สำรวจระบบนิเวศแนวตั้งของ Terrarium House บ้านทรงกลมที่ใช้คอร์ตกลางบ้านเป็นหัวใจของการสร้าง microclimate ธรรมชาติ
“พอก้าวเข้ามาในบ้านจริงๆ มันกลับรู้สึกเหมือนต้นไม้มองเราด้วยซ้ำ เราต่างหากที่อยู่ในโหลแก้ว”
นั่นคือความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่ภายในบ้าน “Terrarium House” ผลงานออกแบบของ Unknown Surface Studio สตูดิโอออกแบบสัญชาติไทยก่อตั้งโดยศิวนาถ ณัฐบวรภัล, ปิยะณัฐ สงเคราะห์ และนงลักษณ์ บุญแสง
บ้านหลังนี้ถูกตั้งชื่อว่า “Terrarium House” ตามรูปลักษณ์โครงสร้างที่คล้ายสวนในขวดแก้ว (terrarium) โดยมีต้นหมากเม่าหรือต้นมะเม่าที่อยู่ในพื้นที่นี้มาแต่เดิมยืนต้นตระหง่านกลางสวนคอร์ตกลางบ้านที่โอบล้อมด้วยผนังอะคริลิกใส คอยต้อนรับเจ้าของบ้านและแขกผู้มาเยือน
บ้านหลังนี้คืออาณาจักรส่วนตัวของขจี เกศจุมพล ผู้รับเหมามากฝีมือและผู้ก่อตั้งแบรนด์งานไม้ Hashi ด้วยฝีมือการสร้างสรรค์งานออกแบบของ Unknown Surface Studio และ Real As Tech ผสานความเชี่ยวชาญในงานวัสดุและวิศวกรรมของตัวคุณขจีเอง จนเกิดเป็นบ้านหลังนี้ขึ้น ที่เปรียบเสมือน “สนามทดลอง” ที่ทลายข้อจำกัดงานไม้แบบเดิมๆ ทั้งพลิกมุมมองสถาปัตยกรรมจากบ้านที่ “โอบล้อมสวน” ให้เราได้ชื่นชม สู่สเปซที่ผู้อยู่อาศัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ
อ่านเพิ่มเติม: บ้านที่ผสานดีไซน์ Mid-Century Modern กับวิถีผ่อนคลายสไตล์รีสอร์ตออกมาได้อบอุ่นและเงียบสงบ

Above สเปซแบบเปิดที่เป็นทั้งมุมรับประทานอาหาร มุมทำงาน และมุมนั่งเล่นที่เลือกใช้เก้าอี้ยาวไร้พนักตามการใช้งานจริงของเจ้าของบ้าน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ท่ามกลางจังหวะที่เร่งรีบของย่านลาดพร้าว ความวุ่นวายภายนอกถูกตัดขาดด้วยทางเข้าสู่ตัวบ้านที่ทำหน้าที่คล้ายอุโมงค์ ล้อมด้วยผนังรั้วหินแกรนิตดิบเท่ที่เกิดจากหน้าตัดหินที่เหลื่อมกันตามธรรมชาติจนกลายเป็นเสน่ห์โดยไม่ตั้งใจ
ตลอดสองฝั่งผนัง เราจะเห็นลำต้นของต้นไม้โตชะลูดทะลุผ่านช่องแสงวงกลมบนเพดานเพื่อแผ่กิ่งก้านใบ ยามกลางวันแดดจะส่องลงมาดูคล้ายสปอตไลต์ธรรมชาติ นำสายตาเราผ่านงานไม้บนเพดานด้านบนสู่พื้นที่โรงจอดรถและโถงต้อนรับด้านในสุดปลายทางที่โดดเด่นด้วยกิมมิกช่องวงกลมขนาดใหญ่ แง้มให้เราเห็นชิ้นงานศิลปะสีสันจัดจ้านและเก้าอี้สตูลไม้ที่คล้ายจะเชื้อเชิญให้เราก้าวไปสำรวจพื้นที่ภายใน

Above โถงต้อนรับที่ถูกออกแบบเป็นช่องวงกลม เผยให้เห็นงานศิลปะและเก้าอี้สตูลไม้ ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่บ้าน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ความน่าสนใจของบ้านหลังนี้คือโครงสร้างรูปทรงกลมหรือวงกลมในหลายๆ มุมของบ้าน เมื่อก้าวพ้นประตูไม้ด้านใน เราจะพบความโปร่งโล่งของบ้านที่ถูกแบ่งเป็นสองชั้น โดยมีคอร์ตกลางบ้านเชื่อมต่อสเปซทั้งหมดเข้าด้วยกัน
สถาปนิกผู้ออกแบบอธิบายว่า จริงๆ แผนผังบ้านหลังนี้เป็นรูปวงกลมที่แบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นสี่ส่วน ชั้นล่างประกอบด้วยห้องนอนแขกสองห้อง และสเปซแบบเปิดที่เป็นทั้งมุมรับประทานอาหารและมุมทำงานในตัว ครัวแพนทรี และมุมนั่งเล่นที่เลือกใช้เพียงเก้าอี้ยาวไร้พนักตามแนวคิดการใช้งานจริงของเจ้าของบ้าน
นอกจากนี้ยังมีชานบ้านกลางแจ้งด้านนอกที่ถูกออกแบบให้เป็นทรงโค้งมน แทนที่จะเป็นสวนทรงสี่เหลี่ยมตามพิมพ์นิยม ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กว้างขวางพอจะลงต้นไม้ใหญ่ได้หลายต้น และช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถดื่มด่ำพื้นที่สีเขียวได้อย่างเต็มที่

Above สเปซแบบเปิดที่เป็นทั้งมุมรับประทานอาหารและมุมทำงานในตัว และมุมนั่งเล่นที่เลือกใช้เพียงเก้าอี้ยาวไร้พนัก เมื่อมองลงมาจากชั้นสอง (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above อีกหนึ่งกิมมิกช่องวงกลมบริเวณโรงจอดรถที่แง้มให้เห็นมุมชานบ้านกลางแจ้งด้านในที่มีต้นไม้ใหญ่หลายต้น พร้อมโครงสร้างไม้ระแนงที่ช่วยกรองแสงแดดที่ส่องเข้ามา (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
มุมสุดท้ายของชั้นล่างคือห้องทำงาน ที่มีบานกระจกเชื่อมต่อไปยังพื้นที่โรงจอดรถและโถงต้อนรับ ห้องนี้แอบซ่อนความน่าสนใจไว้ที่ดีเทลชั้นวางของซึ่งทำจากแผ่นหิน โดยสถาปนิกใช้เทคนิคการยึดแผ่นเหล็กเข้ากับผนังเพื่อให้แผ่นหินดู “ลอย” ออกมา ขณะที่โต๊ะทำงานทรงโค้งมนที่ดูคล้ายกระดานเซิร์ฟบอร์ดทำจากแผ่นไม้เหลือใช้เช่นกัน เป็นการเอาทรัพยากรที่เหลืออยู่มาปรับใช้อย่างชาญฉลาดและเข้ากับดีเทลตกแต่งในส่วนอื่นๆ ของบ้านได้อย่างกลมกลืน

Above “เซิร์ฟบอร์ดไม้” ดีเทลโต๊ะทำงานในห้องทำงานชั้นล่างของบ้านที่ใช้แผ่นไม้เหลือใช้มายึดกับผนังด้วยแผ่นเหล็ก (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ขณะที่ชั้นสองคือพื้นที่เพนต์เฮาส์ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน ประกอบด้วยสตูดิโอจัดแสดงชิ้นงานศิลปะสะสม ไปจนถึงโซนห้องนอน ห้องทำงาน และห้องน้ำ ทั้งหมดทอดยาวครอบคลุมเกือบทั้งหมดของชั้นสอง พร้อมมุมระเบียงเอาท์ดอร์สำหรับพักผ่อน ชมต้นไม้ หรือจิบไวน์ในวันอากาศดีๆ อย่างรื่นรมย์ และเมื่อมองลงมาจากชั้นสอง เราจะเห็นจังหวะชีวิตของบ้านที่หมุนรอบสวนคอร์ตกลางบ้านได้ชัดเจนในทุกช่วงเวลา

Above โซนห้องนอนชั้นสองของบ้านที่มีต้นไม้อีกต้นตั้งอยู่กลางห้อง เปิดช่องแสงให้แดดเข้ามาทักทายในยามเช้า (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
จากหลังคาจรดพื้น และสัมผัสของไม้ 6 ชนิด
เบื้องหลังการสร้างบ้านหลังนี้คือการท้าทายงานวิศวกรรมด้วยระบบโครงสร้าง เจ้าของบ้านและสถาปนิกเลือกใช้วิธีการก่อสร้างแบบ top-down construction หรือสร้างจากหลังคาลงสู่พื้นดินเพื่อคงรูปทรงวงกลมของหลังคาอะลูมิเนียมตั้งแต่เริ่มต้น
ขณะที่โครงสร้างตัวบ้านที่ดูเฉียบบางและไร้เสาคอนกรีตกั้นสเปซ (column-less space) เกิดจากการซ่อนโครงสร้างเหล็กรับน้ำหนักไว้อย่างแนบเนียนด้วยเฟรมไม้และขอบหน้าต่าง ดีเทลนี้เองที่ทำให้เส้นสายการมองของผู้อยู่อาศัยไม่ถูกขัดจังหวะ ขณะมองผ่านผนังอะคริลิกใสไปยัง terrarium กลางบ้าน ทำให้พื้นที่ภายในและภายนอกเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์
ความโดดเด่นของบ้านหลังนี้ยังรวมไปถึงงานไม้ที่นำมาใช้ตกแต่งพื้นที่ ประกอบด้วยไม้หกชนิด ได้แก่ ไม้ขี้เหล็ก ไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้เต็ง ไม้มะค่า และไม้ฮิโนกิ โดยไม้บางส่วนทางเจ้าของบ้านมีเก็บไว้เอง แต่บางส่วน เช่น ไม้ฮิโนกิ ทางเจ้าของบ้านสั่งมาจากแบรนด์ Timbercharm ไม้แต่ละชนิดไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงเพราะความแข็งแรงหรือกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ด้วยผิวสัมผัสและเฉดสีที่ตอบสนองต่อแสงแดดต่างกันในแต่ละช่วงเวลา
สถาปนิกได้ทำการย้อมสีไม้ชนิดอื่นให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับไม้ฮิโนกิทั้งหลัง ห้องนอนแขกที่กรุด้วยไม้ฮิโนกิแท้ยังมอบบรรยากาศสงบชวนพักผ่อนคล้ายเรียวกังญี่ปุ่น เป็นงานคราฟต์ที่พิสูจน์ว่าวัสดุธรรมชาติสามารถทำงานร่วมกับงานดีไซน์ฟิวเจอร์ริสติกได้อย่างไร้รอยต่อ

Above สัมผัสและกลิ่นหอมของไม้ฮิโนกิในห้องนอนแขก มอบบรรยากาศที่สงบเงียบและผ่อนคลายดุจการพักผ่อนในโรงแรมญี่ปุ่น (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ชิ้นงานศิลปะที่สอดแทรกอยู่ในหลากหลายมุมของบ้าน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ไม้แต่ละชนิดไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงเพราะความแข็งแรงหรือกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ด้วยผิวสัมผัสและเฉดสีที่ตอบสนองต่อแสงแดดต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของบ้าน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
คอร์ตกลางบ้านคือหัวใจของพื้นที่
เอกลักษณ์ของบ้าน Terrarium House ไม่ได้อยู่แค่โครงสร้างรูปทรงวงกลมที่ดูแปลกตาจากมุมสูง แต่อยู่ที่การสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “สวน แสง และวัสดุ” คอร์ตกลางบ้านทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่สีเขียวสำหรับพักสายตา และเป็นปล่องระบายอากาศธรรมชาติตามหลัก chimney effect ช่วยให้อากาศร้อนลอยตัวและหมุนเวียนตามธรรมชาติ โดยมีต้นหมากเม่าคอยแผ่กิ่งก้านรับแสงแดดจากช่องแสงสกายไลต์ด้านบน
การจัดวางต้นไม้แต่ละต้นในบ้านยังเป็นความตั้งใจของขจีผู้เป็นเจ้าของบ้านที่ลงมือเลือกตำแหน่งด้วยตัวเอง เพื่อให้บ้านเกิดเลเยอร์ของร่มเงาที่แตกต่างกันตามแสงในแต่ละช่วงวัน โดยเลือกใช้ต้นไม้ที่มีทรงสูงชะลูดให้แดดส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาอย่างนุ่มนวล สร้างสภาวะแวดล้อมจำลอง (microclimate) ให้บ้านมีอุณหภูมิและมวลอากาศที่สดชื่นต่างจากบ้านทั่วไป

Above คอร์ตกลางบ้านทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่สีเขียวสำหรับพักสายตา และเป็นปล่องระบายอากาศธรรมชาติตามหลัก chimney effect (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
สถาปัตยกรรมรอบคอร์ตกลางบ้านถูกออกแบบมาให้ไร้ผนังทึบกั้นขวาง เพื่อให้เกิดการ “ปะทะ” และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่อาศัยกับธรรมชาติในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเดินจากห้องนอนไปสู่มุมทำงาน หรือระหว่างขยับตัวไปทำกิจวัตรในส่วนต่างๆ
การเลือกพันธุ์ไม้ที่เน้นทรงสูงและใบไม้ไม่แผ่กว้างเกินไป นอกจากจะเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาไม่ให้เศษใบไม้สะสมจนเกินจำเป็นแล้ว ยังตั้งใจเปิดพื้นที่ให้สถาปัตยกรรมได้เล่นกับฟอร์มของต้นไม้อย่างเต็มที่ในบางมุม Terrarium House จึงไม่ใช่แค่บ้านที่นำต้นไม้มาจัดวางไว้ แต่เป็นเสมือนระบบนิเวศแนวตั้งที่ถูกออกแบบให้เติบโตไปพร้อมกับผู้อยู่อาศัยด้วย
อ่านเพิ่มเติม: เทรนด์ ‘House Burping’ เคล็ดลับระบายอากาศในบ้านฉบับคนเยอรมัน กับวิถี ‘ระบายอากาศ’ ที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมเอเชีย

Above แสตมป์ ศิวนาถ ณัฐบวรภัล หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอออกแบบ Unknown Surface Studio (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
แสงคือ ‘ตัวเล่าเรื่อง’
แสงแดดที่อาบไล้ผ่านช่องเปิดสกายไลต์รูปวงกลมคืออีกหนึ่ง "ตัวเล่าเรื่อง" ที่ทำงานร่วมกับต้นไม้และวัสดุตกแต่งบ้านได้อย่างทรงพลัง แสงในบ้านหลังนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้ความสว่าง แต่คือผู้กำหนดจังหวะชีวิตและบรรยากาศภายในบ้านที่เปลี่ยนมู้ดและโทนไปตามเข็มนาฬิกา ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่แสงแรกค่อยๆ อาบสัมผัสงานไม้ฮิโนกิ มอบความรู้สึกนุ่มนวลและสงบนิ่ง ก่อนที่ในยามบ่าย แสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านช่องแสงจะทำหน้าที่เป็นพู่กันธรรมชาติ วาดกราฟิกเงาไม้ทอดตัวผ่านผนังและกระจกโค้ง สร้างมิติการรับรู้ที่แตกต่างกันไปตลอดทั้งวัน

Above แสงที่ลอดผ่านช่องแสงต่างๆ ของบ้านที่ถูกออกแบบไว้ ทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวาต่างกันในแต่ละช่วงเวลา (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
การออกแบบช่องเปิดที่มีทั้งแบบสกายไลต์แนวตั้งและหน้าต่างระบายอากาศทรงกลมรอบตัวบ้าน ยังช่วย "คัดกรอง" และ "คัดแยก" บทบาทของแสงและเงาให้ออกมาเป็นจังหวะที่ทั้งนุ่มนวลและเฉียบคมได้อย่างน่าสนใจ
ในบางมุมของบ้านที่ต้องการความเงียบสงบ สถาปนิกได้ออกแบบช่องแสงในมุมนั้นให้เล็กลง ทำให้แสงที่ส่องผ่านเป็นลำแสงเล็กๆ ที่ดูนิ่งลึกและนุ่มนวล ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางซึ่งเป็นคอร์ตเปิดรับแสงอย่างเต็มที่จะให้บรรยากาศที่เปี่ยมพลัง บ้านหลังนี้จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เรา "มอง" จากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ถูกออกแบบให้เราเข้าไป "รู้สึก" ถึงจังหวะเวลาที่หมุนเวียนอยู่ภายในโหลแก้วใบใหญ่ใบนี้อย่างใกล้ชิด

Above แสงที่ส่องลงมาจากสกายไลต์ ผ่านต้นหมากเม่าที่โอบล้อมด้วยผนังอะคริลิกใสในสวนคอร์ตกลางบ้าน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above แสตมป์ ศิวนาถ ณัฐบวรภัล หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอออกแบบ Unknown Surface Studio (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ความเป็นส่วนตัวในพื้นที่โปร่งโล่ง
แม้ Terrarium House จะเผยความโปร่งโล่งในหลายมุม แต่ความเปิดโล่งนี้กลับช่วยเชื่อมโยงผู้อยู่อาศัยกับพื้นที่โดยรวมของบ้านให้ไม่รู้สึกเงียบเหงาจนเกินไป
อย่างไรก็ดี สถาปัตยกรรมก็เป็นเรื่องของการปรับตัว ตอนนี้เราจึงได้เห็นการติดตั้งม่านเข้ามาในภายหลัง หลังจากเกิด “จังหวะสบตา” โดยบังเอิญของเจ้าของบ้านกับเพื่อนบ้านขณะยืนล้างมือในห้องน้ำมาสเตอร์ หรือการค่อยๆ เพิ่มเติมฟังก์ชั่นอย่างโทรทัศน์ที่ตอนแรกตั้งใจจะตัดออกไป สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ที่สะท้อนว่าการใช้พื้นที่บ้านสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามวิถีชีวิตจริงของผู้อยู่อาศัย

Above ต้นหมากเม่าที่ถูกโอบล้อมด้วยผนังอะคริลิกใส ทำหน้าที่เชื่อมต่อทุกส่วนของบ้าน Terrarium House เข้าด้วยกัน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Terrarium House เป็นอีกผลงานการออกแบบที่สะท้อนให้เห็นว่า ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่จำเป็นต้องละทิ้งความสบายหรือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด บ้านหลังนี้พร้อมที่จะเติบโตไปกับผู้อยู่อาศัยในทุกวัน ตั้งแต่สีของไม้ที่จะค่อยๆ เปลี่ยนเฉดสีไปตามช่วงเวลา ไปจนถึงกิ่งก้านของต้นไม้ที่จะชูสูงขึ้นไปเพื่อหาแสงสว่าง คล้ายกับการจำลองโลกของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
อ่านเพิ่มเติม:
Home Tour: เปิดบ้านอินทีเรียดีไซเนอร์ Patricia Ho Douven ที่ถอดบทเรียนจากการออกแบบโรงแรมหรู











