Tatler Homes เปิดบทสนทนากับ กีฟ วรากร เติมวัฒนาภักดี Co-founder และ Design Director แห่ง Gratitude Design ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ผู้คอยถอดรหัสความปรารถนาของเจ้าของบ้านให้ปรากฏออกมาเป็นงานดีไซน์ที่จับต้องได้
บ้าน... อาจไม่ได้สร้างขึ้นจากแค่หิน ปูน หรือทราย แต่ถูกถักทอขึ้นจาก “ความรู้สึก” และ “ตัวตน” ของผู้อยู่อาศัย Tatler Homes เปิดบทสนทนากับ กีฟ วรากร เติมวัฒนาภักดี Co-founder และ Design Director แห่ง Gratitude Design ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ผู้เปรียบตนเองเป็นดั่ง “นักแปลภาษา” ที่คอยถอดรหัสความปรารถนาเบื้องลึกในใจของเจ้าของบ้าน ให้ปรากฏออกมาเป็นงานดีไซน์ที่จับต้องได้ ภายใต้ปรัชญา “Co-creation Space for Life” จากการเติบโตท่ามกลางกลิ่นอายงานก่อสร้างและเสียงดนตรี สู่การเป็นเจ้าของรางวัลดีไซน์ระดับโลกอย่าง IDA Awards และ German Design Award กีฟไม่ได้มองความหรูหราเป็นเพียงมูลค่าของของตกแต่ง แต่คือนิยามใหม่ของ “Tailor Luxury” ความหรูหราที่ถูกตัดเย็บให้พอดีกับสรีระและจังหวะชีวิตของผู้อยู่อาศัยดั่งสูทสั่งตัดชั้นดี
ทราบว่าคุณมองตัวเองว่าเป็น emotional designer ที่ออกแบบจากความรู้สึกและตัวตนของผู้อยู่อาศัย อะไรคือปรัชญาหลักในการทำงานแบบ co-creation space for life
สำหรับกีฟ การออกแบบเปรียบเสมือนบทสนทนา ไม่ใช่แค่ระหว่างผู้ออกแบบภายในหรือสถาปนิกกับพื้นที่ แต่เป็นการออกแบบชีวิตให้กับคนที่อยู่ในนั้น กีฟเน้น emotional design คืองานออกแบบต้องพูดออกมาเอง เข้าไปแล้วรู้สึกได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ของหรูหราทุกอย่าง แต่เราเลือกหยิบจับสิ่งที่เหมาะกับคนที่อยู่ในนั้น สะท้อนตัวตนของเขา co-creation ไม่ได้หมายถึงแค่กระบวนการทำงานร่วมกัน แต่คือการเปิดตัวตน การดึง insight ของคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นออกมา แล้วเราจะสื่อสารด้วยงานดีไซน์
ชื่อ Gratitude Design สื่อถึงความรู้สึกมากกว่าความสวยงาม คำว่า Gratitude ส่งผลต่อกระบวนการออกแบบบ้านในแต่ละหลังอย่างไร
กีฟตั้งชื่อนี้ตั้งแต่ 15 ปีก่อน ด้วยตัวกีฟเองที่ชื่อ Give ซึ่งแปลว่า “ให้” และด้วยตัว G เหมือนกัน คำว่า Gratitude คือความขอบคุณทุกวันที่ทำให้เราได้มีโอกาสทำสิ่งที่เรารักและได้ร่วมออกแบบชีวิตให้กับคนอื่น เวลาทำงานสักหนึ่งผลงาน กีฟจะพยายามคุยกับเจ้าของบ้านให้ได้มากที่สุด บางทีเขาไม่ทราบว่าจะบอกเราอย่างไร แต่เขารู้ว่าอยากได้อะไร กีฟก็จะเป็นเหมือนตัวแปลภาษา แต่ละบ้านแต่ละที่จะมี requirement ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ด้วย กีฟคำนึงถึงเรื่อง sustainable คือการออกแบบที่ยั่งยืน สามารถใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย อย่างผู้สูงอายุ ถ้าเราออกแบบบันไดชันเกินไป ก็อาจไม่เหมาะ ลูกนอนสั้นเกินไป ก็อาจไม่ปลอดภัย หรือแค่โต๊ะกลางที่เป็นมุมเหลี่ยม เด็กๆ เดินมาวิ่งชน ก็เกิดการบาดเจ็บได้ รวมไปถึงพื้นที่การสัญจร บางบ้านที่มีผู้สูงอายุ ต้องเผื่อพื้นที่ให้รถ wheelchair ผ่านได้ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำที่ต้องสอดรับกันหมด

Above สำหรับกีฟ การออกแบบเปรียบเสมือนบทสนทนา ไม่ใช่แค่ระหว่างผู้ออกแบบภายในหรือสถาปนิกกับพื้นที่ แต่เป็นการออกแบบชีวิตให้กับคนที่อยู่ในนั้น
ในการออกแบบแต่ละครั้ง คุณได้แรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้าง
กีฟโตมากับงานศิลปะ ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็ก ที่บ้าน คุณพ่อทำรับเหมาก่อสร้าง เราโตมากับหิน ดิน ทราย เห็นโต๊ะเขียนแบบ ปากกา ดินสอสีมาตั้งแต่เด็ก เลยทำให้ซึมซับและกีฟก็ชอบในสิ่งนี้ด้วย อีกอย่างคือดนตรี ชีวิตกีฟอยู่กับดนตรีตลอดเวลา ดนตรีเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้กีฟคิดงานออกแบบออก เวลาฟังดนตรีแต่ละประเภท มันจะอยู่ที่ช่วงเวลานั้นด้วย มันเป็นเหมือน emotion เป็น mood ในช่วงนั้น หรือบางทีอาจไม่ใช่แค่ดนตรีที่เป็นเพลง แต่เป็นเสียงคลื่นทะเล เสียงน้ำ เสียงบรรยากาศ
เรื่องการเดินทางก็สำคัญ เวลาได้มีโอกาสไปต่างประเทศ อย่างที่มิลาน กีฟไปทุกปี เพราะมี Milan Fair ที่อัปเดตเทรนด์ตลอดเวลา เราได้ไปเสพ ไปมอง สำหรับกีฟ การศึกษาด้านการดีไซน์มาจากการมอง จากการอ่าน จากการฟัง ได้ทั้งหมด
งานของ Gratitude มีลักษณะของ Tailor Luxury ที่ชัดเจน คุณสร้างสมดุลอย่างไรระหว่างความหรูหรา ความเรียบ และความอบอุ่น เพื่อให้ทุกบ้านมีความเป็นตัวตนของเจ้าของบ้านจริงๆ
กีฟเปรียบเทียบการออกแบบบ้านเหมือนการตัดสูทดีๆ ให้กับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น การตัดสูทดีๆ ตัวหนึ่งอยู่ที่ cutting ดีไหม รายละเอียดดีไหม พื้นที่นั้นมากเกินไป น้อยเกินไปก็ไม่ได้ มันต้องพอดี Tailor Luxury สำหรับกีฟ ไม่ได้แปลว่าเราต้องใช้ของแพงๆ ทั้งหมด แต่เราเลือกวัสดุหรือสิ่งที่ควรจะอยู่ที่นั่น ให้มันเข้ากับคนในนั้น กีฟว่าสิ่งนี้คือความสมดุล

Above Kilik Social Club ที่ได้รางวัล German Design Award, Liv Hospitality Design Awards และ Golden Pin Design Award
แน่นอนว่าลูกค้าบ้านเดี่ยวต้องการทั้ง Function และ Feeling คุณกีฟรักษาสมดุลยังไงระหว่างความสวยงามกับการใช้งานจริง
จริงๆ เราเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะทั้งสองอย่างต้องสมดุลกัน ทั้งเรื่องของ design และ function รวมทั้งเรื่อง human scale ด้วย อย่างความสูงของโต๊ะ เก้าอี้ ถ้ามันต่างกันแค่ 2 เซนติเมตรความรู้สึกของคนนั่งก็ต่างกันแล้ว กีฟคิดว่ามันเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญมาก
รายละเอียดเล็กน้อยเป็นเหมือนภาษาลับในงานออกแบบ คุณให้ความสำคัญกับการใช้สี วัสดุ หรือแสงอย่างไรบ้างในการสร้างอารมณ์เฉพาะของบ้านแต่ละหลัง
จริงๆ มันคือ combination ที่เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วต้องกลมกลืน ลงตัว และสมดุล ถ้าเราออกแบบแล้วใช้แสงที่แรงเกินไป คนที่อยู่ในบ้านก็ไม่รู้สึกอบอุ่นแล้ว เรื่องการใช้วัสดุ กีฟดีไซน์ทุกที่จะคำนึงถึงเรื่องแสงธรรมชาติก่อนเป็นอันดับแรก เพราะแสงธรรมชาติคือแสงแรกที่คนมองเห็น เขาควรที่จะได้รับบรรยากาศนี้
ส่วนเรื่องการวาง space ต่างๆ ก็คือฟังก์ชั่นของแต่ละโซน จริงๆ ก็วางตามคนใช้งาน บางคนตื่นมาแล้วรู้สึกว่าอยากไปจิบกาแฟตรงสวนเล็กๆ ใกล้ห้องนอน เขาก็ไม่ต้องเดินลงไปที่สวนนอกบ้าน กีฟจะคิดให้รอบด้าน

Above กีฟอยากให้ Gratitude Design เป็นตัวแทนของงานการออกแบบ เป็นดีไซเนอร์ไทยที่เข้าใจชีวิตของผู้คน และสามารถถ่ายทอดสื่อสารออกมาเป็นงานออกแบบระดับสากลได้
ขอให้เลือกโปรเจ็กต์บ้านเดี่ยวสักหลังที่สะท้อน signature ของตัวเรามากที่สุด
จะเป็น Molteni Residence ในส่วนฟังก์ชั่นอาจดูเหมือนเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐาน แต่จริงๆ แล้วกีฟต้องแบ่ง space ตั้งแต่ออกจากลิฟต์ ออกจากลิฟต์ก็จะเจอตู้รองเท้าที่เพียงพอสำหรับการเก็บรองเท้าได้ 200 คู่ในอนาคต ผู้หญิงเวลาใส่รองเท้าก็ต้องมีกระจกเต็มตัว ซึ่งกระจกกีฟจะเลือกเป็นไซซ์พิเศษ กระจกแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันอีก เราออกแบบพื้นที่สำหรับทำอาหาร คุณแม่ทำอาหาร ลูกๆ สามารถมานั่งเล่นตรงไอแลนด์ได้ คุณพ่อก็ยังนั่งทำงานได้ ทุกที่มันเหมือนเป็นการสร้างพื้นที่ร่วมกัน
กีฟเลือกเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวของแบรนด์นี้ใส่เข้าไปด้วย เท่าที่ดู Molteni เขามีรากฐานและมีประวัติศาสตร์มายาวนานจากอิตาลี การสร้างเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น แต่ละเบาะ แต่ละอัน เขาใช้เป็นงาน craftsmanship ซึ่งเป็นงานทำมือหมดเลย
คุณคิดว่าส่ิงที่เจ้าของบ้านสมัยนี้ควรให้ความสำคัญที่สุดคืออะไร
สำหรับกีฟคิดว่าเรื่องพื้นฐาน คือกลับมาเรื่องพื้นฐานเลยอย่าง human scale คือ human dimension ที่กีฟบอกไป เรื่องของความสูง บางที luxury design มันมาจากสิ่งที่ง่ายๆ อย่างความสูงที่พอดีของอาร์มแชร์สักตัวหนึ่ง อันนี้กีฟคิดว่ามันคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเริ่มทำงานออกแบบเลยด้วยซ้ำ สมาชิกทุกคนในบ้าน บางคนสูงมาก บางคนมีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ อย่างบ้าน Molteni คุณผู้หญิงเขาก็ไม่ได้ตัวสูงมาก เราก็ต้องปรับระดับไอแลนด์ให้มันลงมาสัก 3 เซนติเมตร หรือตู้ชั้นบนที่ไม่สูงเกินไป เพื่อให้เขาสามารถหยิบเอื้อมถึงได้
ประสบการณ์ทำงานสอนกีฟเสมอว่า บ้านที่ดีไม่เคยเป็นนามธรรม มันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในทุกวัน หน้าที่กีฟคือช่วยให้เจ้าของบ้านเห็นตัวเองในพื้นที่นั้นชัดกว่าที่เขานึกไว้
ในฐานะดีไซเนอร์ที่กำลังก้าวสู่ระดับประเทศ คุณกีฟมีวิสัยทัศน์ต่อ Gratitude Design และนักออกแบบของไทยที่จะก้าวไปสู่ระดับเวทีโลกเป็นอย่างไร
ที่ผ่านมา กีฟได้รับรางวัลของงานดีไซน์ระดับโลกมาหลากหลายรางวัล มี Top 100 Interior Designers ได้มา 2 ปี Luxury Lifestyle อันนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย รางวัล IDA Award กีฟได้ในหมวด Sustainable Hospitality คือร้านอาหารที่มีดีไซน์แล้วเน้นเรื่องวัสดุที่ sustainable และก็มี Kilik Social Club ก็ได้หลายรางวัล เพราะเป็นคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างชัดเจน ได้รางวัล German Design Award, Liv Hospitality Design Awards และ Golden Pin Design Award
กีฟอยากให้ Gratitude Design เป็นตัวแทนของงานการออกแบบ เป็นดีไซเนอร์ไทยที่เข้าใจชีวิตของผู้คน และสามารถถ่ายทอดสื่อสารออกมาเป็นงานออกแบบระดับสากลได้ ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรม อารมณ์ และการใช้งานของมนุษย์

Above Molteni Residence โปรเจ็กต์บ้านเดี่ยวที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวจาก Molteni
สุดท้าย ถ้าคุณต้องให้คำแนะนำเจ้าของบ้านที่กำลังจะสร้างบ้านในฝัน สิ่งแรกที่เขาควรรู้คืออะไร
บางคนที่มาหากีฟ บอกว่านี่คือบ้านหลังแรกของเขา สิ่งที่เราจะต้อง deliver ออกไป มันคือเราต้องเริ่มจากรู้จักตัวตนของเขาก่อน กีฟจะมีชุดคำถามที่จะสัมภาษณ์ว่าจริงๆ แล้วเขาชอบอะไร ในการสื่อสารของลูกค้าอาจไม่ได้บอกมาชัดเจน กีฟจะใช้วิธี ถ้าเขาไม่มีรูป reference ก็ให้เขาหาสถานที่ที่เขาเคยไปแล้วชอบ ด้วยการที่ทำงานมาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็จะมี sense of design บางอย่างที่จะแปลความต้องการในใจของลูกค้าออกมา อย่างน้อยมันเห็นออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม เพราะถามว่าถ้าเขาชอบสไตล์อะไร เขาก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้ว่าไปที่นี่แล้วชอบ ไปที่นี่แล้วรู้สึก relax เข้าไปแล้วรู้สึกสงบ กีฟอยากให้เจ้าของบ้านนึกถึงสิ่งนี้ คำนึงถึงสิ่งนี้ เพราะบ้านหรือที่อยู่อาศัย มันคือพื้นที่ที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน กีฟมีหน้าที่แค่แปลความต้องการของเขาออกมาเป็นงานออกแบบ อยากให้เขาได้บ้านที่ใช้ชีวิต สะท้อนตัวตนของเขา มีความสุขและอบอุ่นตลอดเวลาที่ได้อยู่บ้าน
อ่านเพิ่มเติม:
มะกอกโอลีฟ… สินทรัพย์แห่งกาลเวลาของ ปลาย ณัฐธิดา อิงคะวัต
นิยามใหม่ของบ้านระดับลักซ์ชูรี ที่วัดกันด้วย ‘คุณภาพพื้นที่’ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ กับโครงการ PROVIDENCE LANE LASALLE
คุยกับนักออกแบบแสง น้ำทิพย์ วงศ์สีนิล ว่าด้วยโลกของ “แสง” ที่มองไม่เห็น แต่คือหัวใจของสเปซ
PDM Brand กับจุดเริ่มต้นความตั้งใจที่ ‘อยากให้คนไทยบ้านสวย’ สู่แบรนด์ดีไซน์ที่คิดนอกกรอบวัสดุ
Mediterranean Dreams: ไอเดียสร้างสวนเมดิเตอร์เรเนียนในฝันจาก ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง





