ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)
Cover ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้งสวนโอลีฟ “Olive De Casa” หญิงสาวผู้เปลี่ยนความหลงใหลจากการเดินทางให้กลายเป็นอาณาจักรต้นไม้มงคลระดับลักซ์ชูรี (ภาพ: Termsit Siripanich)
ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)

ในยุคที่นิยามของความลักซ์ชูรีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการครอบครองวัตถุเลอค่า แต่คือการแสวงหาความรื่นรมย์ทางจิตวิญญาณที่ร้อยเรียง “อดีต” เข้ากับ “ปัจจุบัน” มนต์ขลังจากฟากฟ้าเมดิเตอร์เรเนียนอย่างต้นมะกอกโอลีฟ จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงไม้ประดับสวน ทว่าคือประติมากรรมชิ้นเอกที่มีลมหายใจ เป็นดั่งจดหมายเหตุแห่งกาลเวลาที่พร้อมจะเติบโตและส่งต่อความรุ่งเรืองจากรุ่นสู่รุ่น

ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมด้วยมะกอกโอลีฟยืนตระหง่านอย่างสง่างาม หลายต้นถูกผูกด้วย “โบสีแดง” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการถูกจับจองไว้อย่างแผ่วเบาบริเวณลำต้น ชวนให้จินตนาการถึงหญิงสาวที่เพิ่งผ่านพิธีหมั้นหมายด้วยแหวนวงล้ำค่า และกำลังเฝ้ารอคอยวันที่จะถูกรับตัวไปสู่ชายคาบ้านหลังใหม่เพื่อเริ่มต้นบทชีวิตอันแสนหวานร่วมกับชายหนุ่มว่าที่เจ้าบ่าว

ณ ห้วงยามนั้น เรากำลังนั่งสนทนากับ ปลาย ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa หญิงสาวผู้เปลี่ยนความหลงใหลจากการเดินทางให้กลายเป็นอาณาจักรต้นไม้มงคลระดับลักซ์ชูรี เธอไม่ได้เพียงขายต้นไม้ แต่เธอกำลังทำหน้าที่เป็นผู้นำพา “จิตวิญญาณแห่งกาลเวลา” และ “มรดกที่มีชีวิต” ไปมอบให้กับผู้ที่รักในสุนทรียภาพของการใช้ชีวิตอย่างวิจิตรบรรจง

อ่านเพิ่มเติม: Mediterranean Dreams: ไอเดียสร้างสวนเมดิเตอร์เรเนียนในฝันจาก ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง

Tatler Asia
สวน Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)
Above หนึ่งในห้าสาขาของสวน Olive De Casa ที่รังสิต (ภาพ: Termsit Siripanich)
สวน Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)

ภาพจำและความผูกพัน

เส้นทางของ Olive De Casa เริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ที่สุด นั่นคือ “ความรู้สึก” ณัฐธิดาย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นด้วยรอยยิ้มขณะนึกถึงการเดินทางในยุโรปตอนใต้ ทั้งฝรั่งเศสและอิตาลี ที่ซึ่งแสงแดดอุ่นและสายลมแห้งๆ มักจะมีภาพของต้นมะกอกโอลีฟปรากฏอยู่ในฉากหลังเสมอ

“ปลายกับแฟนเดินทางกันบ่อยจากงานที่เราทำ โดยเฉพาะฝรั่งเศสใต้และประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน” เธอกล่าว “มันเป็นความชอบที่กลายเป็นแรงแพสชั่นทุกครั้งที่เดินทาง ต้นมะกอกเหมือนเป็น ‘ภาพจำ’ ที่ตามเราอยู่เสมอ ความงามของมันไม่ได้มาจากความสมบูรณ์แบบ แต่มันคือร่องรอยแห่งกาลเวลาที่บ่มเพาะให้ลำต้นแต่ละต้นมีลวดลายและเรื่องราวเฉพาะตัว”

เมื่อถึงวันที่เธอต้องการหา “ไม้ประธาน” ให้กับบ้านตัวเอง ชื่อของมะกอกโอลีฟจึงเป็นคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมา แม้ขณะนั้นตลาดเมืองไทยยังไม่คุ้นเคยกับพืชจากเมดิเตอร์เรเนียนนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำสุนทรียภาพที่เธอรักมาไว้ในรั้วบ้าน จากการนำเข้ามาเพียงไม่กี่ต้น ความหลงใหลนั้นก็ได้เติบโตกลายเป็นธุรกิจที่ส่งต่อความสุขให้กับผู้อื่นอย่างยั่งยืน

Tatler Asia
ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)
Above ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้สร้างอาณาจักรไม้มงคลจากการนำเข้าต้นมะกอกโอลีฟเพียงไม่กี่ต้น (ภาพ: Termsit Siripanich)
ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)

ผู้นำตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย “ความใส่ใจ”

จากโอลีฟสี่ต้นแรกสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัวในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ณัฐธิดาใช้เวลาหลายปีในการศึกษาจน “รู้จัก” และ “รู้ใจ” ไม้ชนิดนี้อย่างถ่องแท้ เธอพบว่ามะกอกโอลีฟมีความโดดเด่นในฐานะ “masterpiece” ของบ้านที่สามารถตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว (stand alone) ได้อย่างทรงพลัง โดยไม่ต้องมีไม้รองอื่นๆ มาประดับเพิ่ม ซึ่งปัจจุบัน Olive De Casa ได้ส่งต่อไปยังลูกค้าในประเทศมาแล้วกว่า 1,000 ต้น

ปัจจุบัน Olive De Casa ขยายตัวสู่พื้นที่ 25 ไร่ จาก 5 สาขาครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ จนกล่าวได้ว่าเป็นสวนมะกอกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “เราอยากขยายไปต่างจังหวัดนะคะ” เธอเผย “แต่เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับความเป็น ‘งานฝีมือ’ (craft) พนักงานทุกคนต้องมีความรู้ด้านเกษตรและเข้าใจสุขภาพของต้นไม้จริงๆ เราจึงยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเองในทุกขั้นตอน”

ความละเอียดอ่อนนี้สะท้อนผ่านการเลือกต้นไม้ทุกต้นด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นต้นเล็กหรือใหญ่ “เราเชื่อว่าลูกค้าสัมผัสได้ถึงความรักและความตั้งใจ เราดูแลไปถึงขั้นลงพื้นที่จริงว่าจุดที่ลูกค้าต้องการปลูกนั้นเหมาะสมกับเขาหรือไม่ ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เอื้อให้เขาอยู่ได้อย่าง healthy เราก็จะไม่แนะนำ”

นอกจากความใส่ใจ อีกปัจจัยที่เป็นหัวใจสำคัญคือการทำ R&D ดินสูตรเฉพาะ “ดินในเมดิเตอร์เรเนียนเป็นดินทรายที่ร่วนมาก แต่ที่เมืองไทยต่างออกไป และเราปลูกโอลีฟเป็นไม้ใบเพราะอากาศบ้านเราไม่ออกผล เราจึงทุ่มเทกับการวิจัยดินจนได้สูตรที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของเราเท่านั้น ดินเราจึงมีราคาค่อนข้างสูง” เธอกล่าวปนเสียงหัวเราะ

อ่านเพิ่มเติม: Scene Stealers: 6 เทรนด์การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่งาน Salone del Mobile 2025

Tatler Asia
สวน Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)
Above จากโอลีฟสี่ต้นแรกสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัวในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบัน Olive De Casa ขยายตัวสู่พื้นที่ 25 ไร่ จาก 5 สาขาครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ จนกล่าวได้ว่าเป็นสวนมะกอกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (ภาพ: Termsit Siripanich)
สวน Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)

Living Asset: สินทรัพย์ที่มีลมหายใจ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ Olive De Casa แตกต่างอย่างแท้จริงคือปรัชญาการมองต้นมะกอก เพราะแม้ปัจจุบันจะมีสวนโอลีฟเพื่อการจำหน่ายเกิดขึ้นมากมาย แต่ Olive De Casa ยังสามารถครองความนิยมในตลาดมะกอกโอลีฟได้ก็ด้วยการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าอย่างตั้งใจ “คำตอบที่พิสูจน์มาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คือลูกค้ารับรู้ได้ว่าต้นไม้ทุกต้นที่เรานำเข้ามา และเราเป็นคนคัดมาเองนั้น เมื่อถูกส่งต่อไปถึงลูกค้าแล้ว เวลาพวกเขาพูดถึงขึ้นมา เราจะจำได้เลยว่าต้นเขาเป็นแบบนี้ จะเบี่ยงทางซ้ายแบบนี้ ทางขวาแบบนี้ เราจำมาร์กของแต่ละต้นได้ด้วยตัวเอง”

และที่สำคัญที่สุดคือ “เราเริ่มต้นจากการมองต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ได้มองเขาเหมือนเป็นสิ่งของ เป็นการประดับ” ณัฐธิดาให้มุมมอง “เรามองเขาเป็น ‘living creature’ เป็น ‘living asset’ หรือสินทรัพย์ที่มีชีวิตมาตลอด เพราะเรารู้สึกว่าเขามีคุณค่าในตัวเขาเอง และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา” ดังนั้น การเป็นเจ้าของโอลีฟอายุนับร้อยๆ ปี ย่อมเปรียบได้กับการครอบครองงานศิลปะหายากหรือนาฬิกาเรือนล้ำค่า “เราอยากให้ลูกค้ามองว่าการที่เขาได้รับมะกอกโอลีฟไปที่บ้าน เขาจะดูแลเป็น living asset ซึ่งสำหรับเราคือสิ่งที่สามารถส่งต่อให้เจเนอเรชั่นถัดไป”

Tatler Asia
ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)
Above ณัฐธิดา อิงคะวัต เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้ Olive De Casa แตกต่าง คือมุมมองต่อต้นมะกอก ในการส่งมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้าอย่างตั้งใจ (ภาพ: Termsit Siripanich)
ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองผ่านสายธารอดีตกาลจะพบว่า สถานะของโอลีฟคือ living asset มานับพันๆ ปี “มันคือสถานะของเขามาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เมื่อก่อนโอลีฟสามารถใช้แลกเป็นสินทรัพย์ มันจึงมีคุณค่าในตัวมันเอง ณ วันนั้นเขาเป็น living asset ยังไง วันนี้เขาก็ยังเป็นแบบนั้น เราอยากให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเขา รับเขาไปแล้วก็ดูแลเขาเหมือนเป็น asset ที่อยากส่งต่อจริงๆ”

ส่วนในยุโรปใต้ โอลีฟคือ “fortune tree” หรือต้นไม้มงคลที่เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความมั่งคั่งมานานนับพันปี “ความเชื่อนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางวัฒนธรรม กลายเป็นสุนทรียภาพระดับสากล ไม่ได้ถูกจำกัดว่าเป็นความเชื่อเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เพราะทุกคนเวลาทำบ้านต้องมองหาต้นไม้มงคลอย่างน้อยสักต้นที่นำความโชคดี ความเจริญรุ่งเรืองเข้ามา คนกลุ่มนี้มีอยู่ทั่วโลก และโอลีฟก็คือต้นไม้ที่เจ้าของบ้านระดับ top tier โหยหา เพราะมันคือการลงทุนในความสุขและบารมีที่ยิ่งนานวันยิ่งงดงาม”

ศิลปะแห่งการคัดสรร เมื่อต้นไม้เลือกเจ้าของ

ณัฐธิดายังเล่าต่อไปว่า เมื่อจะเลือกต้นมะกอกสักต้นเพื่อนำเข้ามาที่ Olive De Casa การทำงานของเธอเปรียบเสมือนภัณฑารักษ์ในแกลเลอรีระดับโลก เพราะเธอให้ความสำคัญกับ “ประวัติและเรื่องราว” ของแต่ละต้นอย่างยิ่งยวด พร้อมเชื่อมั่นว่า “ต้นไม้เลือกเจ้าของ พอๆ กับที่เจ้าของเลือกต้นไม้”

“แต่ละต้นมีพลังงาน (energy) ที่ต่างกัน บางต้นมีฟอร์มบิดเกลียวพลิ้ว ดู exotic ลึกลับน่าค้นหาในสไตล์ modern rustic บางต้นสง่างามนิ่งขรึมสอดรับกับบ้านสไตล์ minimal Mediterranean เราไม่ได้มองหาต้นไม้ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเชิงเกษตรกรรม แต่เรามองหาต้นที่มีจิตวิญญาณ มีร่องรอยการเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาว สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่กำหนดคุณค่าและความพอใจที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียวได้”

นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับนักจัดสวนชื่อดัง ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง แห่ง Little Tree Landscape ยังช่วยสร้างบริบทใหม่ๆ ให้กับโอลีฟในเมืองไทย ในการเปลี่ยนจากสวนยุโรปดั้งเดิมสู่ความร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทำให้ทุกมุมของสวนที่มีมะกอกโอลีฟกลายเป็น “พื้นที่พักผ่อน” ที่สะท้อนรสนิยมอันลุ่มลึกของเจ้าของบ้านได้อย่างดีที่สุด

ต้นไม้เลือกเจ้าของ พอๆ กับที่เจ้าของเลือกต้นไม้

- ณัฐธิดา อิงคะวัต -

เสน่ห์แห่งการเดินทางร่วมกัน

เมื่อถามถึงเสน่ห์ของต้นมะกอก หญิงสาวเจ้าของสวน Olive De Casa ตอบด้วยความลึกซึ้ง “ปลายคิดว่าเป็นหนึ่งในของที่ ‘ยิ่งแก่ยิ่งมีคุณค่า มีคำกล่าวว่า ‘Your age like an ancient olive tree’ หมายถึงคุณมีคุณค่ามากขึ้น มีความเที่ยงตรงและสง่างามมากขึ้นตามอายุ เช่นเดียวกับมะกอกโอลีฟที่มีฟอร์มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น”

และหากมองในเชิงจิตวิญญาณ เสน่ห์ที่แท้จริงอยู่ที่การเดินทางร่วมกัน “หลายคนอาจมองเสน่ห์ของโอลีฟอยู่ที่ลักษณะของใบ หรือรูปทรงลำต้น ที่ดูเป็นไม้โบราณ แต่สำหรับปลาย เสน่ห์ของโอลีฟจริงๆ คือ journey ที่เราได้ร่วมเดินทางไปกับเขา แล้ววันนึงเราเห็นว่าเขาเปลี่ยนไปเป็นแบบไหน เพราะโอลีฟโตช้ามาก โดยเฉพาะนับตั้งแต่วันที่เลี้ยงเขาเป็นบอนไซ ใบโอลีฟจะเปลี่ยนแปลงเร็ว ใบฟูเร็วมาก แต่สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับเราเสมอคือลำต้นเขาเปลี่ยนแปลงน้อยมาก บางปีลำต้นขยับเพียงเซนติเมตรเดียว แต่นั่นทำให้เราเห็นร่องรอยการเติบโตที่สามารถ track ย้อนกลับไปได้ มันคือการมีอยู่ของกาลเวลาที่จับต้องได้”

ความสุขที่เบ่งบานตามกาลเวลา

หญิงสาวขายต้นไม้ เจ้าของสวนมะกอกโอลีฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแห่งนี้ ยังได้บอกถึงความรู้สึกในฐานะ “แม่ค้า ด้วยว่า “เราไม่ได้แค่ขายต้นไม้แล้วจบไป แต่เราส่งต่อความรู้ที่เกิดจากการทดลองและเรียนรู้จริง การได้เห็นเจ้าของบ้านลงมาตัดแต่งกิ่ง ใส่ความคราฟท์เข้าไปในรูปทรงด้วยตัวเอง นั่นคือความงามที่แท้จริง เพราะมันคือการสร้างความผูกพันกับสิ่งมีชีวิต ที่ยืนยันถึงความมีรสนิยมอย่างยั่งยืน”

สำหรับคุณปลายในท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของ Olive De Casa ไม่ใช่เพียงแค่ยอดขาย แต่คือการได้เห็นมะกอกโอลีฟยืนต้นอย่างสง่างามในบ้านทุกหลัง และทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ชีวิตได้ “ช้าลง” เพื่อชื่นชมความละเอียดอ่อนของธรรมชาติ

“ต้นไม้ที่อายุกว่าร้อยปีที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงในสวนของคุณ มันให้มากกว่าแค่ความสวยงาม แต่มันให้พลังของกาลเวลาและความสงบนิ่งในใจ” เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยสายตาที่เป้นประกาย โอลีฟจะไม่ใช่แค่ไม้กระแส แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมกันในครอบครัวไปอีกยาวนาน “มันคือสุนทรียภาพที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะสัมผัสได้”

Tatler Asia
ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)
Above ณัฐธิดา อิงคะวัต บอกว่า ความสำเร็จของ Olive De Casa คือการได้เห็นมะกอกโอลีฟยืนต้นอย่างสง่างามในบ้านทุกหลัง และทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ชีวิตได้ “ช้าลง” (ภาพ: Termsit Siripanich)
ณัฐธิดา อิงคะวัต ผู้ก่อตั้ง Olive De Casa (ภาพ: Termsit Siripanich)

“การเป็นเจ้าของโอลีฟอายุนับร้อยๆ ปี ย่อมเปรียบได้กับการครอบครองงานศิลปะหายากหรือนาฬิกาเรือนล้ำค่า”

- ณัฐธิดา อิงคะวัต -

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด