทำหน้าที่เป็นทั้งกระดูกสันหลังของอาคาร และเป็นเฟรมภาพขนาดใหญ่ที่โอบรับบริบทของสวนสนามหญ้ารอบตัวบ้านให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสเปซภายในอย่างไร้รอยต่อ

Tatler Asia
Above คุณมาร์ค ณัฐวุฒิ คลอวุฒิอนันต์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Atelier01 (A01) และสถาปนิกผู้ออกแบบ T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Open plan: พื้นที่ที่ไม่มี “เส้นกำหนด” ฟังก์ชั่น

ภายใน T Pavilllion สถาปนิกเลือกใช้เลย์เอาต์แบบ open plan ที่ทลายผนังทึบกั้นห้องออกทั้งหมด เพื่อให้สเปซภายในปรับเปลี่ยนตามการใช้ชีวิตได้จริงแบบไม่มีลำดับขั้นตอน ทุกฟังก์ชั่นถูกจัดกลุ่ม (zoning) ไว้ด้วยการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และการเล่นระดับฝ้าเพดาน ทำให้การเดินจากมุมทำงานไปยังมุมพักผ่อนเป็นไปอย่างลื่นไหล

“ในหนึ่งวัน มันอาจจะมีสี่ฟังก์ชั่นก็ได้ เช้ารับประทานอาหารเช้า สายๆ อาจมีการเรียกคุยงาน บ่ายๆ อาจเรียกเพื่อนมารับประทานอาหาร ดึกๆ เราก็อาจดูฟุตบอลหรือดูหนัง... มันตอบโจทย์ทุกอย่างในหนึ่งวันสำหรับตัวผม” คุณเป๊กอธิบายถึงการใช้งานจริงที่พาวิลเลี่ยนหลังนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งห้องรับรองแขก ห้องทำงานส่วนตัว และพื้นที่สังสรรค์ในวันที่อยากผ่อนคลายจากภารกิจที่เคร่งเครียดมาตลอดสัปดาห์

Tatler Asia
Above เลย์เอาต์แบบ open plan ของ T Pavillion ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามจังหวะชีวิต ตั้งแต่เป็นมุมทำงานส่วนตัวไปจนถึงพื้นที่สังสรรค์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
Above พื้นที่โต๊ะประชุมและรับประทานอาหารขนาดยาวที่ต้องรองรับสมาชิกครอบครัวได้พร้อมกันถึง 12 ท่านที่ T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

แม้จะโดดเด่นด้วยดีไซน์โมเดิร์น T Pavillion ยังแฝงไว้ด้วยหัวใจของความเป็นครอบครัว โจทย์ที่ดูเรียบง่ายแต่ท้าทายสถาปนิกคือการออกแบบพื้นที่โต๊ะรับประทานอาหารขนาดยาวที่ต้องรองรับสมาชิกครอบครัวได้พร้อมกันถึง 12 ท่าน

“โต๊ะกินข้าว เป๊กบอกว่าผมเอา 12 ที่นั่ง เพราะในครอบครัวเขามี 12 ท่าน เวลาไปกินข้าวมันมีแค่นี้ ขอให้นั่งด้วยกันหมดได้ไหม” คุณมาร์คเล่าถึงเบื้องหลังความต้องการที่ทำให้พาวิลเลี่ยนแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของตระกูล ไม่ใช่แค่พื้นที่ส่วนตัวของคุณเป๊กเพียงคนเดียว

ความพิเศษของพื้นที่แบบไร้ผนังนี้ยังรวมไปถึงการออกแบบที่เป็นมิตรกับคนทุกวัย (universal design) โดยเฉพาะการทำพื้นที่ลาดแบบ wheelchair friendly ที่ไม่มีระดับบันไดมากั้นขวาง เพื่อให้ผู้สูงอายุในบ้านสามารถเข้าถึงพื้นที่นี้ได้อย่างสะดวกสบาย บ้านหลังนี้จึงเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยากกลับมาใช้เพื่อรวมตัวกัน พบปะ และผ่อนคลายในบรรยากาศที่โปร่งโล่งแต่ก็อบอุ่น

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 คุณเป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล กับมุมโซฟาตัวโปรด Brera Sofa จาก Poliform ที่สถาปนิกเลือกใช้ผ้าแทนหนังเพื่อให้สัมผัสที่นุ่มนวลมากขึ้นที่ T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Photo 2 of 2 คุณเป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล กับอีกมุมเก้าอี้พักผ่อนพูดคุย Times Lounge จาก Poltrona Frau ที่ T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Well-curated furniture: แบรนด์ระดับโลกปะทะงานคราฟต์หินอ่อน

“ผมเป็นคนไม่ชอบแบรนด์ที่ตะโกนว่ายี่ห้ออะไร ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือเฟอร์นิเจอร์... เราใส่เพราะเราชอบเท็กซ์เจอร์ เราชอบวัสดุที่นำมาใช้” คุณเป๊กอธิบายถึงรสนิยมส่วนตัวที่สะท้อนออกมาผ่านการเลือกเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังจากอิตาลีอย่าง Poliform และ Poltrona Frau

ไอเท็มที่น่าสนใจคือโซฟาโมเดล Brera Sofa จาก Poliform ที่สถาปนิกเลือกใช้ผ้าแทนหนังเพื่อให้สัมผัสที่นุ่มนวลมากขึ้น สามารถนั่งใช้เวลากันได้ยาวๆ โดยเฉพาะนั่งฟังเพลงหรือชมกีฬา รวมถึงชุดเก้าอี้พักผ่อนพูดคุย Times Lounge จาก Poltrana Frau ที่อยู่ถัดมาอีกมุม ซึ่งคุณเป๊กเจาะจงเลือกสั่งทำพิเศษโดยใช้ผ้าจากแบรนด์ Loro Piana เพื่อให้ได้โทนสีและสัมผัสที่ตรงใจที่สุด คุณมาร์คเสริมว่าดีไซน์เหล่านี้คือสิ่งที่ชนะกาลเวลา “บางตัวออกแบบมา 10 ปีแล้ว แต่ยังดู timeless เหมือนเพิ่งถูกออกเเบบมาไม่นาน”

Tatler Asia
Above โซฟาโมเดล Brera Sofa จาก Poliform ที่สถาปนิกเลือกใช้ผ้าแทนหนังเพื่อให้สัมผัสที่นุ่มนวลมากขึ้น สามารถนั่งใช้เวลากันได้ยาวๆ โดยเฉพาะนั่งฟังเพลงหรือชมกีฬา (ภาพ: Thanawatchu)

ความเนี้ยบของวัสดุยังขยายไปถึงพื้นที่ที่ “เป็นส่วนตัว” ที่สุดอย่างห้องน้ำ ที่ออกแบบเป็นรูปทรงวงกลมเพื่อให้เชื่อมกับกระจกโค้งภายนอก โดดเด่นด้วยอ่างล้างมือที่ทำจากหินอ่อนธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้ช่างฝีมือถึง 2-3 คน นั่งขัดหินอยู่ประมาณสองสัปดาห์กว่าจะออกมาเป็นรูปทรงที่สมบูรณ์และใช้งานได้จริง

“อ่างล้างมือชิ้นนี้ไม่ใช่แค่มีลวดลายหินอ่อนที่สวยงาม แต่ยังถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งเรื่องระนาบการไหลของน้ำ (slope) และการวางระบบที่ง่ายต่อการดูแลรักษา (service) เราตั้งใจให้อ่างล้างมือชิ้นนี้เป็นงานระดับไอคอนิกที่โดดเด่นอยู่กลางห้องน้ำ แม้จะเป็นเพียงชิ้นเดียวแต่กลับสะดุดตาที่สุด” คุณมาร์คเล่าถึงความพิถีพิถันในงานคราฟต์ที่ถูกซ่อนไว้ในฟังก์ชั่นการใช้งานประจำวัน

Tatler Asia
Above อ่างล้างมือที่ทำจากหินอ่อนธรรมชาติที่ T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
Above อ่างล้างมือจากหินอ่อนธรรมชาติที่ T Pavillion (ภาพ: Thanawatchu)

ความเป็นส่วนตัวแม้อยู่ภายใต้กระจกใส

แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของ T Pavillion จะดูโปร่งโล่งด้วยผนังกระจกใสแบบ 360 องศา แต่ในเชิงการใช้งานจริง ทีมออกแบบได้วางแผนเรื่องความเป็นส่วนตัวไว้อย่างแนบเนียนผ่านการจัดวางผังอาคาร การขยับตำแหน่งเสา และการใช้กำแพงหินแกรนิตในบางจุดเพื่อทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์ช่วยกรองสายตาจากภายนอก ก่อนจะนำผู้มาเยือนเข้าสู่พื้นที่ภายในที่เปิดกว้างอย่างเต็มที่

สำหรับคุณเป๊กและ Atelier01 การเดินทางของงานดีไซน์ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะพวกเขากำลังซุ่มเตรียมโปรเจ็กต์ใหม่ใจกลางเมืองที่สเกลใหญ่และท้าทายกว่าเดิม ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เมื่อความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบมาเจอกับสถาปัตยกรรมที่ตรงใจ พื้นที่แห่งนั้นจะกลายเป็น “บ้าน” ที่มีความหมายมากกว่าแค่สิ่งปลูกสร้างเสมอ

Tatler Asia
Above ต้นซิลเวอร์โอ๊คที่ล้อมรอบด้วยกระจกใส ทำหน้าที่คล้าย foyer บังสายตา สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับ T Pavillion (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย