สำรวจบทบาทที่ซ่อนอยู่ของ “แสง” ในงานออกแบบ กับน้ำทิพย์ วงศ์สีนิล lighting designer ผู้ชูแนวคิด Inventive Lighting สู่โปรเจ็กต์ระดับมาสเตอร์พีซ
บ่อยครั้ง เวลาพูดถึง ‘แสง’ เรามักนึกถึงเพียงความสว่างหรือความมืด แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปในบริบทของการออกแบบ แสงคือสิ่งที่ช่วยกำหนดประสบการณ์ของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การสร้างอารมณ์ ความรู้สึก ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน โดยที่ในหลายๆ ครั้ง เราอาจไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าแสงกำลังทำงานอยู่
แม้แสงอาจไม่ใช่พระเอกที่ยืนอยู่กลางเวที แต่ในสายตาของ น้ำทิพย์ วงศ์สีนิล นักออกแบบแสงจาก Inverse Lighting Design บริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบแสงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แสงคือ “ผู้เล่นสำคัญ” ที่คอยประคองทุกองค์ประกอบให้ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน ด้วยแนวคิดด้านแสงที่สร้างสรรค์ (inventive lighting schemes) และทีมงานมากประสบการณ์จากหลากหลายสาขา ทั้งสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม Inverse Lighting Design จึงทำงานกับแสงในฐานะหัวใจของสเปซ ไม่ใช่รายละเอียดปลายทางของงานออกแบบ
อ่านเพิ่มเติม: PDM Brand กับจุดเริ่มต้นความตั้งใจที่ ‘อยากให้คนไทยบ้านสวย’ สู่แบรนด์ดีไซน์ที่คิดนอกกรอบวัสดุ
ด้วยพื้นฐานความเชี่ยวชาญจากสาย interior design เธอให้ความสำคัญกับการผสมผสานแสงเข้ากับทุกรายละเอียดของพื้นที่ ตั้งแต่วัสดุ ผิวสัมผัส ไปจนถึงการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ สำหรับเธอ การออกแบบแสงไม่ใช่การเพิ่มความสว่างเข้าไปในห้อง แต่คือการช่วย “จัดจังหวะ” ของพื้นที่ให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายตา อ่อนโยน และอยากใช้เวลาอยู่กับสเปซนั้นให้นานขึ้น
การพูดคุยกันครั้งนี้กับ Tatler น้ำทิพย์พาเราไปสำรวจปรัชญาการทำงานกับแสง ความท้าทายในโปรเจ็กต์ระดับมาสเตอร์พีซ และทิศทางของการออกแบบแสงในอนาคต เมื่อแสงไม่ได้มีหน้าที่แค่ส่องสว่าง แต่กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการออกแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้คน

Above น้ำทิพย์ วงศ์สีนิล นักออกแบบแสงจาก Inverse Lighting Design
เส้นทางสู่โลกของ ‘แสง’
ในช่วงที่ยังเป็นนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมภายใน น้ำทิพย์เข้าใจวิธีบริหารพื้นที่ การจัดสเปซ และการวางองค์ประกอบต่างๆ ภายในพื้นที่เป็นอย่างดี แต่กลับพบว่ามีหนึ่งเรื่องที่แทบไม่เคยถูกอธิบายอย่างจริงจัง นั่นคือ “การวางไฟ” ทั้งที่ไม่ว่าพื้นที่จะถูกออกแบบอย่างไร สุดท้ายทุกห้องก็หลีกเลี่ยงเรื่องแสงไปไม่ได้
“ตอนที่เรียน เราได้รู้แล้วว่าจะบริหารพื้นที่ยังไง จัดสเปซยังไง แต่สิ่งที่ยังไม่รู้เลยคือเรื่องการวางไฟ” น้ำทิพย์เล่า
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงทำวิทยานิพนธ์ เมื่อเธอลองผสานการออกแบบแสงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์
“พอทำวิทยานิพนธ์ก็ลองแทรกการจัดไฟในมู้ดกลางคืนเข้าไป ซึ่งรู้สึกว่าสนุกดี” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ประสบการณ์ครั้งนั้นเองที่ทำให้แสงกลายเป็นมากกว่าความรู้เสริม แต่เป็นทิศทางใหม่ของการทำงานออกแบบ
สำหรับน้ำทิพย์ บทบาทของแสงไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงฟังก์ชั่นการมองเห็นหรือการใช้งาน แต่เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ทำให้พื้นที่มีเรื่องเล่าและอารมณ์ความรู้สึก แสงยังทำหน้าที่เป็นตัวนำทางอย่างแนบเนียน ช่วยกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของผู้คนภายในสเปซ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ป้ายหรือคำอธิบายใดๆ และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเน้นอัตลักษณ์ของพื้นที่ ตั้งแต่งานศิลปะไปจนถึงรายละเอียดที่สะท้อนตัวตนของโครงการ
Above ดีไซน์งานแสงภายในบาร์ 1970Bar โรงแรม Dusit Thani Bangkok ผลงานการออกแบบของ Inverse Lighting Design
นิยามของ ‘แสงที่ดี’ และ ‘แสงที่ไม่ดี’
“แสงที่ดี” สำหรับน้ำทิพย์ ไม่ได้เริ่มจากความสว่างหรือความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงองค์ประกอบที่ต้องทำงานร่วมกับทุกสิ่งในพื้นที่ “แสงที่ดีคือแสงที่มีความเป็น team player หรือ well-integrated เข้ากับสถาปัตยกรรมและดีไซน์ภายใน” เธออธิบาย
หลักคิดสำคัญคือการเห็นเอฟเฟ็กต์ของแสงที่ตกกระทบกับพื้นผิวหรือองค์ประกอบต่างๆ ในขณะที่ตัวโคมหรือแหล่งกำเนิดแสงควรถูกกลืนไปกับสเปซ “มันต้องรู้สึกได้ แต่ว่าไม่ต้องเห็นแหล่งที่มาของไฟ คือเห็นเอฟเฟ็กต์ของแสงที่ลงมา แต่เราต้องมองไม่เห็นตัวโคมหรือ light source เลย”
ในทางกลับกัน “แสงที่ไม่ดี” คือแสงที่สร้างความรบกวนสายตา ไม่ว่าจะเป็นแสงที่แยงตาโดยตรง (direct glare) หรือภาพของ “dot ไฟ” จาก LED ที่มองเห็นได้ชัดเจนหรือเห็นจากการสะท้อนที่พื้น ซึ่งในมุมมองของนักออกแบบแสง สิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดที่ควรถูกหลีกเลี่ยงและซ่อนให้มากที่สุด เพราะเมื่อแสงเริ่มเรียกร้องความสนใจมากเกินไป บทบาทของมันก็จะเปลี่ยนจากผู้เสริมบรรยากาศและฟังก์ชั่นของพื้นที่ ไปเป็นการทำลายประสบการณ์ของสเปซโดยไม่รู้ตัว
แสงที่ดีคือแสงที่มีความเป็น team player หรือ well-integrated เข้ากับสถาปัตยกรรมและดีไซน์ภายใน
แสงคือผู้กำกับอารมณ์และบรรยากาศ
ในพื้นที่ร้านอาหารหรือบาร์ที่อารมณ์ของสเปซมีผลโดยตรงต่อการรับรู้และความประทับใจของแขก การออกแบบแสงมักเริ่มจากการโฟกัสเฉพาะจุดที่สำคัญ
“ในร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งหรือบาร์ เราจะเน้นเล่นแสงลงบนโต๊ะหรือเคาน์เตอร์เท่านั้น แล้วหรี่ไฟ ambient light ลง เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีความดรามาติก เป็นส่วนตัว” น้ำทิพย์อธิบาย การกำกับแสงเช่นนี้ทำให้บทสนทนา กลิ่น รส และรายละเอียดบนโต๊ะอาหารถูกขับให้เด่นชัดขึ้น โดยไม่ถูกรบกวนจากแสงมากเกินจำเป็น
สำหรับพื้นที่โรงแรม แสงยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างสเปซภายในและวิวภายนอก โดยเฉพาะในห้องที่ออกแบบด้วยกระจกที่มีแสงธรรมชาติส่องถึง น้ำทิพย์ให้ความสำคัญกับการบาลานซ์แสง เพื่อให้แขกยังคงเชื่อมต่อกับวิวภายนอกได้อย่างเต็มที่
“เราจะ dim ไฟด้านในลงในช่วงเย็น เพื่อให้แขก take view ข้างนอกได้ ไม่ให้แสงในห้องสว่างจนกระจกสะท้อนกลายเป็นกระจกเงาไปหมด” การหรี่แสงด้านในลงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคนิค แต่คือการออกแบบประสบการณ์เพื่อให้แขกรู้สึกผ่อนคลายและดื่มด่ำกับช่วงเวลาสบายๆ ตรงหน้าได้อย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอน
แสงที่ต้องคิดใหญ่ คิดรอบ และคิดไกล กับโครงการมาสเตอร์พีซ
เมื่อถามถึงโปรเจ็กต์ที่ประทับใจ เธอตอบทันทีว่าเป็นงานที่ออกแบบให้กับ Dusit Thani Bangkok และ Dusit Central Park ที่เปรียบเสมือนสนามสอบจริงที่รวมทุกบทเรียนของการออกแบบแสงไว้ในที่เดียว
“โปรเจ็กต์นี้ให้ความรู้สึก ‘จบครบหมดเลย’” เธอกล่าวพร้อมหัวเราะ เพราะได้มีโอกาสทำงานครอบคลุมทุกโซน ตั้งแต่ภายนอกอาคาร พื้นที่ภายใน ไปจนถึงภูมิทัศน์ที่เชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเข้ากับธรรมชาติ
น้ำทิพย์เผยว่าความท้าทายสำคัญคือการออกแบบแสงภายนอก โดยเฉพาะส่วนยอดแหลมสีทอง (Golden Spire) สัญลักษณ์ภาพจำของโรงแรมดุสิตธานี การทำให้สไปร์โดดเด่นบนเส้นขอบฟ้าโดยไม่แข็งหรือแยงตา ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขได้ด้วยการลองผิดลองถูกแบบทั่วไป เพราะไม่สามารถทำแบบจำลองขนาดจริงได้ และการจำลองผลด้วยซอฟต์แวร์ก็มีข้อจำกัดสูง
“เราไม่สามารถ mock-up ไซส์จริงได้และการทำ simulation ก็ยากมาก และตอนปรับไฟ (commissioning) เราต้องใช้วิธีเดินไปดูจากสวนลุมพินี ต้องมองจากระยะไกล เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด แล้วโทรหาช่างให้ปรับ focusing ไฟทีละดวง ให้แอปพลิเคชั่น Measure ในโทรศัพท์เป็นตัวช่วยในการวัดองศา เพื่อให้แสงของไฟแต่ละดวงเอียงเท่ากัน ส่องได้ถึงยอดและได้เอฟเฟ็กต์ตามที่ตั้งใจ”
วิธีทำงานแบบภาคสนามนี้ช่วยให้แสงส่องถึงยอดสไปร์ได้อย่างแม่นยำ และยังคงความสง่างามของสถาปัตยกรรมโดยไม่ดึงความสนใจเกินจำเป็น
สำหรับร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งหรือบาร์ เราจะเน้นเล่นแสงลงบนโต๊ะหรือเคาน์เตอร์ หรี่ไฟ ambient light เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูผ่อนคลาย มีความดรามาติก และเป็นส่วนตัว
Above ส่วนยอดแหลมสีทอง (Golden Spire) สัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ผลงานการออกแบบของ Inverse Lighting Design
Above ส่วนยอดแหลมสีทอง (Golden Spire) สัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ
ขณะเดียวกัน ภายในโถงโรงแรมยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญอย่างเสาเบญจรงค์ ผลงานจิตรกรรมผนังเสาที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เป็นผลงานอันเป็นสัญลักษณ์คู่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ความท้าทายของพื้นที่นี้ไม่ได้อยู่ที่การทำให้โถงสว่างขึ้น แต่คือการออกแบบแสงให้ไม่ส่องไปที่ชิ้นงานโดยตรง แสงจึงถูกใช้ในลักษณะทางอ้อมโดยซ่อนอยู่ในเพดานที่ถูกออกแบบให้เป็นแผ่นซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อขับมิติ เงา และบรรยากาศ ให้เสาเบญจรงค์โดดเด่นอย่างสงบและทรงพลัง โดยไม่รบกวนผิวงานหรือประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
อีกพาร์ตที่ท้าทายไม่แพ้กันคืองาน landscape lighting บริเวณสวนลอยฟ้า Dusit Central Park ซึ่งน้ำทิพย์ยอมรับว่า “เป็นงานที่เราเคยกลัวเพราะความเป็น free form ของต้นไม้ที่คาดเดาได้ยาก เราต้องใช้เวลา”
เธอเล่าถึงกระบวนการทำงานเบื้องหลังที่ต้องอาศัยความอดทนและสายตาเป็นหลัก งานนี้ ทีมงานต้องวิ่งขึ้นลงเพื่อปรับสปอตไลท์ให้เข้ากับฟอร์มของต้นไม้แต่ละต้น ไม่ว่าจะเป็นความสูง ระยะ หรือองศาการรับแสง กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายวัน ไปจนถึงเป็นอาทิตย์ เพื่อให้ต้นไม้ดูมีชีวิตในยามค่ำคืนและกลมกลืนกับสเปซโดยรอบมากที่สุด
ความท้าทายทั้งหมดของโปรเจ็กต์นี้สะท้อนหัวใจของการออกแบบแสงอย่างชัดเจน นั่นคือแสงไม่ใช่เรื่องของสูตรสำเร็จ แต่คือการตัดสินใจหน้างาน การมองภาพรวม และการเคารพทั้งสถาปัตยกรรม งานศิลปะ และธรรมชาติ เมื่อทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกันได้อย่างพอดี แสงก็จะทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบงันแต่ทรงพลัง
อ่านเพิ่มเติม: 8 ไฮไลต์จุดเช็กอิน ‘Dusit Arun’ สวนลอยฟ้าแลนด์มาร์กใหม่สำหรับคนกรุง
คนส่วนใหญ่คิดว่าพอมืดแล้วต้องเปิดไฟให้สว่าง แต่จริงๆ แล้วควรลดไฟข้างในลง เพื่อให้บาลานซ์กับแสงด้านนอกที่มืดลง เราไม่จำเป็นต้องไปสู้กับความมืดขนาดนั้นก็ได้

Above งานออกแบบแสงที่โถงโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

Above งานออกแบบแสง landscape lighting บริเวณสวนลอยฟ้า Dusit Central Park

Above งานออกแบบแสง landscape lighting บริเวณสวนลอยฟ้า Dusit Central Park

Above งานออกแบบแสง landscape lighting บริเวณสวนลอยฟ้า Dusit Central Park
แสงกำหนดนาฬิกาชีวิต
น้ำทิพย์มองว่าเทรนด์การออกแบบแสงในปัจจุบันกำลังขยับจากการเน้นความสวยงามหรือใช้เทคโนโลยี ไปสู่การออกแบบที่คำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น โดยเฉพาะด้าน well-being และ human-centric design
“ตอนนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตตาม circadian light หรือ “นาฬิกาชีวิต” มากขึ้นค่ะ” เธอกล่าว พร้อมชี้ว่าแสงไม่ควรถูกออกแบบแบบตายตัว แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามจังหวะของร่างกายและช่วงเวลาของวัน
ในโรงแรม แนวคิดนี้ถูกแปลออกมาเป็นการออกแบบ welcome night scene “เรามีการทำ welcome night scene สำหรับแขกที่เช็กอินหลังหกโมงเย็น เพื่อลดทอนแสงลงให้เกิดประสบการณ์ที่กลมกลืนและไม่ตกใจกับความสว่าง” แสงจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมให้ร่างกายของแขกผู้เข้าพักค่อยๆ ปรับจากโลกภายนอกเข้าสู่โหมดการพักผ่อนอย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ทำงาน การออกแบบแสงก็เริ่มตอบสนองพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น
“ในออฟฟิศ เรามีการใช้ lighting ที่ปรับอุณหภูมิสีได้ เพื่อไล่โทนแสงตามกราฟ daylight” เธอเล่าพร้อมยกตัวอย่าง เช่น การใช้แสงโทน warm ในช่วงเย็นเพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ไปจนถึงแสง cool white สำหรับช่วง night shift ที่ต้องการความกระปรี้กระเปร่า
ขณะเดียวกัน เธอยังชี้ให้เห็นความสำคัญของ contrast ratio หรือความแตกต่างของระดับแสงในแต่ละโซน “เรื่องนี้สำคัญ มันไม่ใช่แค่โต๊ะสว่างอย่างเดียว แต่พื้นที่รอบข้างก็ต้องมีแสงในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เรานั่งทำงานได้อย่างสบายตา”
คนให้ความสำคัญกับ “นาฬิกาชีวิต” มากขึ้น แสงเลยไม่ควรถูกออกแบบแบบตายตัว แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามจังหวะของร่างกายและช่วงเวลาของวัน

Above น้ำทิพย์ วงศ์สีนิล นักออกแบบแสงจาก Inverse Lighting Design
เข้าใจแสง เข้าใจบาลานซ์ชีวิต
เมื่อเราถามว่า “คุณค่าของแสง” สำหรับเธอคืออะไร น้ำทิพย์เริ่มจากหลักคิดที่เรียบง่ายแต่สำคัญ นั่นคือเรื่องของความบาลานซ์
“คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพอมืดแล้วต้องเปิดไฟให้สว่าง แต่จริงๆ แล้วเราควรลดไฟข้างในลงด้วยซ้ำ เพื่อให้บาลานซ์กับแสงด้านนอกที่มืดลง เราไม่จำเป็นต้องไปสู้กับความมืดขนาดนั้นก็ได้” แสงที่ดีสำหรับเธอจึงไม่ใช่แสงที่เอาชนะความมืด แต่คือแสงที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติรอบด้านอย่างพอดี
แนวคิดนี้สอดคล้องโดยตรงกับเรื่องนาฬิกาชีวิตและ well-being ของร่างกาย เพราะเมื่อระดับแสงลดลงในช่วงกลางคืน ฮอร์โมนเมลาโทนินจะเริ่มทำงาน เตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างเป็นธรรมชาติ แสงจึงไม่ได้ส่งผลแค่ต่อการมองเห็น แต่เชื่อมโยงไปถึงคุณภาพการนอนและการฟื้นฟูร่างกายในแต่ละวัน
แสงในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของนักออกแบบแสง แต่คือองค์ประกอบเล็กๆ ที่ส่งผลต่อทั้งความรู้สึก สมาธิ และคุณภาพชีวิตของทุกคนในระยะยาว







